วันพุธที่ 22 สิงหาคม พ.ศ. 2561
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ


เจาะลึกชีวิต 'น้องปราง' แอดมิชชั่นสูงสุดในประเทศ ใครอยากเก่งมาทางนี้! (ชมคลิป)

สุขสันต์วันเสาร์ สัปดาห์นี้ "สวัสดี…แคมปัส" จะพาไปรู้จักสาวน้อยผู้พิชิตคะแนนสอบแอดมิชชั่นประจำปี 2558 สูงสุดเป็นอันดับหนึ่งของประเทศ เราจะพาเจาะลึกถึงความเป็นตัวตนของแคมปัสรับเชิญคนนี้ รับรอง!! ไม่มีใครคาดคิดมาก่อน ว่าเธอจะร่าเริง สดใส ตลก และบันเทิงได้มากมายขนาดนี้ เพราะเชื่อเลย...หลายคนคงคิดว่า เธอจะต้องมีชีวิตที่ติดอยู่กับตำรา...ชัวร์!

ความจริงไม่เป็นเช่นนั้น บอกได้คำเดียวว่า เธอมีความพิเศษไม่เหมือนใคร เดี๋ยวเราจะไขข้อข้องใจให้ฟัง ว่าพิเศษที่ว่าคืออะไร แต่ก่อนอื่นเราไปรู้จักเธอกันเสียก่อน

"ปราง" หรือ "ศิรดา ไตรตรึงษ์ทัศนา" สาวน้อยวัย 18 ปี นักเรียนจากโรงเรียนสาธิตมหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ ปทุมวัน ผู้ที่แอดมิชชั่นติดคณะนิเทศศาสตร์ สาขาภาพยนตร์-โฆษณา จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ด้วยคะแนน 91.60 ได้กล่าวด้วยน้ำเสียงที่ตื่นเต้นว่า

"ตนและครอบครัวรู้สึกดีใจและตื่นเต้นมาก ที่สอบติดคณะนิเทศศาสตร์ และได้คะแนนสูงสุดเป็นอันดับหนึ่ง ตั้งใจว่าในอนาคตอยากทำงานด้านภาพยนตร์ หรือครีเอทีฟโฆษณา คิดว่าน่าจะได้รับความรู้และประสบการณ์เพื่อนำไปสู่การประกอบอาชีพที่ดี..." นั่นคือคำให้สัมภาษณ์หลังจากที่ทราบผลคะแนนแอดมิชชั่นของสาวน้อยชื่อปราง

"สวัสดี…แคมปัส" ได้ติดตามเธออยู่สักระยะ ก่อนจะขอไปสัมภาษณ์พูดคุยกับปรางแบบเป็นการส่วนตัว เพราะเราเชื่อว่า เธอมีดี น่าสนใจไม่น้อย ความคิดความอ่านเธอจะเป็นอย่างไร เราไปฟังจากปากของเธอกันดีกว่า

เริ่มกันที่เรื่องเบาๆ เรื่องของงานศิลปะ ที่ปรากฏพร้อมกับสมุดเลคเชอร์ของเธอ ดูสวยสดงดงาม เป็นระเบียบเรียบร้อย และน่าอ่านเป็นที่สุด ปรางบอกว่า ตรงนี้น่าจะเป็นจุดหนึ่ง ที่ทำให้เธอรู้จักตนเองมากขึ้น ซึ่งมีผลโดยตรงกับการเรียนของปรางด้วย

