วันอังคารที่ 22 พฤษภาคม พ.ศ. 2561
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

แก้รัฐธรรมนูญประชามติ "ยื้อ" คืนอำนาจ : โรดแม็ปเขาวงกต เลือกตั้งค้างท่อ

เมืองไทยกำลังเผชิญผลกระทบจากภาวะโลกแปรปรวน

ด้านหนึ่งก็เป็นไปตามข้อมูลอุตุนิยมวิทยานานาชาติ นักวิทยาศาสตร์ทั่วโลกยืนยันตรงกันปรากฏการณ์ “เอลนีโญ” ที่เกิดขึ้นในปี 2558 นี้ ถือเป็นครั้งแรกในรอบ 5 ปี ที่จะทำให้เกิดภาวะแห้งแล้งรุนแรง และก่อให้เกิดความเสียหายอย่างมหาศาล

ล้อกับสถานการณ์หลายพื้นที่ในภาคอีสาน ภาคเหนือ จนถึงที่ลุ่มภาคกลางกำลังอยู่ในภาวะภัยแล้ง

น้ำแห้งขอด เกษตรกรไม่มีน้ำทำนา ทำสวน ทำไร่

นั่นไม่เท่ากับข่าวร้ายจากกรมชลประทาน ถ้าฝนไม่ตก ไม่มีน้ำไหลเข้าเขื่อนในภาคเหนือ แม่น้ำเจ้าพระยาจะมีน้ำปล่อยให้ใช้ได้อีกแค่ไม่ถึงเดือนเท่านั้น

เตือนชาวนาให้ชะลอหว่านดำไปก่อน เพื่อป้องกันความเสียหาย

เหนือ อีสาน กลาง กำลังแล้งหนัก แต่อีกฉากหนึ่งกลับตรงกันข้าม ตามภาพข่าวต้นสัปดาห์ที่ผ่านมา พายุฝนถล่มเมืองกรุง น้ำท่วม รถติดวินาศสันตะโร ประชาชนคน กทม.ต้องเจอวิกฤติอย่างแสนสาหัส

หงุดหงิดกับวิบากกรรมซ้ำๆซากๆ

ในอารมณ์ที่เดือดดาล ถึงขั้นพาลยุให้ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี หัวหน้า คสช.ใช้อำนาจตามมาตรา 44 ของรัฐธรรมนูญชั่วคราว

ปลด ม.ร.ว.สุขุมพันธุ์ บริพัตร ผู้ว่าฯ กทม. ออกจากตำแหน่งให้รู้แล้วรู้รอดไป

เพราะไม่มีการเตรียมพร้อมรับปัญหา ทั้งๆที่ก่อนหน้าก็เกิดเหตุลักษณะเดียวกันมาแล้วหลายรอบ แต่คำตอบเดียวจากทีมงาน กทม.คือขยะค้างท่อ ขวางทางน้ำทำให้ระบายไม่ทัน

แต่ที่แน่ๆ “คุณชายสุขุมพันธุ์” ที่อยู่ระหว่างดูงานแก้ปัญหาน้ำที่ประเทศเนเธอร์แลนด์ ต้องยกเลิกโปรแกรมกะทันหันบินด่วนกลับประเทศไทย

ขืนไม่แสดงอาการรู้ร้อนรู้หนาว กระแสหมั่นไส้จะลามแรงหนักกว่านี้

โดยปรากฏการณ์ภัยธรรมชาติว่าด้วยน้ำที่แทรกมากดดันสถานการณ์ ในขณะที่งานตามโปรแกรมโรดแม็ปของรัฐบาล คสช.ก็อยู่ในจังหวะหัวเลี้ยวหัวต่อกับปมร้อนการต่อเวลา ลากยาวเกมอำนาจ

ตามบรรยากาศที่น่าสังเกตก็คือการเงียบไปของคณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ “36 อรหันต์ทองคำ” ที่กำลังอยู่ระหว่างการประชุมสรุปประเด็นคำขอแก้ไขร่างรัฐธรรมนูญของฝ่ายต่างๆ ทั้งสภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) และคณะรัฐมนตรี

ท่ามกลางกระแส “คว่ำ” รัฐธรรมนูญใน สปช.

แต่ที่แรงแซงขึ้นมาแทนที่ก็คือคิวที่นายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี แถลงผลการประชุมร่วม คสช.และ ครม.เห็นชอบให้ส่งร่างรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย (ฉบับชั่วคราว) พ.ศ.2557 แก้ไขเพิ่มเติม พ.ศ.2558 ไปยังสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ตามช่องทางรัฐธรรมนูญชั่วคราว มาตรา 46

มีทั้งสิ้น 7 ประเด็น ประกอบด้วย

1.ให้แก้ไขคุณสมบัติและลักษณะต้องห้ามของ สนช.จากเดิมที่ระบุว่า ต้องไม่เคยถูกถอดถอนสิทธิเลือกตั้ง ให้เป็น “ไม่อยู่ในระหว่างการเพิกถอนสิทธิเลือกตั้ง” แต่ไม่เกี่ยวกับกรณีการถูกถอดถอนในคดีทุจริต ทำให้คนที่เคยถูกเพิกถอนในคดีทั่วไป สามารถเข้ามาเป็น สนช. กรรมการอื่นๆ หรือแม้แต่ ครม.ได้

