วันพฤหัสบดีที่ 22 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2561
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

ควันหลงซีเกมส์สิงคโปร์ ความภูมิใจในกีฬาสีอาเซียน?

จบไปแล้วกับมหกรรมกีฬาแห่งอาเซียน หรือกีฬาซีเกมส์ครั้งที่ 28 ที่ประเทศสิงคโปร์เป็นเจ้าภาพ โดยประเทศไทยครองความเป็นเจ้าซีเกมส์อีกครั้งด้วยจำนวนเหรียญทองเป็นอันดับ 1 รวม 95 เหรียญทอง ทิ้งห่างสิงคโปร์เจ้าภาพที่ทำได้ 84 เหรียญทองและอันดับ 3 เวียดนามได้ 73 เหรียญทอง

ขณะที่อันดับ 4 กลายเป็นมาเลเซียที่ได้เหรียญทองมากขึ้นจากซีเกมส์ครั้งก่อนที่ประเทศเมียนมาในปี 2556 สลับกับอินโดนีเซียที่ปีนี้ ผลงานแย่กว่าครั้งก่อน ขณะที่ฟิลิปปินส์ยังคงยึดอันดับ 6 ไว้ได้อย่างเหนียวแน่น ตามด้วยเมียนมา กัมพูชา ลาว บรูไนและติมอร์ เลสเต

ลำพังกองทัพนักกีฬาไทยนั้น ถือว่าผลงานต่ำกว่าซีเกมส์ครั้งที่แล้ว ซึ่งทำได้ 107 เหรียญทอง ขณะที่เจ้าภาพครั้งก่อนอย่างเมียนมา ผลงานตกลงจากที่เคยทำได้ 86 เหรียญทองในบ้านตัวเอง เหลือเพียงแค่ 12 เหรียญทอง ส่วนสิงคโปร์เจ้าภาพคราวนี้ เมื่อ 2 ปีก่อนทำได้เพียง 34 เหรียญทอง

ความแตกต่างในจำนวนตัวเลขเหรียญทองของเจ้าภาพและอดีตเจ้าภาพชี้ให้เห็นว่า ประเทศเจ้าภาพมักจะได้จำนวนเหรียญทองมากกว่าที่เคยทำได้ในการแข่งขันนอกบ้านเสมอ นั่นก็เพราะประเทศเจ้าภาพจะใช้สิทธิเลือกจัดเฉพาะกีฬาที่นักกีฬาของตนเองถนัด และเลือกที่จะไม่จัดแข่งขันกีฬาประเภทที่นักกีฬาของตัวเองไม่ถนัด


ยิ่งไปกว่านั้น ประเทศเจ้าภาพยังเลือกที่จะเพิ่มกีฬาพื้นบ้านที่ประเทศอื่นๆ ไม่ถนัดในระยะเวลากระชั้นชิด เพื่อไม่ให้ชาติอื่นสามารถเตรียมตัวได้ทัน ทำให้เจ้าภาพสามารถกวาดเหรียญทองในประเภทกีฬานั้นๆ อย่างเป็นกอบเป็นกำ

นี่ยังไม่นับความได้เปรียบของนักกีฬาประเทศเจ้าภาพในความคุ้นเคยกับสนามแข่งขัน โดยเฉพาะในชนิดกีฬาที่สนามแข่งขันเป็นสาระสำคัญเช่น เรือใบ เรือพายและจักรยานประเภทถนน เป็นต้น

กล่าวเฉพาะในกรณีของสิงคโปร์ เจ้าภาพครั้งล่าสุดที่สามารถเพิ่มจำนวนเหรียญทองจากที่เคยได้ในซีเกมส์ครั้งก่อนหน้านี้ กว่าเท่าตัว ได้ใช้กลยุทธ์หลายอย่างผสมกัน เริ่มตั้งแต่ใช้สูตรสำเร็จในการเพิ่มจำนวนเหรียญในกีฬาที่คนของตัวเองถนัด เช่น ว่ายน้ำ พายเรือแคนู รวมทั้งการเพิ่มจำนวนกีฬาใหม่ที่ตัวเองถนัด เช่น เน็ตบอล ฟลอร์บอลและสกีน้ำ

นอกจากนี้ ก็ยังใช้กลยุทธ์ตัดชนิดกีฬาที่ประเทศถนัดแต่ตัวเองไม่ถนัดออกไปทั้งหมดหรือบางส่วน เช่น ฟุตบอลหญิง ยกน้ำหนัก มวยสากลสมัครเล่น เป็นต้น แต่ที่สำคัญกว่านั้น ยังใช้กลยุทธ์ที่ทำให้ชาวสิงคโปร์บางส่วน อาจจะไม่รู้สึกภาคภูมิใจในชัยชนะที่ได้รับมากนัก ก็คือ การ “นำเข้า” นักกีฬาจากจีน โดยการโอนสัญชาติมาเป็นคนสิงคโปร์ ทำให้เกิดความได้เปรียบในด้านประสบการณ์และทักษะของนักกีฬาที่เหนือกว่าชาวอาเซียน

ด้วยกลยุทธ์ต่างๆ ข้างต้น ทำให้ทัพนักกีฬาสิงคโปร์ประสบความสำเร็จเกินคาด จากที่ตั้งเป้าไว้เพียงประมาณ 50 เหรียญทอง กลับได้เหรียญทองเพิ่มมากขึ้นจนเกือบจะได้เป็นเจ้าเหรียญทองครั้งแรกในประวัติศาสตร์กีฬาซีเกมส์แล้ว เพราะในวันแรกๆ มีจำนวนเหรียญทองนำห่างทัพนักกีฬาไทยค่อนข้างมาก ก่อนจะมาถูกแซงในช่วง 3-4 วันก่อนที่จะสิ้นสุดการแข่งขัน

