วันอาทิตย์ที่ 25 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2561
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

กฟผ.เผย 2 เขื่อนหลักน้ำเหลือ 36 วัน ขอทหารคุมพื้นที่ปลูกข้าว

“กฟผ.” คาดน้ำใน 2 เขื่อนหลักคือ ภูมิพล–สิริกิติ์เหลือใช้ได้อีก 36 วันเท่านั้น ส่งผลปีนี้ผลิตไฟฟ้าจากเขื่อนลดลงเหลือ 3% จากเดิม 5% ขณะที่กระทรวงเกษตรฯ ปรับลดเป้าจีดีพีภาคเกษตรปี 58 เหลือโต 1.4% จากเดิม 2.5–3% เหตุภัยแล้งถล่ม ผลผลิตข้าว ยางพารา ปาล์มน้ำมัน และผลไม้ลดฮวบ ปริมาณน้ำไหลเข้า 4 เขื่อนหลักยังน้อยมาก พร้อมเดินหน้าทำพิธีขอฝนต่อ

นายสุธน บุญประสงค์ รองผู้ว่าการระบบส่งการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) เปิดเผยว่า กฟผ.ยังคงเฝ้าระวังและติดตามปริมาณน้ำฝนอย่างใกล้ชิด เนื่องจากน้ำใน 2 เขื่อนหลักคือ เขื่อนภูมิพล และเขื่อนสิริกิติ์ เหลือใช้ไม่มาก ทำให้การผลิตไฟฟ้าจากเขื่อนปีนี้ ลดลงเหลือ 3% จากเดิมที่มีสัดส่วน 5% ของการผลิตไฟฟ้าจากเชื้อเพลิงทุกประเภท ซึ่งการผลิตไฟฟ้าจากเขื่อนเป็นเพียงผลพลอยได้ เพราะน้ำจากเขื่อนเน้นการปล่อยเพื่อการอุปโภคและบริโภคเป็นหลัก สำหรับการเตรียมพร้อมรับแหล่งก๊าซธรรมชาติพัฒนาร่วมไทย-มาเลเซีย (เจดีเอ) หยุดซ่อมบำรุงในเดือน ก.ค.นี้ กฟผ.ได้วางแผนไว้พร้อมแล้ว โดยประสานงานกับบริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) และกระทรวงพลังงาน เพื่อดูแลไม่ให้ไฟฟ้าขาดแคลน ซึ่งมีทั้งการเตรียมพร้อมส่งไฟฟ้าจากภาคกลาง การซื้อไฟฟ้าจากมาเลเซีย การปรับให้โรงไฟฟ้า จะนะสามารถใช้น้ำมันเตาได้ แต่ต้องขอความร่วมมือภาคประชาชน โดยเฉพาะในพื้นที่ 14 จังหวัดภาคใต้ให้ลดการใช้ไฟฟ้าเพื่อลดความเสี่ยงไฟตก-ไฟดับด้วย

ด้านนายวันชัย ประไพสุวรรณ ผู้อำนวยการฝ่ายสำรวจ กฟผ. กล่าวว่า ขณะนี้เขื่อนภูมิพลมีน้ำไหลเข้า 4 ล้านลูกบาศก์เมตร (ล้าน ลบ.เมตร) ต่อวัน มีน้ำใช้งานได้ 392 ล้าน ลบ.เมตร เขื่อนสิริกิติ์ มีน้ำไหลเข้า 3.5 ล้าน ลบ.เมตรต่อวัน น้อยกว่าค่าเฉลี่ย 46% ถ้าฝนไม่ตก น้ำเพื่อการเกษตรจะไม่เพียงพอ เพราะปริมาณน้ำในส่วนนี้ต้องสำรองไว้ใช้เพื่อการอุปโภคและบริโภค รักษาระบบนิเวศและจ่ายเพื่อการเกษตร 2.8 ล้านไร่ ดังนั้น จะใช้น้ำได้เพียง 36 วันเท่านั้น จากเดิม 40 วัน สำหรับภาคตะวันตก เช่น เขื่อนศรีนครินทร์ และภาคใต้ เช่น เขื่อนรัชชประภา และเขื่อนบางลางไม่น่ากังวล เพราะน้ำไหลเข้าเขื่อนเพียงพอ ส่วนภาคอีสาน ต้องติดตามน้ำในเขื่อนจุฬาภรณ์ ที่ลดลงด้วย

ขณะที่นายเลอศักดิ์ ริ้วตระกูลไพบูลย์ เลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) กล่าวว่า สศก.ได้ปรับลดประมาณการการขยายตัวผลผลิตมวลรวมในประเทศ (จีดีพี) ภาคเกษตร ในปี 58 ลงมาอยู่ที่ 1.4% จากเดิมที่คาดว่าจะขยายตัวในกรอบ 2.5-3% เพราะอากาศเปลี่ยนแปลง เกิดเอลนินโญ ที่ทำให้เกิดภัยแล้ง และผลผลิตสินค้าเกษตรน้อยลง ทั้งข้าวนาปี ยางพาราที่ให้น้ำยางลดลง ปาล์มน้ำมัน และผลไม้ภาคตะวันออก ที่คาดว่าผลผลิตจะลดลง 60% จากปีก่อน ส่วนลำไยภาคเหนือลดลง 30% “ข้าวนาปี ที่มีการประกาศให้เลื่อนการปลูกไปก่อน คาดว่าผลผลิตจะลดลง 5.4 ล้านตันข้าวเปลือก หรือประมาณ 20% จากผลผลิตปกติปีละประมาณ 27 ล้านตันข้าวเปลือก แต่ราคาจะดีขึ้น คาดว่าข้าวขาว 5% ราคาไม่ต่ำกว่าตันละ 8,500 บาท”