2.ในตำแหน่งบางตำแหน่งที่ต้องถวายสัตย์ปฏิญาณตนต่อพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เพื่อไม่ให้เป็นภาระมากเกินไป จึงแก้ไขให้อะไรก็ตามที่ต้องถวายสัตย์ปฏิญาณนอกจากการถวายสัตย์ฯ ต่อหน้าพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว แล้ว ยังสามารถถวายสัตย์ฯ ต่อหน้ารัชทายาท หรือผู้แทนพระองค์

3.การขยายกรอบการทำงานให้กรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ จากเดิมที่ต้องพิจารณาคำขอแก้ไขเพิ่มเติมร่างรัฐธรรมนูญ ให้แล้วเสร็จภายใน 60 วัน ขยายให้อีกไม่เกิน 30 วัน รวมเป็น 90 วัน

4.เมื่อ สปช.เห็นชอบร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ กำหนดให้ต้องมีการนำร่างรัฐธรรมนูญไปทำประชามติ โดยให้คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) กำหนดหลักเกณฑ์ กติกา เงื่อนไข โดยต้องผ่านความเห็นชอบของ สนช.

5.เมื่อ สปช.ลงมติ ไม่ว่าจะเห็นชอบหรือไม่เห็นชอบร่างรัฐธรรมนูญก็ตาม ถือว่าภารกิจเสร็จสิ้นลงแล้ว ก็ให้ยุบ สปช.พร้อมให้ตั้ง “สภาขับเคลื่อนปฏิรูปประเทศ” มีสมาชิกไม่เกิน 200 คน โดยนายกฯเป็นผู้แต่งตั้ง และไม่ต้องนำความขึ้นทูลเกล้าฯ ซึ่งผู้ที่เคยเป็น สปช.ชุดเดิม ก็ไม่ขัดข้องที่จะไปอยู่ในสภาดังกล่าว โดยทำหน้าที่เสนอแนะการปฏิรูปเท่านั้น ไม่เกี่ยวกับการร่างรัฐธรรมนูญอีก

6.ถ้าคณะกรรมาธิการยกร่างฯ 36 คน สิ้นสุดลงไม่ว่ากรณีใด ให้ตั้งกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ 21 คน ประกอบด้วย ประธาน 1 คน กรรมการ 20 คน ซึ่งอาจตั้ง กมธ.ยกร่างฯ คนเดิมได้ด้วย เพื่อมายกร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ และรับฟังความเห็นประชาชนภายใน 180 วัน เมื่อร่างเสร็จก็ให้ทำประชามติอีกครั้ง ทั้งนี้ หากร่างรัฐธรรมนูญไม่ผ่านประชามติ ก็อาจจะมีการหยิบยกรัฐธรรมนูญฉบับใดฉบับหนึ่งขึ้นมา

และ 7.แก้ไขถ้อยคำภาษา เลขมาตราที่คลาดเคลื่อน

สั้นๆแค่ 7 ประเด็น แต่ชัดเจน มันคือแผนที่ “ลายแทง” ให้ตามแกะรอย

โรดแม็ป “เขาวงกต” ของทีมอำนาจ คสช.

ภายใต้เงื่อนปมกฎหมายที่เปิดทางเปิดช่อง วกไปวนมา ย้อนกลับมาตั้งต้นใหม่ได้

ที่แน่ๆไม่ว่าจะเป็นกรณีร่างรัฐธรรมนูญจะโดนคว่ำในสปช. หรือจะผ่านประชามติหรือไม่ผ่าน มีการระบุเงื่อนไขรองรับไว้ทุกสถานการณ์
เผื่อทางหนีทีไล่ไว้หมดแทบทุกประตู

นี่คือยุทธศาสตร์การเดินหมากอำนาจของ คสช.

ในการประคองเกมไปสู่เป้าหมายปลายทาง

วางเกมกันล้ำลึกแบบ “เซียนรัฐธรรมนูญ” ผนึกกับ “หัว เสธ.ทหาร”

โดยเฉพาะไฮไลต์ประเด็นที่ 1 ซึ่งมีผลต่อการปลดล็อกให้นักการเมืองบ้านเลขที่ 111 และ 109 ที่โดนแบนยาวจากโทษยุบพรรค

ให้ดำรงตำแหน่ง สนช.และรัฐมนตรีได้

เบื้องต้นเป้าโฟกัสก็พุ่งไปที่นายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ ในฐานะประธานกุนซือด้านเศรษฐกิจของนายกรัฐมนตรี มือบริหารเบอร์ต้นๆของประเทศ ที่ถูกล็อกแขนล็อกขาโชว์ฟอร์มไม่ได้เต็มที่

