วันพุธที่ 21 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2561
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

หล่อปนโหด BMW i8 GT3 CONCEPT

ภาพลายเส้นของ BMW i8 สร้างความฮือฮาให้กับเหล่าบรรดาแฟนคลับของแบรนด์ตราใบพัด ด้วยทรวดทรงองค์เอวของ i8 ที่มาในแบบรถสนามตัวแข่งคลาส GT3 เป็นการนำเสนอเรือนร่างของ i8 GT3 บนความเป็นไปได้หากมันถูกส่งลงไปทำการแข่งขันรถยนต์ทางเรียบระยะไกลแบบเอนดูลาน์ซ ไม่ว่าจะเป็นชุดแต่งแอร์โรพาร์ตที่เชื่อมโยงกับระบบอากาศพลศาสตร์ สปอยเลอร์ หน้าหลัง แนวครีบรีดอากาศและโป่งข้างตัวถัง ล้อแบบเซ็นเตอร์ล็อกและเบรกของ AP Racing ที่เจ๋งที่สุดของ i8 Concept คันแบบร่างก็คือสปอยเลอร์หน้าที่ต่ำเตี้ยกองกับพื้นราวกับรถตักดิน หางหลังหรือวิงหลังใหญ่โตจนทำให้หางหลังของรถแข่ง Super GT ดูเล็กไปเลย สติกเกอร์ลาย M ขนาดยักษ์คาดกลางตัวรถโดยใช้แนวคิดย้อนยุคที่คล้ายกับสติกเกอร์ M ของตัวแข่ง 3.0 CSL Class GT

ช่วงกลางยุค 1970 ค่าย BMW มีความต้องการที่จะสร้างรถแข่งเครื่องวางกลางลงไปปะทะความแรงกับแบรนด์รถสปอร์ตชั้นนำในการแข่งขันทัวริ่งคาร์ชิงแชมป์โลก กฎของ FIA ที่ออกมาบังคับใช้กับบริษัทรถยนต์ที่แจ้งความประสงค์จะส่งรถแข่งภายใต้แบรนด์ของตัวเอง เพื่อลงไปประกาศศักดาด้านประสิทธิภาพ โดย FIA ระบุว่า บริษัทรถยนต์นั้นๆ จะต้องผลิตรถรุ่นดังกล่าวที่ใช้ลงแข่งจำนวน 400 คัน เพื่อส่งออกขาย ด้วยความที่ด้อยประสบการณ์ในวงการมอเตอร์สปอร์ต โดยเฉพาะการสร้างตัวแข่งเครื่องวางกลางของ BMW ให้เทียบเคียงกับรถสปอร์ตจากอิตาลี BMW จึงส่งโครงการสร้างรถแข่งเครื่องวางกลางให้กับ Lamborghini ช่วยออกแบบและสร้างรถต้นแบบให้เสร็จทันต่อความต้องการสำหรับสนามแรก การร่วมมือกันในครั้งนั้น ก่อกำเนิดรถยนต์เครื่องวางกลางที่ออกแบบเส้นสายโดย Giugiaro มันใช้เครื่องยนต์ 3.5 ลิตร 277 แรงม้า เป็นเครื่องยนต์แบบแถวเรียง 6 สูบ หลังจากนั้น บริษัทรถสปอร์ตอย่าง Lamborghini ประสบปัญหาขาดทุนอย่างหนัก จนขาดทุนทรัพย์ที่จะดำเนินการต่อโดยที่ไม่ต้องขายกิจการ BMW เองก็ไม่ได้ยื่นมือเข้ามาช่วยเหลือแต่อย่างใด เนื่องจากกำไรยังคงมีไม่มากนัก โครงการรถแข่งที่ใช้ชื่อรุ่นว่า M1 จึงถูก BMW นำกลับมาสร้างต่อจนเสร็จ ความยุ่งยากที่เกิดขึ้นทำให้ BMW ไม่สามารถผลิตรถรุ่นนี้ได้ทันตามกฎของ FIA การหาทางออกที่ดีจึงเกิดขึ้น ด้วยการแข่งขันที่ BMW จัดขึ้นเองและมีชื่อเรียกว่า ProCar Racing เพื่อแข่งกันเองแบบ One Make Race ทำให้รถเครื่องวางกลางรุ่นแรกสุดในนาม BMW M1 ถือกำเนิดขึ้นมาเป็นจำนวนทั้งสิ้นเพียง 453 คันเท่านั้น