วิชาศิลปะสู่ความชื่นชอบในงานศิลปะ

เมื่อตอนเรียนประถม ปรางจะชอบมากเวลาเรียนวิชาศิลปะ ปรางจำได้ว่า อาจารย์เคยให้สอบวาดรูประบายสี เพื่อนๆ ก็จะแค่เอาสีไม้ไป แต่ของปราง คุณแม่ลงทุนซื้อสีชอล์กให้ ปรางก็เอาไปสอบด้วย 50 นาทีที่สอบ ปรางหยิบสีชอล์กมาระบาย ระบายแบบจัดเต็มมาก พอสอบเสร็จ คราบสีชอล์กเลอะไปหมดเลย ก็เลยรู้สึกว่า ตัวเองชอบศิลปะ และคิดมาเสมอว่า ใครๆ ก็ชอบศิลปะ แต่ที่ไหนได้ เรากลับไม่เหมือนคนอื่น ศิลปะเลยกลายเป็นจุดเด่นของตัวเอง และหลังจากนั้นก็เริ่มรู้สึกว่า ตัวเองชอบสีสัน ชอบอะไรแบบนี้ เพื่อนๆ จะบอกเสมอว่า ปรางเป็นคนเลือกคู่สีได้ดี บ่อยครั้งเพื่อนจะถามปรางเสมอว่า จะเลคเชอร์ใช้สีอะไรดี ปรางก็จะเป็นคนเลือกให้ เพื่อนก็บอกว่า โอเคอ่ะ มันเข้า มันแมตช์กันดี

วาดรูป

การวาดรูปภาพลงบนผ้าใบ มันเกิดจากวิชาเรียน ถ้าปกติก็คงไม่มีใครสละเวลาทำอะไรแบบนี้ เพราะทุกคนจะรู้สึกว่า ไม่มีวันทำเสร็จ แต่พอมันเป็นวิชาเรียน เป็นภาคบังคับ ทุกคนเลยต้องทำ ปรางก็เช่นกัน แต่พอปรางได้ทำแล้ว ก็รู้สึกว่าชอบ ชอบมาก ปรางก็ไปซื้อกรอบผ้าใบมาหลายอันมาก ตอนนี้ก็กำลังทำๆ อยู่เหมือนกัน ถามว่ายากมั้ย ก็ยากนิดนึง คือเหมือนกันว่า ปรางเป็นคนชอบเลือกงานแบบไม่ได้คิดว่ามันจะเกินตัว คือเลือกแล้วไม่ได้คิดว่า ตอนทำมันจะยาก คือปรางทะเยอทะยานค่ะ อยากทำให้ได้เหมือนกับวางเป้าหมายไว้ ไม่ได้คิดหรอกว่า มันยาก มันง่าย ก็รู้สึกเหมือนกันว่า ไม่ได้ประเมินตัวเองเท่าไหร่ คิดแต่ว่าระหว่างทำมันยากมาก แต่พอสำเร็จ ปรางก็รู้สึกแบบปลื้มใจมาก เพราะกว่าที่จะทำเสร็จจะต้องแบบมาไล่สี ลงสีอีก

พูดถึง "เลคเชอร์" สีสันสะดุดตา

ปรางว่า สี ภาพ สามารถทำให้เรียนรู้ได้ง่ายขึ้น และปรางก็ชอบด้วย อย่างถ้าเป็นวิชาชีวะ เหมือนมีอะไรที่ค่อนข้างยาก ถ้าเรารู้ข้อมูลครั้งหนึ่ง เราก็ไปท่องภาพว่ามีอะไรบ้าง คือปรางจะต้องจำถึง 2 รอบ ทำไมเราไม่ทำเป็นรูปภาพ แล้วก็บอกไปเลย ว่าภาพนั้นทำหน้าที่อะไร แบ่งเป็นอะไรบ้าง คือเหมือนเป็นการรวบยอดเวลาอ่าน มันจะได้ครบถ้วนทีเดียว ไม่ใช่ว่า A B C ทำหน้าที่อย่างนี้ เราก็ต้องไปจำว่า A B C คืออะไร แล้วมันอยู่ตรงไหน หน้าตาเป็นยังไง ทำไมเราต้องจำหลายๆ รอบขนาดนั้น ในเมื่อเราสามารถเอามาเชื่อมโยงได้ บางคนต้องเห็นรูปภาพแล้วก็รู้ว่า อันนี้คือรูปภาพอย่างนี้ ก็ต้องคิดอีกว่า อันนี้มันทำอะไร แต่ปรางคือขีดชัดไปเลยว่า อันนี้มันทำอะไร อย่างไร

