วันศุกร์ที่ 23 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2561
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

ช่องว่างระหว่าง "ไอคิว" เด็กกรุง/ชนบท/ต่างกันลิบ

นอกจาก “ช่องว่าง” ทางด้านรายได้ระหว่างคนชนบทกับคนในเมืองหลวงและเมืองใหญ่ต่างๆ จะแตกต่างกันอย่างมากดังที่ ทราบกันดีอยู่แล้วนั้น

อีกช่องว่างหนึ่งที่มีการแถลงเมื่อเร็วๆนี้ ก็คือช่องว่างระหว่าง “ไอคิว” ระหว่างเด็กชนบทกับเด็กในเมืองนั่นแหละครับ

ท่านรัฐมนตรีสาธารณสุขกล่าวถึงผลการสำรวจระดับสติปัญญา (ไอคิว) ของนักเรียนระดับประถมศึกษาปีที่ 1 จำนวน 4,929 คน ทั่วประเทศ เมื่อปี 2557 พบว่าเฉลี่ยไอคิวเฉลี่ยของเด็กไทยทั่วประเทศลดลงไปจากการสำรวจเมื่อปี 2554 หรือ 3 ปีก่อนหน้านี้

โดยไอคิวเฉลี่ยของปี 2557 อยู่ที่ 93.1 จุด เทียบกับเมื่อปี 2554 ซึ่งอยู่ที่ 94.0 จุด จะพบว่าลดลงมาประมาณ 0.9 จุด

ตัวเลขที่ทำให้ลดลงมาจากค่าเฉลี่ยของเด็กชนบท ซึ่งมีไอคิวเฉลี่ยอยู่ที่ 89.18 เท่านั้น ต่ำกว่าค่ากลางมาตรฐานสากลที่กำหนดไว้ 100 ค่อนข้างมาก

ในขณะที่เด็กในเมืองมีไอคิวเฉลี่ย 100.72 สูงกว่าค่ากลางมาตรฐานในระดับสากล และสูงกว่าค่าเฉลี่ยของเด็กชนบทถึงกว่า 10 จุด

สำหรับสาเหตุที่มีผลกระทบต่อระดับไอคิวของเด็กไทยนั้น ท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุขกล่าวว่า มาจาก 1.เรื่องโภชนาการ 2.การเลี้ยงดูของครอบครัว 3.การเรียนรู้ระหว่างเข้าสู่ศูนย์พัฒนาเด็กเล็ก

ซึ่งหากนำไปวิเคราะห์โดยละเอียดจะพบว่าเด็กชนบทมีปัญหาในทั้ง 3 ปัจจัยค่อนข้างมาก และนับวันจะมากขึ้น

เรื่องโภชนาการน่าจะดีขึ้นพอสมควรหากเทียบกับเมื่อ 30 ปีก่อน ที่ปัญหาหนักกว่านี้ แต่หลังจากการรณรงค์และการเร่งรัดปฏิบัติตามแผนพัฒนาชนบทยากจน โดยกระทรวงสาธารณสุข พบว่าสถานการณ์ด้านโภชนาการของเด็กชนบทดีขึ้นมาก

แต่ก็ยังไม่ดีเท่ากับเด็กเมือง หรือในกรุงเทพฯ ซึ่งพ่อแม่ผู้ปกครองมีรายได้ที่ดีกว่า สามารถที่จะซื้ออาหารให้ลูกๆได้รับประทานครบมื้อ

ในเรื่องการเลี้ยงดูของครอบครัวในยุคก่อนไม่มีปัญหามากในชนบท เพราะพ่อแม่ลูกยังอยู่ร่วมกัน...แต่เมื่อมีการพัฒนาประเทศอย่างใหญ่หลวงพ่อแม่ของเด็กต่างจังหวัดต้องเดินทางไปหางานทำไกลบ้าน