i8 เป็นโครงการสร้างรถสปอร์ตแบบปลั๊กอิน-ไฮบริด เครื่องวางกลางลำตัวของ BMW Group โดยเข้ามาสานต่อเทคโนโลยีใหม่ของระบบขับเคลื่อนแบบผสานพลังงานสองระบบบนรถที่มีเรือนร่างแบบซุปเปอร์คาร์แห่งอนาคตกาล i8 ถูกออกแบบและพัฒนามาเป็นอย่างดีโดยใช้เวลาเพียงแค่ 38 เดือน เป็นโครงการสร้างรถยนต์รุ่นใหม่ที่รวดเร็วที่สุดของแบรนด์ตราใบพัด ระยะเวลาของการสร้างที่ไม่มาก กับจำนวนวิศวกรผู้ทำการวิจัยและพัฒนาเพียงน้อยนิดกับการออกแบบและลงมือผลิตรถยนต์ที่มีวิศวกรรมยานยนต์สลับซับซ้อนมากที่สุดเท่าที่ BMW เคยลงมือทำออกขาย แนวคิดใหม่ทำให้มันออกมาดูดีสุดๆ ด้วยการใช้ความแปลกแยกในด้านระบบขับเคลื่อนที่แตกต่างจากรถซุปเปอร์คาร์ทั่วไป แชสซีทำจากอะลูมิเนียมโดยมีโครงที่ยึดโยงเข้ากับเครื่องยนต์ 3 สูบเทอร์โบวางกลางลำ โครงแชสซีด้านหน้ายึดติดกับมอเตอร์ไฟฟ้าขับเคลื่อน โดยมีหน่วยให้พลังงานเป็นแบตเตอรี่ลิเธียมไอออน ที่วางไว้กึ่งกลางรถแบบตามยาวขั้นกลางระหว่างเพลาหน้าและเพลาท้าย เฉพาะน้ำหนักของชุดแบตเตอรี่ปาเข้าไป 100 กิโลกรัม รวมถึงมอเตอร์ไฟฟ้าและชุดไฮบริดที่มีน้ำหนักอีกร่วม 100 กิโลกรัม โครงโลหะที่ใช้ยึดคอนโซลหน้าผลิตขึ้นรูปจากแมคนีเซียม กระจกบังลมทุกบานมีความหนาลดลงเหลือ 0.7 มิลลิเมตร เปลือกตัวถังที่ใช้ห่อหุ้มโครงสร้างทำจากวัสดุพวกเทอร์โมพลาสติกน้ำหนักเบา สำหรับขุมกำลังแบบใหม่ใช้เครื่องยนต์เบนซินแบบ 3 สูบ เทอร์โบ เทคโนโลยี BMW TwinPower Turbo บล็อกเดียวกับ MINI Cooper 2014 เครื่องยนต์ตัวจิ๋วทำงานผสานร่วมแกนไปกับมอเตอร์ไฟฟ้าตัวที่ 1 ซึ่งวางไว้ที่เพลาขับหน้า เมื่อมอเตอร์และเครื่องยนต์ทำงานพร้อมกัน i8 จะมีกำลัง 357 แรงม้า กับแรงบิด 420 ปอนด์-ฟุต อัตราเร่งจาก 0-100 กิโลเมตรใน 4.4 วินาที และมีความเร็วสูงสุดที่ 250 กิโลเมตรต่อชั่วโมง สมรรถนะในการวิ่งด้วยมอเตอร์ล้วนโดยไม่พึ่งพากำลังจากเครื่องยนต์สามารถไปได้ไกล 35 กิโลเมตร โดยมีการปล่อยมลพิษในโหมด EV เท่ากับ 0