เลคเชอร์วิชาอื่น

ถ้าเป็นชีวะ ปรางก็จะวาดรูปเยอะนิดนึง เพราะว่าชีวะมีความสัมพันธ์ของรูปเยอะ แต่ถ้าเป็นวิชาเลข ก็จะเน้นเขียนด้วยดินสอ แล้วก็เป็นโค้ดของเรา เหมือนกับว่าถ้าเป็นสูตรคือจะใช้ปากกาไฮไลต์สีเหลือง ถ้าเป็นจุดผิดเยอะๆ ก็จะเป็นสีเขียว แล้วก็จะทำให้จำง่ายเวลาทบทวน ก็ทวนแค่ตรงที่ไฮไลต์พอ ตรงไหนที่ไม่ได้ไฮไลต์ ก็เป็นแค่ข้อมูลที่ช่วยให้เราเข้าใจถึงจุดนั้น และที่ต้องจำเข้าห้องสอบ ก็มีแค่ตรงไฮไลต์ มันก็ไม่เยอะเกินไป

ใช้สีกำหนด สู่วิธีจดจำ

ถามว่ามันทำให้เรียนดีมั้ย ปรางไม่มั่นใจ ไม่รู้เหมือนกันว่าทำไม แต่ปรางเชื่อว่า สีช่วยในเรื่องของความจำ เพราะว่าถ้าเราจดเป็นสีขาว-ดำทั้งหมด ให้มานั่งนึกย้อนกลับไป ว่าเราจดอะไรบ้าง มันก็จะเป็นแต่ภาพสีขาว-เทาๆ อยู่ข้างหน้า และเราก็นึกไม่ออก ปรางเริ่มใช้วิธีนี้ตั้งแต่เรียนมัธยมต้นค่ะ คือจะเริ่มจดเป็นสีๆ ในสมุด พอเริ่มระดับชั้นเรียนยิ่งสูงขึ้น ข้อมูลมันจะยิ่งมีมาก สีจึงมีส่วนสำคัญ เวลาโน้ตก็ยิ่งสำคัญ เวลาอาจารย์สั่งเป็นบทๆ มันก็จะเยอะมาก เวลาอ่าน ก็จะเครียดกันเป็นแถว แต่ถ้าปรางทำสรุป สมมติสอบวันพรุ่งนี้ ปรางก็จะทำสรุปวันนี้ พรุ่งนี้เช้าปรางก็จะอ่านแค่โน้ตเท่านั้น ตอนที่เขียนสรุป ปรางก็จะอ่านไปด้วย

ติว ติว และก็ติว

ปรางไม่เคร่งเครียดขนาดนั้น ไม่ได้ติวตลอดค่ะ สบายๆ แต่รู้ว่าจุดไหนต้องซีเรียส จุดไหนต้องเล่น เราชอบศิลปะ เราชอบความสวยงาม ชอบความน่ารัก ปรางเอาตรงนี้มาช่วยในเรื่องเรียน ปรางทำให้เรื่องเรียนเป็นเรื่องสนุก ไม่น่าเบื่อแบบที่ทุกคนคิด คือปรางมีความสุข ถึงคนอื่นจะไม่เป็น แต่ปรางมีความสุข เวลาอาจารย์พูดแล้วปรางก็นั่งจด

มุมมองเรื่องความเก่ง

ปรางคิดว่า เป็นเรื่องของการแบ่งโหมดของตัวเองมากกว่า คือปรางเอง ถ้าเรียนก็จะเครียดไปเลย บางทีคุณพ่อเห็น ก็จะแบบว่าทำไมดูเครียดจัง แต่ที่ปรางเครียดเพราะว่า ปรางปรับโหมดแค่ช่วงนึง แต่พอสอบเสร็จ คุณพ่อก็จะแปลกใจ ทำไมเปลี่ยนโหมดเร็ว ทำไมมาดูหนังแล้วประมาณนี้ คือปรางก็จะแบบเรียนเป็นเรียน เล่นเป็นเล่น เวลาเล่นก็จะเล่นจริงๆ เล่นแบบจะไม่แตะหนังสือเรียน ตอนซัมเมอร์จะไม่มีการแบบ ขึ้น ม.6 จะต้องอ่านหนังสือก่อน ไม่มีเลยคะ คือเราต้องพักผ่อนให้เต็มที่ เพราะว่าพอเราพักเต็มที่ เราจะรู้สึกเบื่อ รู้สึกว่าเราควรจะทำอะไรแล้วนะ พอเปิดเทอม เราก็จะทำเต็มที่มาก เราจะตั้งใจมาก พอเราทำเต็มที่แล้ว เราก็จะอยากพัก มันก็จะเป็นช่วงของมัน คือเราต้องรู้จักตัวเอง ว่าชอบแนวไหน 