โอกาสที่พ่อแม่ลูกจะอยู่ด้วยกันจึงน้อยลง และในข้อเท็จจริงของชนบทหลายๆแห่ง เด็กๆจะถูกทิ้งให้อยู่กับปู่ ย่า ตา ยาย เป็นส่วนมาก

กล่าวในทางทฤษฎีแล้วเด็กที่ไม่ได้อยู่กับพ่อแม่จะมีการพัฒนาที่ช้ากว่า จึงไม่ต้องสงสัยเลยว่าจากสภาพข้อเท็จจริงในปัจจุบัน ซึ่งเด็กชนบทไม่ค่อยมีโอกาสอยู่กับพ่อแม่จะไม่เกิดการพัฒนาที่ช้ากว่า และนำไปสู่ระดับสติปัญญาที่ต่ำกว่าด้วยเหตุนี้

ในส่วนของสาเหตุประการที่ 3 คือการเรียนรู้ระหว่างเข้าศูนย์พัฒนาเด็กเล็กก็ยิ่งเห็นได้ชัดว่าในชนบทห่างไกลยังไม่มีศูนย์ หรือถ้ามีก็ขาดแคลนผู้ดูแลที่มีความรู้ในการพัฒนาเด็กเล็กอย่างลึกซึ้ง

เทียบไม่ได้กับเด็กในเมืองและ กทม.ที่ปัจจุบันนี้มีโรงเรียนอนุบาลต่างๆ เกิดขึ้นอย่างมากมาย และมีครูมีเครื่องมือในการพัฒนาสมองเด็กเล็กอย่างพรั่งพร้อม

ประกอบกับพ่อแม่ผู้ปกครองของเด็กในเมืองและ กทม.ต่างก็มีความกระตือรือร้น จนบ่อยครั้งที่กระตือรือร้นเกินเหตุทุ่มเทให้แก่ลูกๆทุกวิถีทาง มีหลักสูตรมีการสอนพิเศษสำหรับเด็กเล็กที่ไหนก็แข่งกันที่จะส่งลูกๆไปเข้าเรียนในหลักสูตรดังกล่าวแม้จะแพงลิบลิ่ว

อุปกรณ์การเสริมสติปัญญาก็เยอะกว่ามีทั้งของเล่น เครื่องเล่น ที่ทันสมัย โดยเฉพาะของเล่นใหม่ๆ ที่เป็นการฝึกสมองเด็กๆ ส่วนใหญ่มักจะมีราคาแพงที่พ่อแม่ผู้ปกครองเด็กๆชนบทยากจะซื้อหามาได้

เห็นภาพแล้วก็นึกไม่ออกว่าจะหาทางแก้ไขปัญหาช่องว่างระหว่าง “ไอคิว” ของเด็กชนบทกับเด็กกรุงได้อย่างไร

มิหนำซ้ำถ้ายังไม่เร่งรีบแก้ไข ก็อดเป็นห่วงไม่ได้ว่าเด็กชนบทจะเอาตัวรอดได้ยากขึ้นในยุคที่โลกกำลังเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว และต้องการประชากรที่มีไอคิวดีพอสมควรอย่างในปัจจุบันนี้

บอกแล้วว่านึกไม่ออกว่าจะหาทางแก้ไขอย่างไร...ก็ได้แค่เอาปัญหามาบ่นต่อแล้วก็ฝากให้ทุกๆท่านที่เกี่ยวข้องโดยเฉพาะรัฐบาลและส่วนราชการต่างๆช่วยระดมสติปัญญาหาทางแก้ปัญหาให้ด้วยก็แล้วกัน

ถ้าพลเมืองไทยเราในอนาคตส่วนใหญ่เป็นพลเมืองที่มีไอคิวต่ำ เราจะไปแข่งขันอะไรกับเขาในโลกกว้างได้ล่ะครับ...แค่อาเซียนก็อาจจะแพ้หลายๆประเทศหลุดลุ่ยไปแล้วละ.

“ซูม”

17 มิ.ย. 2558 09:55