ส่วนนายปีติพงศ์ พึ่งบุญ ณ อยุธยา รมว.เกษตรและสหกรณ์ กล่าวว่า ในเขตชลประทาน ลุ่มเจ้าพระยา ที่ได้ปลูกข้าวไปแล้ว 3.4 ล้านไร่ ยืนยันว่าปริมาณน้ำในเขื่อนขณะนี้ยังดูแลได้ถึงการเก็บเกี่ยว แต่ใน 22 จังหวัด ที่ยังไม่ได้ปลูกข้าวอีก 4 ล้านไร่ ให้เลื่อนการปลูกไปก่อนจนกว่าฝนจะตกในช่วงปลายเดือน ก.ค.นี้ โดยขอความร่วมมือทุกหน่วยงานในพื้นที่ โดยเฉพาะฝ่ายทหารให้ช่วยติดตามอย่างใกล้ชิด และตรึงพื้นที่ปลูกข้าว 3.4 ล้านไร่ไม่ให้ขยายไปมากกว่านี้ “ทั้งทหาร เจ้าหน้าที่กองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายใน (กอ.รมน.) และข้าราชการในพื้นที่ ต้องทำความเข้าใจกับเกษตรกร ไม่ให้แย่งน้ำกัน อย่าให้ใครมาบังคับเปิด-ปิดประตูน้ำอีก ยุคนี้ไม่มีใครมาสั่งได้ ไม่ต้องฟัง ส.ส.เหมือนก่อน ขอให้ช่วยกันดูแลประชาชน เพื่อให้การส่งน้ำเป็นไปตามแผน หากเกษตรกรไม่เชื่อฟังอาจเกิดปัญหาขัดแย้งได้”

อย่างไรก็ตาม ในระหว่างรอการปลูกข้าวในช่วงปลายเดือน ก.ค.นี้ เกษตรกรอาจปรับเปลี่ยนไปปลูกพืชใช้น้ำน้อย เช่น ข้าวโพดที่มีราคาดี หรือเลี้ยงไก่พันธุ์พื้นเมือง ส่วนในระยะยาว ให้กรม ชลประทานศึกษาแผนผันน้ำจากสาละวินมาเติมในเขื่อนภูมิพล และผันน้ำโขง เข้ามาพื้นภาคอีสาน โดยผ่านแม่น้ำเลย มาลงแม่น้ำชี แม่น้ำมูล หากทำได้ พื้นที่ชลประทานจะเพิ่มขึ้นอีก 20%

นายเลิศวิโรจน์ โกวัฒนะ อธิบดีกรมชลประทาน กล่าวว่า จนถึงขณะนี้ น้ำใน 4 เขื่อนหลัก ได้แก่ เขื่อนภูมิพล เขื่อนสิริกิติ์ เขื่อนแควน้อยบำรุงแดน และเขื่อนป่าสักชลสิทธิ์ ยังไม่เพียงพอ และฝนยังไม่ตกมาเติมเขื่อน มีปริมาณน้ำไหลเติมเข้าเขื่อนอยู่ที่วันละประมาณ 5 ล้าน ลบ.ม.เท่านั้น จากปกติวันละ 30 ล้าน ลบ.ม.

นายชูชาติ ฉุยกลม อดีตวิศวกรใหญ่ที่ปรึกษาด้านวิศวกรรมโยธา กรมชลประทาน ผู้ให้คำแนะนำนายชวลิต ชูขจร ปลัดกระทรวงเกษตรฯ ทำพิธีบวงสรวงขอฝนในช่วงก่อนหน้านี้ กล่าวว่า หลังจากปลัดฯ ได้ประกอบพิธีขอฝนไปแล้ว ตนยังได้ไปประกอบพิธีขอฝนบริเวณเขื่อนต่างๆเพิ่มเติม โดยเมื่อวันที่ 12 มิ.ย.ที่ผ่านมา ได้ทำพิธีที่เขื่อนภูมิพล จ.ตาก หลังจากนี้จะไปทำพิธีที่เขื่อนสิริกิติ์ เขื่อนศรีนครินทร์ เขื่อนปากพนัง จ.นครศรีธรรมราช เขื่อนอุบลรัตน์ บริเวณริมแม่น้ำโขงที่ อ.โพนพิสัย จ.หนองคาย และ จ.จันทบุรี “ประกอบพิธีขอฝน เพราะได้รับคำขอร้องจากเพื่อนฝูงข้าราชการกรมชลฯ โดยใช้เงินส่วนตัว เป็นพิธีเล็กๆ สิ่งที่ทำเป็นเรื่องของความเชื่อ จิต และสิริมงคล แล้วแต่ ใครจะเชื่อหรือไม่ เพราะทำแล้วไม่เสียหายอะไร จะได้ผลมากน้อยขึ้นอยู่กับกำลังจิตของผู้ร่วมในพิธี”.

“กฟผ.” คาดน้ำใน 2 เขื่อนหลักคือ ภูมิพล–สิริกิติ์เหลือใช้ได้อีก 36 วันเท่านั้น ส่งผลปีนี้ผลิตไฟฟ้าจากเขื่อนลดลงเหลือ 3% จากเดิม 5% ... 16 มิ.ย. 2558 04:25 ไทยรัฐ