มอเตอร์ตัวที่ 2 ในระบบขับเคลื่อนอันก้าวล้ำของ i8 รับหน้าที่ผสานการทำงานกับเครื่องยนต์และเจนเนอเรเตอร์ในการปั่นกระแสไฟฟ้าไปกักเก็บยังแบตเตอรี่เพื่อสำรองพลังงาน ส่วนมอเตอร์ที่รับหน้าที่หมุนล้อคู่หน้าสำหรับการขับเคลื่อนมีขนาดกำลัง 96 กิโลวัตต์ กับแรงบิดที่ไม่มีการรอรอบใดๆ ทั้งสิ้นที่ 184 ปอนด์-ฟุต ส่งถ่ายตรงๆ ลงไปยังล้อขับเคลื่อนคู่หน้า มอเตอร์ไฟฟ้าสามารถทำงานอย่างต่อเนื่องหากมีกระแสไฟพอเพียง เมื่อความเร็วของตัวรถเกิน 110 กิโลเมตรต่อชั่วโมง เครื่องยนต์ 3 สูบเทอร์โบจะเข้ามารับช่วงการขับเคลื่อนต่อ เครื่องยนต์ตัวจิ๋วประสิทธิภาพเหลือร้ายตัวนี้มีอัตราส่วนแรงม้าต่อลิตรที่ 152 แรงม้า/ลิตร ด้านหลัง มอเตอร์ไฟฟ้าตัวที่ 2 ติดตั้งอยู่กับฟลายวีล มอเตอร์ที่ใช้เป็นตัวปั่นกระแสไฟมีขนาด 11 กิโลวัตต์ โดยรับหน้าที่เป็นไดสตาร์ตไปในตัว เมื่อผู้ขับเปลี่ยนเกียร์ลงต่ำ มอเตอร์ตัวนี้จะหมุนเร่งรอบและทำตัวเหมือนกับฟลายวีลของรถแข่ง ระบบเกียร์เป็นแบบ 6 สปีดออโตที่มีอัตราทดค่อนข้างกระชับและไว การออกแบบที่ดีในแง่มุมของวิศวกรรมชั้นสูง ด้วยการวางมอเตอร์ แบตเตอรี่และเครื่องยนต์ให้อยู่ในช่วงของฐานล้อและติดตั้งอยู่ในระดับที่ต่ำมาก ส่งผลไปถึงการตอบสนองต่อการควบคุมที่ว่องไวปราดเปรียวเหมือนกับซุปเปอร์คาร์เครื่องวางกลางชั้นดีจากอิตาลี สำหรับล้อและยาง เจ้า i8 ใส่ล้ออัลลอยขอบประหลาดล้ำ ยางหน้าขนาด 215/45R20 ส่วนยางหลังมีขนาด 245/40R20 เป็นยางแบบพิเศษที่หาซื้อที่ไหนไม่ได้อย่างแน่นอนนอกจากจะสั่งผ่านตัวแทนจำหน่ายของ BMW Group เท่านั้น