ค้นตัวเองให้เจอ

มันเกิดมาจากเรื่องของสีสัน เริ่มตั้งแต่ ม.2 คือเรียนชีวะแล้ว ก็มีเลือดดำเลือดแดง ก็ต้องไปซื้อปากกาสี แล้วมานั่งวาดรูปหัวใจ หัวใจก็จะสีแดงไม่ได้ เพราะมันมีเลือดแดงแล้ว อ่ะปากกาสีที่ 3 เริ่มมา อย่างตับเป็นสีอะไร ก็ต้องไปซื้ออีกอะไร แบบนี้ เหมือนกับมันค่อยๆ มาเรื่อยๆ แล้วส่วนเรื่องฟังเพลง คือปรางรู้ตัวว่า คนบางคนมี 2 ประเภท คืออ่านหนังสือแล้วฟังเพลงไปด้วยรู้เรื่อง แต่ปรางเป็นคนทำแบบนั้นไม่รู้เรื่อง ปรางต้องโฟกัสเรื่องใดเรื่องหนึ่ง ซึ่งปรางก็จะรู้ตัวมาตลอด เพื่อนส่วนใหญ่ก็จะรู้ตัวกัน ดูลักษณะของเรา ว่าเราทำอะไรแล้วเราชอบ ทำอะไรแล้วไม่ชอบ ทำแบบไหนแล้วรู้เรื่อง

ไม่ชอบวิชาเลข-อังกฤษ

อาจจะเป็นภาษาอังกฤษและเลข คือภาษาอังกฤษที่เขาสอนก็จะเป็นแกรมม่า เป็นอะไรที่ซีเรียส แต่ปรางชอบอะไรที่แบบอ่านแล้วเข้าใจ เท่านี้ก็พอ ส่วนเลขก็เป็นอะไรที่มันยาก บางที่มันไม่ค่อยมีเหตุผลเหมือนวิทยาศาสตร์ คือปรางมองว่า วิทยาศาสตร์ทุกอย่างมีเหตุผล เป็นสิ่งที่ธรรมชาติคิดขึ้น ส่วนเลขเป็นสิ่งที่มนุษย์ประดิษฐ์ขึ้น ปรางเลยชอบวิทยาศาสตร์มากกว่า


เมื่อคุณพ่อ-คุณแม่เป็นหมอ

คุณพ่อคุณแม่ไม่ได้เคร่งเลย ไม่ได้แบบว่าต้องเป๊ะๆ 2 ทุ่มนอนไรงี้ ไม่มี จริงๆ คุณพ่อเป็นคนชวนดูหนังถึง 4 ทุ่ม 5 ทุ่ม โดยเฉพาะคืนวันศุกร์ บางทีปรางก็บอกคุณพ่อว่า อยากเรียนพิเศษ คุณพ่อบอกว่า อย่าเรียนเลย ไปเที่ยวกันเถอะ ครอบครัวปรางก็เลยไม่เครียดค่ะ เพราะปรางจะเป็นคนร่าเริง สบายๆ ตลกๆ ไม่ได้ซีเรียสอะไรขนาดนั้น แบบที่ทุกคนคิดเลย

