วันอังคารที่ 20 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2561
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

ปราบทุจริตต้องเข้มและจริงจัง

โดย สายล่อฟ้า

หลังจาก ครม.และ คสช.มีมติเห็นชอบให้มีการแก้ไขรัฐธรรมนูญชั่วคราวที่มีประเด็นเกี่ยวพันกับ สปช. อย่างชัดเจนก็คือ วาระการดำรงตำแหน่งเมื่อลงมติเห็นชอบและไม่เห็นชอบร่างรัฐธรรมนูญจะต้องพ้นจากตำแหน่งไปทันที

ทั้งๆที่รัฐธรรมนูญไม่ได้กำหนดเอาไว้ถึงการพ้นจากตำแหน่งแม้ว่ารัฐธรรมนูญจะผ่านหรือไม่ผ่านก็ตาม

หากรัฐธรรมนูญผ่านก็ยังจะดำรงตำแหน่งต่อไป เพราะจัดทำกฎหมายลูกให้เสร็จเรียบร้อยนำไปสู่การเลือกตั้งและทำประชามติ

แต่เมื่อมีการกำหนดให้ต้องพ้นจากตำแหน่งทันทีและให้มีการแต่งตั้งสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศจำนวน 200 คน โดยนายกฯเป็นผู้แต่งตั้งเอง

ที่เคยหวังจะอยู่ยาวไปพร้อมๆกับ คสช. รัฐบาล และ สนช.ก็เลยกินแห้วไป

ที่เป็นอย่างนี้ก็เพราะพฤติกรรมการปฏิบัติหน้าที่ตั้งแต่เริ่มมาจนถึงปัจจุบันไม่สอดคล้องรับกับแนวทางการทำงานของคสช.คือการปฏิรูปประเทศในทุกด้านน่าจะเป็นที่มาที่ไปของเรื่องนี้

แน่นอนว่าหลายคนยังคิดหวังว่าจะทำหน้าที่ต่อไปได้นานๆเพราะ สปช.ชุดนี้มีโอกาสที่จะได้รับการแต่งตั้งให้เป็นสมาชิกสภาขับเคลื่อนได้แต่ก็ขึ้นอยู่กับดุลพินิจของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯและหัวหน้า คสช.

เพราะบางคนกลับคิด 2 ชั้น โดยระบุว่า หากการปรับปรุงร่างรัฐธรรมนูญไม่ตรงใจก็จะคว่ำร่างเสียเพื่อให้รัฐบาลและ คสช.อยู่ทำหน้าที่ต่อไป

หวังเอาอกเอาใจจนออกนอกหน้าโดยไม่รู้ว่าตัวเองกำลังคิดอะไรอยู่

แต่ที่ร้อนตัวที่สุดก็คือเรื่องการปฏิรูปซึ่งมีการประชุม กมธ.วิสามัญ สปช. และย้ำเน้นว่าในเวลาที่เหลือนี้จะกำหนดประเด็นการปฏิรูปเร่งด่วน 5 เรื่องให้เรียบร้อยเป็นรูปธรรมคือ 1.การปราบปรามทุจริต 2.การเลือกตั้งที่สุจริต มีมาตรการแก้ไขปัญหาการซื้อเสียงอย่างเป็นรูปธรรม

3.การปกครองส่วนท้องถิ่นและการบริหารราชการแผ่นดิน 4.การปฏิรูปตำรวจ 5.การลดความเหลื่อมล้ำและสร้างความเป็นธรรมในสังคม

คำถามก็คือแล้วที่ผ่านมาทำไมถึงไม่ทำกัน?

เวลาที่เหลือจากนี้ไปจะทำได้หรือ?...ไม่มีใครเชื่อว่าจะทำได้หรอก

ก็มันเป็นเสียอย่างนี้แหละ...เสียดายแทน สปช.หลายคนที่มีความตั้งใจ จริงใจและรู้หน้าที่เป็นอย่างดี และได้ดำเนินการที่จะ
ทำเพื่อให้เกิดผลในการปฏิรูป แต่ต้องมาเจออุปสรรคจากบรรดา สปช.บางคน บางกลุ่ม จนเละกันไปหมด

ในส่วนของการแก้ไขปัญหาทุจริตคอร์รัปชันที่ล่าสุด พล.อ.ประยุทธ์ได้ออกมาย้ำให้ทุกฝ่ายรวมพลังกันเพื่อปราบปรามการทุจริตที่ฝังรากลึกในประเทศไทย โดยชี้ว่าประเด็นหนึ่งก็คือการเมืองเข้าทาบทับจนทำให้ไม่สามารถแก้ไขได้

ผลประโยชน์ต่างๆที่กดทับมาเป็นเวลานาน

ส่งผลให้ประเทศชาติเกิดความเสียหายมาอย่างต่อเนื่อง ทำให้นักลงทุนจากต่างประเทศไม่ไว้เนื้อเชื่อใจและไม่อยากลงทุนในไทย
“คดีหลังวันที่ 22 พ.ค.57 หากมีการทุจริตผมรับผิดชอบเอง”

แต่คดีก่อนหน้านั้นที่ยังคั่งค้างอยู่ก่อนรัฐประหารที่เหลืออยู่เป็นจำนวนมากให้ ป.ป.ช.เคลียร์ให้หมดทุกคดี

ตรงนี้น่าจะเป็นการแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้าในเชิงรุกเพื่อให้เห็นผลว่ามีการดำเนินการได้อย่างจริงจังและเป็นรูปธรรม

เมื่อมีการกระทำผิดแม้เหตุจะเกิดมานานแล้วก็จะต้องถูกลงโทษไม่ว่าใครหน้าไหนก็ตามไม่สามารถที่จะเล็ดลอดไปได้

มันต้องตาต่อตาฟันต่อฟันอย่างนี้แหละ...พอจะเห็นอนาคตได้บ้าง.

“สายล่อฟ้า”