เครื่อง 3 สูบเทอร์โบ มอบประสิทธิภาพของการให้กำลังในรูปของแรงบิดนั้นอยู่ในเกณฑ์ดี เครื่องยนต์ 3 สูบแบบแถวเรียง มีปริมาตรความจุแค่ 1499 ซีซี 12 วาล์ว อัดอากาศด้วยเทอร์โบ ให้กำลัง 228 แรงม้าที่ 5,800 รอบต่อนาที แรงบิดจากเครื่องวัดได้ 236 ปอนด์-ฟุต ที่ 3,700 รอบต่อนาที ระบบส่งกำลังที่ล้อหน้าผ่านมอเตอร์ใช้เกียร์แบบ 2 สปีดออโต ส่วนชุดส่งกำลังจากล้อหลังผ่านเครื่องยนต์เป็นเกียร์ 6 สปีดออโต ระบบรองรับด้านหน้าเป็นแบบดับเบิ้ลวิชโบน ส่วนด้านหลังเป็นแบบมัลติลิงก์ ตัวเลขอัตราส่วนการกระจายน้ำหนักหน้า 48% หลัง 52% น้ำหนักตัวรถทั้งคันที่ 1,485 กิโลกรัม ตัวเลข 228 แรงม้าที่เป็นย่านกำลังของเครื่อง 3 สูบนับว่าสูงมาก มอเตอร์สตาร์ตและไดชาร์จขับเคลื่อนด้วยสายพาน ใต้ท้องบริเวณกึ่งกลางลำตัวซึ่งเป็นที่อยู่ของแบตเตอรี่แบบลิเธียมไอออน กำลัง 5.2 กิโลวัตต์ แบตฯ มีประสิทธิภาพสูงมาก ออกแบบมาเพื่อการชาร์จกระแสไฟเข้าอย่างรวดเร็ว โดยสามารถชาร์จกำลังไฟ 80% ในสถานีจ่ายไฟด้วยระยะเวลาเพียง 2 ชั่วโมง ความเบาของตัวรถทำให้ i8 วิ่งได้โดยไม่ต้องติดเครื่องยนต์ที่ความเร็วไม่เกิน 100-110 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ไกล 35 กิโลเมตร เมื่อขับอยู่ในโหมดมอเตอร์ล้วน ระบบเกียร์แบบ 2 สปีดที่ล้อขับเคลื่อนคู่หน้าจะอยู่ในอัตราทดต่ำ มอเตอร์ไฟฟ้าขับเคลื่อนที่ล้อหน้าสามารถปั่นพลังแรงบิดที่ย่านความเร็ว 250 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ด้วยอัตราทดเกียร์สูงได้โดยไม่ทำให้รอบของการหมุนสูงมากจนเกินไป ระบบจัดการแรงบิดทั้งหน้าและหลังจะผสานการทำงานถ่ายเทแรงบิดแบบอัตโนมัติและเป็นชิ้นส่วนที่ยุ่งยากสลับซับซ้อนมากที่สุดของ BMW i8

ActiveHybrid กับ E-DRIVE จาก BMW Group มีจุดประสงค์เดียวกันคือให้ทั้งความแรงและความประหยัด มันคือหลักการเดียวกันกับ BuleTEC Hybrid ของ Mercedes Benz ที่ให้ทั้งสมรรถนะ พลัง ความประหยัด การปล่อยมลพิษที่ลดลงมาก สำหรับการทำงานของ BMW i8 ไม่ว่าจะเป็นโหมดการขับเคลื่อนด้วยไฟฟ้า เครื่องยนต์ หรือแบบผสมทั้งสองต้นกำลัง ประสิทธิภาพของมันจะเทียบเคียงรถซุปเปอร์คาร์ทั้งการควบคุมและรูปแบบของตัวรถ คาร์บอนไฟเบอร์ CFRP - Carbon Fibre Reinforced Plastic ทำให้มันมีน้ำหนักเบา แม้จะมีตัวเลข 1,490 กิโลกรัม ซึ่งแบ่งเป็นน้ำหนักของแบตเตอรี่ลิเธียมและชุดขับเคลื่อนไฮบริดกว่า 200 กิโลกรัม ก็ยังเบากว่า M3-M4 รุ่นมาตรฐานอยู่พอสมควร แบตฯ ลิเธียมไอออนของรถ i8 วางอยู่ในตำแหน่งกึ่งกลางของรถเพื่อการกระจายน้ำหนักที่ดี เครื่องยนต์สามสูบเทอร์โบวางกลางลำ นอกจากจะทำหน้าที่ขับเคลื่อนตัวรถแล้วยังชาร์จกระแสไฟฟ้าเข้าสู่แบตเตอรี่ เพื่อหมุนเวียนพลังงานกลับมาใช้ เจ้าของรถจึงหมดกังวลในการที่จะขับทางไกลได้มากกว่ารถที่ใช้ระบบไฟฟ้าล้วนๆ ในการขับเคลื่อนซึ่งต้องชาร์จแบตฯ กันไปตลอดทางหากคิดจะวิ่งยาวเกิน 300 กิโลเมตร.

อาคม รวมสุวรรณ
E-Mail chang.arcom@thairath.co.th
Facebook https://www.facebook.com/chang.arcom