ถึงเวลาต้องดึงตัวออกมาใช้งานเต็มเวลา

ในสถานการณ์ที่รัฐบาลทหาร คสช.กำลังขาดมือบริหารอาชีพช่วยทำงาน ขณะที่ทีมเศรษฐกิจซึ่งนำโดย “หม่อมอุ๋ย” ม.ร.ว.ปรีดิยาธร เทวกุล รองนายกฯ ไม่สามารถกระตุกความมั่นใจนักลงทุนทั้งไทยและต่างประเทศได้ กระแสเร้าให้ปรับ ครม.ยกเครื่องทีมเศรษฐกิจใหม่

การปลดล็อกยี่ห้อ “สมคิด จาตุศรีพิทักษ์” น่าจะเข้าจังหวะพอดี

และไม่ใช่แค่นายสมคิดเท่านั้น โดยอานิสงส์การปลดล็อกมาตรา 8 (4) ยังหมายรวมไปถึงนักเลือกตั้งระดับมือบริหารอาชีพในอดีตรัฐบาลพรรคไทยรักไทย พรรคชาติไทยพัฒนา พรรคชาติพัฒนา อดีตพรรคร่วมรัฐบาลที่พ้นโทษแบนพร้อมกัน

ไม่เว้นแม้แต่คนของพรรคประชาธิปัตย์

ตามเงื่อนไขที่เปิดทางไว้ ถ้าถึงจังหวะเวลาที่เข้าเงื่อนสถานการณ์ รัฐบาลทหาร คสช.สามารถส่งเทียบเชิญพวกบิ๊กเนมการเมืองมาร่วมทีม ครม.หรือเสริมงานแม่น้ำ 5 สาย

ก่อให้เกิดภาพ “รัฐบาลแห่งชาติ” โดยอัตโนมัติ

นอกจากการแก้ปัญหาขาดมือบริหาร รัฐบาลทหารยังได้นักเลือกตั้งอาชีพที่เชี่ยวเรื่องกระแสมวลชนมาเป็นตัวช่วยในการเคลียร์แรงเสียดทานจากม็อบได้อีกต่างหาก

เป็นการลดแรงกดดันจากนักการเมืองที่ถือว่ามีศักยภาพในการป่วนมากสุด

เดินยุทธศาสตร์ปรองดองกันแบบเนียนๆ

อีกไฮไลต์ยังอยู่ในประเด็นที่ 5 ที่ระบุ เมื่อ สปช.ลงมติ ไม่ว่าจะเห็นชอบหรือไม่เห็นชอบร่างรัฐธรรมนูญก็ตาม ถือว่าภารกิจเสร็จสิ้นลงแล้ว
ก็ให้ยุบ สปช.พร้อมให้ตั้ง “สภาขับเคลื่อนปฏิรูปประเทศ”

ขณะที่หากร่างรัฐธรรมนูญไม่ผ่าน สปช.หรือประชามติ คณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญต้องถูกยุบ แต่ก็ยังสามารถกลับมาเป็นคณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญได้อีกครั้ง

ทีมงานหน้าเดิมยังสามารถกลับมาอยู่ในโหมดปฏิรูปได้

เป็นอะไรที่วางหมากแก้ไว้หมดทั้งยุทธศาสตร์การ บริหารของรัฐบาล ทั้งกระบวนการร่างรัฐธรรมนูญด้วยโรดแม็ป “เขาวงกต” ที่สลับซับซ้อน

ย้อนกลับไปกลับมาได้ตามเงื่อนสถานการณ์

แน่นอน อ่านไต๋ ประเมินเหลี่ยมเกมการแก้ไขรัฐธรรมนูญเปิดช่องทำประชามติรัฐธรรมนูญใหม่

พร้อมกับพ่วงเงื่อนไขรองรับสถานการณ์อำนาจไว้เป็นพวง

มันก็มองเป็นอย่างอื่นไม่ได้ คสช.เตรียมพร้อมสำหรับการวางหมากลากยาว

ล้อกระแสที่มีการโยนหินหยั่งทางให้ พล.อ.ประยุทธ์และรัฐบาล คสช.บริหารประเทศต่ออีก 2 ปีหลังรัฐธรรมนูญผ่าน เพื่อคุมเกมปฏิรูปให้สำเร็จลุล่วง

ทุกอย่างน่าจะถูกล็อกโปรแกรมไว้หมดแล้ว

ฉะนั้นมองกันตามรูปการณ์ อย่างไรเสียการเลือกตั้งก็น่าจะไม่เกิดขึ้นก่อนปี 2560 แน่

และเมื่อจับสัญญาณการเลือกตั้งยัง “ค้างท่อ” อีกนาน

โดยสัญญาณก็น่าจะส่งไปถึงบรรดาข้าราชการที่ใส่เกียร์ว่างรอรัฐบาลใหม่ ออกอาการเฉื่อยไม่สนองรัฐบาลทหาร คสช. โดยหวังว่ารออีกไม่นานรัฐบาลเฉพาะกิจก็ต้องไป

เจอ “โรดแม็ปเขาวงกต” วกไปวนมา

อาการส่อเค้าทหารยังยื้ออยู่อีกยาว

งานนี้ข้าราชการคงต้องปรับกระบวนท่ากันใหม่

ขืนพลาดหลง “เขาวงกต” จะหมดอนาคตได้.

“ทีมการเมือง”

13 มิ.ย. 2558 09:00 ไทยรัฐ