วันพฤหัสบดีที่ 13 ธันวาคม พ.ศ. 2561
บริการข่าวไทยรัฐLogin
เห็นต่างอย่างประชาธิปไตย

เห็นต่างอย่างประชาธิปไตย

  • Share:

หลังจากที่หายหน้าไปเป็นแรมปีภายหลัง คสช. นายธีรยุทธ บุญมี อาจารย์คณะสังคมวิทยาและมานุษยวิทยา มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ได้ออกมาวิจารณ์ คสช. อย่างนิ่มๆ พูดทีเล่นทีจริงว่า 1 ปีที่ไม่ได้ออกมาพูดเดี๋ยวถูกเรียกไป “ปรับทัศนคติ” และพูดถึงประชาธิปไตยว่าทุกคนต้องกล้าแสดงความคิดเห็น มีความรับผิดชอบ และถกเถียงกันว่าจะแก้ปัญหากันอย่างไร?

“ปรับทัศนคติ” เป็นศัพท์ใหม่ในการเมืองไทย กลายเป็นศัพท์ยอดฮิตหลังรัฐประหาร เหตุที่ถูกเรียกปรับทัศนคติอาจแสดงว่ามีความเห็นต่างกันในเรื่องเดียวกัน แต่ความเห็นต่างเป็นธรรมชาติของมนุษย์ และเป็นเรื่องปกติในสังคมประชาธิปไตย ไม่มีที่ไหนที่คิดและทำเหมือนกันทุกคน แม้แต่ในโลกคอมมิวนิสต์ เพราะสิ่งแวดล้อมต่างกัน การศึกษาและอาชีพต่างกัน

นักวิชาการ นักการเมือง ข้าราชการ หรือทหาร และประชาชนอาจมีความเห็นต่างกันในเรื่องการเมือง บางคนเป็นฝ่าย “อำนาจนิยม” ชอบใช้อำนาจเด็ดขาดในการแก้ปัญหา บางคนอาจเป็นฝ่าย “เสรีนิยม” รักเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็น และแก้ปัญหาด้วยการให้ประชาชนมีส่วนร่วมมากที่สุด ร่วมกันแสดงความคิดเห็น และถกเถียงกันเพื่อหาทางออกที่ดีที่สุด

บางคนเชื่อว่าไทยเป็นประชาธิป-ไตยแบบตะวันตกหรือ “ประชาธิปไตยสากล” ยาก เพราะคนไทยมีค่านิยมหลายอย่างที่สวนทางโลกตะวันตก แต่ทำไมหลายประเทศในเอเชีย ซึ่งมีค่านิยมใกล้เคียงกับไทย จึงเป็นประชาธิปไตยได้ไม่ว่าจะเป็นอินเดีย ประชาธิปไตยที่ใหญ่ที่สุดในโลก ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ หรือแม้แต่อินโดนีเซีย ซึ่งเคยอยู่ใต้เผด็จการหลายทศวรรษ

แม้แต่ในวงการกีฬาก็เคยพูดกันว่าคนไทยเก่งในการเล่นกีฬา “เดี่ยว” หรือเล่นคนเดียวเช่นการชกมวย แต่ไม่เก่งในกีฬาที่เล่นกันเป็นทีม แต่ผลงานซีเกมส์ที่สิงคโปร์คราวนี้พิสูจน์ชัดเจนว่านักกีฬาไทยเยี่ยมยอด ทั้งประเภทเดี่ยวและทีม เช่น ฟุตบอล วอลเลย์บอล แบดมินตัน เซปักตะกร้อ ฯลฯ จนน่าเชื่อว่าไทยอาจครองความเป็นเจ้าเหรียญทองซีเกมส์ได้ต่อไป

ในด้านเศรษฐกิจประเทศไทยก็ไม่น้อยหน้าใครในกลุ่มอาเซียน และในด้านสังคมก็ก้าวรุดหน้าหลายประเทศเพื่อนบ้าน แต่ทำไมจึงไม่สำเร็จในการพัฒนาการเมืองประชาธิปไตย เพราะกีฬากับประชาธิปไตยก็ไม่ได้ต่างกันมาก กีฬาต้องยึดกติกาเป็นหลัก รู้แพ้ รู้ชนะ รู้อภัย ในทางการเมืองก็ต้องยึดหลักนิติธรรม กฎหมายสูงสุดในการปกครอง

คนไทยในสังคมประชาธิปไตยอาจจะมีความเห็นต่างกัน และสามารถปรับทัศนคติกันได้ ไม่ถึงกับต้องให้ทุกคนคิดเหมือนกันหมด แต่ปรับความคิดให้ใกล้จุดศูนย์รวมที่สุด นั่นก็คือประชาธิปไตย อย่างน้อยที่สุดก็ใช้กติกาของนักกีฬา คือรู้แพ้ รู้ชนะ รู้อภัย ไม่ยึดคติ “แพ้ไม่เป็น และไม่รู้จักคำว่าแพ้” ซึ่งเสี่ยงต่อการนำไปสู่ความรุนแรง และความล้มเหลวของประชาธิปไตยไทย.

คุณอาจสนใจข่าวนี้

คุณอาจสนใจข่าวนี้