ไลฟ์สไตล์ส่วนตัว

วันธรรมดา วันหยุด ปรางก็นัดเพื่อนออกไปกินข้าวบ้าง ไปถ่ายรูป บางครั้งออกจากบ้านหลายวันแล้วเหนื่อย ก็จะอยู่บ้านดูเกมโชว์ ดูทีวี ไม่ก็เล่นเกมกับน้อง และก็ดูซีรีส์ ซีรีส์นี่ดูได้หมดค่ะ ทั้งต่างประเทศ ทั้งเกาหลี แต่ปรางชอบซีรีส์ฝรั่งมากกว่า และก็อ่านหนังสือ โดยเฉพาะแนวสอบสวน อะไรที่มีปม มีความลี้ลับ ให้น่าติดตาม น่าค้นหา ปรางจะชอบมาก อีกอย่างที่พลาดไม่ได้ คือการไปดูคอนเสิร์ต เพราะคอนเสิร์ตเป็นอะไรที่สนุกมาก ปรางชอบเคที่ เพอร์รี่ นี่เพิ่งไปดูมา ยังอินอยู่เลยคะ ส่วนเพลงปรางจะชอบฟังเพลงฝรั่ง เกาหลีก็มี อย่างบิ๊กแบง ประมาณนี้ค่ะ แต่ชอบเพลงฝรั่งมากกว่า เพลงไทยก็ฟังได้ แล้วแต่อารมณ์ เพื่อนส่งมาให้ฟัง ก็ฟัง คือปรางใช้ชีวิตเต็มที่มาก

มาถึงเรื่องเรียน "นิเทศศาสตร์"

จริงๆ เกี่ยวกับนิเทศ เมื่อก่อนเป็นงานอดิเรกของปราง คือปรางชอบถ่ายรูป และก็ชอบเอารูปมาทำสื่อขำๆ ให้เพื่อนทำวิดีโอตลกๆ พอมาตอน ม.4 มีโปรเจกต์วิชาคณิตศาสตร์ให้ทำเป็นเหมือนวิดีโอหรือพรีเซนต์หน้าห้อง ตอนนั้นทุกคนก็จะอายมาก ทุกคนจะทำเป็นวิดีโอหมดเลย แล้วทีนี้ปัญหาคือในกลุ่มของปราง ก็จะไม่มีใครยอมตัดต่อวีดีโอ คือปรางก็เลยอาสา แล้วก็ลองไปโหลดโปรแกรมมาแล้วศึกษาด้วยตัวเอง ตอนแรกก็ไม่เป็น แต่ถ้าทำได้มันก็เจ๋ง ก็สนุกค่ะ หลังจากนั้นก็เริ่มหาเรื่องทำ เหมือนกับเวลาไปเที่ยวก็จะเอารูปเพื่อนๆ มาตัดต่อตลกๆ ใครทำหน้าเหวอๆ ก็ประกอบเพลงตลกๆ สุดท้ายพอขึ้น ม.6 ก็อยากจะทดสอบฝีมือตัวเองว่าดีไหม ก็เลยไปประกวดเอ็มวีของธรรมศาสตร์ แล้วก็ได้รางวัล ทีน ซอยส์ อวอร์ด มา ซึ่งเราทำเอง คิดเอง เลยรู้สึกว่ายิ่งทำยิ่งสนุก ต่อให้ไม่ได้นอน ทำจนถึงดึกแล้วต้องส่งพรุ่งนี้ ก็สนุก แล้วจริงๆ ตอน ม.ต้น ปรางได้เข้าชมรมถ่ายรูป ก็เลยชอบ พอหลายๆ อย่างรวมกัน จึงจบที่นิเทศศาสตร์

อาชีพในฝัน ที่ไม่ใช่ "หมอ"

ถ้าตอนนี้ก็คงเป็น ผู้กำกับ หรือไม่ก็เป็น ครีเอทีฟโฆษณา แต่อนาคตก็บอกไม่ได้ เพราะว่าพอเข้าไปแล้ว ปรางเชื่อว่า มุมมองหลายๆ อย่างของปรางจะเปลี่ยนไป ปรางเองอาจจะชอบอะไรที่ปรางไม่รู้จักมาก่อน ถามว่าหมอไม่ได้อยู่ในความคิดเลยหรือ ปรางก็เคยคิดอยู่เหมือนกัน เมื่อก่อนอยากเป็น เพราะว่าเป็นอาชีพเดียวที่รู้จักตั้งแต่เด็ก เห็นตั้งแต่เด็ก เราไม่เคยรู้ว่ามีอาชีพอื่นที่น่าสนใจ แต่พอโตมาเพื่อนๆ พูดถึงอาชีพอื่น คนมาแนะแนว อาจารย์เริ่มมาแนะนำอาชีพอื่น เราก็เหมือนเป็นการเปิดรับว่า เราไม่จำเป็นต้องเป็นหมอนี่ ไม่มีได้มีอะไรแขวนคอว่า เป็นลูกหมอแล้วเราจะต้องเป็นหมอ เพราะว่าลูกเพื่อนคุณพ่อ ก็มีถ่ายภาพ ทำงานแบบนิเทศ เป็นแอร์โฮสเตสก็มี สำคัญคือพ่อแม่สนับสนุนอยู่แล้ว พ่อแม่ไม่ได้กำหนดว่า ลูกจะต้องเป็นหมอ