ดังนั้น แม้ว่า สิงคโปร์ เจ้าภาพ จะได้รับคำชมในเรื่องประสิทธิภาพในการจัดการแข่งขัน รวมทั้งกระบวนการตัดสินที่ไม่เอาใจเจ้าภาพแบบน่าเกลียด เช่นที่เคยเกิดขึ้นในประเทศเจ้าภาพอื่นๆ

จากสภาพปัญหาที่ถูกวิพากษ์วิจารณ์มาตลอดดังกล่าว ทำให้ความศักดิ์สิทธิ์หรือความน่าภาคภูมิใจในการเป็นผู้ชนะในมหกรรมกีฬาซีเกมส์นั้น ดูด้อยลงไป จนกระทั่งมีการเปรียบเปรยว่า กีฬาซีเกมส์ ก็คล้ายกับการแข่งขัน “กีฬาสี” ที่แข่งกันแบบเน้นความสนุกสนาน ไม่เน้นมาตรฐานด้านการตัดสิน

จึงไม่น่าแปลกใจที่เราจะเห็นนักกีฬาชาติที่โกยเหรียญทองเป็นว่าเล่นในกีฬาซีเกมส์ ได้เหรียญรางวัลเพียงหยิบมือหรืออาจไม่ได้เลยในโอลิมปิกเกมส์ หรือแม้กระทั่งกีฬาเอเชียนเกมส์ ทั้งนี้ เพราะมาตรฐานการกีฬาในอาเซียนไม่สามารถนำไปเปรียบกับในระดับเอเชีย หรือระดับโลกได้

อย่างไรก็ตาม มหกรรมกีฬาซีเกมส์ที่มีการแข่งขันกันทุก 2 ปี ก็ไม่ใช่ว่าจะไม่มีประโยชน์เสียทีเดียว เพราะอย่างน้อยก็เป็นเวทีให้นักกีฬารุ่นใหม่ของแต่ละชาติได้ใช้เป็นสนามฝึกฝนก่อนจะก้าวขึ้นสู่เวทีระดับที่เหนือกว่า โดยที่เห็นได้ชัดก็คือ กรณีทีมวอลเลย์บอลหญิงของไทย ที่ใช้เวทีซีเกมส์ในการให้นักกีฬารุ่นใหม่ได้ลงมาประลองในเวทีระดับนานาชาติ ผสมผสานไปกับรุ่นพี่ๆ

ขณะเดียวกัน มหกรรมกีฬาซีเกมส์ยังเป็นเวทีวัดมาตรฐานกีฬาสากลที่มีการจัดการแข่งขันในระดับเอเชียนเกมส์หรือโอลิมปิกเกมส์ ว่านักกีฬาชาติใดที่ทำผลงานได้ย่อหย่อน ก็จะได้ไหวตัวทัน และเร่งมาปรับปรุงเพื่อสู้ในเวทีที่มีมาตรฐานสูงกว่า เช่น มวยสมัครเล่นของไทย ที่ทำผลงานได้ตกต่ำที่สุดเท่าที่เคยเข้าร่วมการแข่งขันมา ทั้งๆ ที่เคยมีนักกีฬาได้เหรียญทองในระดับโอลิมปิกแล้วหลายคน
ดังนั้น โดยสรุปแล้ว มหกรรมกีฬาซีเกมส์อาจถึงเวลาที่จะต้องมีการทบทวนเรื่องมาตรฐานการจัดการแข่งขันและการกำหนดประเภทกีฬาให้มีความเป็นสากลมากขึ้น เพื่อให้สอดคล้องกับการเข้าสู่ความเป็นประชาคมอาเซียนอย่างเต็มตัว และกีฬาน่าจะเป็นเครื่องมือสำคัญที่จะช่วยสร้างความสามัคคีของประชาชนพลเมืองอาเซียนได้เป็นอย่างดี

การย่ำอยู่กับวิธีการจัดการแข่งขันแบบเดิมๆ ตามใจประเทศเจ้าภาพ ด้วยมาตรฐานการกำหนดประเภทกีฬาแบบ “กีฬาสี” ย่อมไม่ส่งผลดีต่อการพัฒนาการกีฬาในอาเซียน อีกทั้งยังเป็นการสร้างความกังขาให้กับประชาชนในแต่ละประเทศกับผลการแข่งขันหรือจำนวนเหรียญรางวัลที่แตกต่างกันราวฟ้ากับเหว

กีฬาซีเกมส์จะได้พ้นจากคำวิพากษ์วิจารณ์ว่าเป็นมหกรรมกีฬาที่ไร้มาตรฐาน และมีลักษณะของสมบัติผลัดชม รวมทั้งขจัดข้อสงสัยในเรื่องของการ “โกง” ของเจ้าภาพ ไม่ว่าจะเป็นการโกงแบบซึ่งหน้า หรือการโกง “เชิงนโยบาย” แบบที่เห็นและเป็นอยู่เรื่อยมาจนกระทั่งทุกวันนี้...

ชวรงค์ ลิมป์ปัทมปาณี
Twitter: @chavarong
chavarong@thairath.co.th

จบไปแล้วกับมหกรรมกีฬาแห่งอาเซียน หรือกีฬาซีเกมส์ครั้งที่ 28 ที่ประเทศสิงคโปร์เป็นเจ้าภาพ โดยประเทศไทยครองความเป็นเจ้าซีเกมส์อีกครั้งด้วยจำนวนเหรียญทองเป็นอันดับ 1 รวม 95 เหรียญทอง ทิ้งห่างสิงคโปร์เจ้าภาพที่ทำได้ 84 เหรียญ