เมื่อเปิดเรียนต้องไปเป็นเฟรชชี่

ปรางว่าปี 1 น่าจะสนุกมากๆ คือมีแต่คนบอกปรางว่า ปี 1 เป็นปีที่ช่วงเวลาน่าจดจำ แล้วเราก็ผ่านไปได้แค่ครั้งเดียว มีรุ่นพี่กระซิบว่า น้องอยากทำอะไร ทำไปเลยไม่มีวันผิดหรอก ทำไปเลยเต็มที่ กิจกรรมปรางคิดไว้แล้วว่าตอนมัธยม ปรางว่าทำกิจกรรมเยอะ แต่จริงๆ ปรางคิดว่าไม่มากพอ ปรางคิดว่าเข้ามหา'ลัย ไปเข้านิเทศ คือจะเข้าร่วมกิจกรรมให้มีความหลากหลายมากขึ้น ปรางอยากมีความทรงจำ ที่ได้ลองทำอะไรหลายๆ อย่าง

"ความเก่ง" สร้างกันได้ 

ปรางว่าความเก่ง มันเป็นคำศัพท์ที่สวยหรู จริงๆ แล้วมันเหมือนกับคนตั้งใจทำอะไรมากกว่า ตั้งใจทำ ชอบทำ ทำแล้วออกมาดี พอออกมาดี ทุกคนก็มองว่าเก่ง แต่เบื้องหลังคือเหมือนกันเราก็ต้องมีความเข้าใจ แล้วก็ชอบด้วย เพราะถ้าเราชอบยังไง เราก็จะทำมันเต็มที่ แต่สำหรับตัวปราง มองว่าปรางไม่ได้เก่งขนาดนั้น คนที่เก่งมากๆ ก็คือคนที่เป็นแบบสตีฟ จ็อบส์ แต่ปรางแค่ทำตามสิ่งที่ชอบ แล้วผลลัพธ์มันออกมาดีเท่านั้นเองค่ะ และปรางเชื่อว่าใครๆ ก็มาถึงจุดนี้ได้เหมือนกัน ก็แค่ทำในสิ่งที่ชอบ ทำให้เต็มที่ อย่าทำแบบกั๊กๆ หรือขี้เกียจ หรือไม่ทำแล้ว

สิ่งที่กลัวมากที่สุด ใช่ความไม่สำเร็จหรือไม่?

พูดถึงความกลัว ก็คงเป็นพวกแมลงค่ะ แต่ถ้าพูดถึงความไม่สำเร็จหรือความล้มเหลว เมื่อก่อนปรางเคยกลัวว่า เลือกผิดหรือเปล่า แต่พอมาถึงจุดนี้ ปรางว่าปรางเลือกถูกแล้ว คือปรางมาถึงบันไดก้าวแรก แล้วมันก็เริ่มขึ้นแล้ว ขึ้นอยู่กับว่าปรางจะเดินมันขึ้นไปหรือเปล่า ปรางจะออกแรง จะใช้แรงในการเดินให้ถึงจุดยอดหรือเปล่าเท่านั้นเอง

อยากเก่งเหมือนปราง

ปรางคิดว่าสิ่งที่สำคัญคือ ความกล้า กล้าที่จะค้นหาตัวเอง อย่ากลัวว่าหาออกมาแล้วจะเป็นอะไร เราอาจจะอยากเป็นอะไร แปลกๆ ที่เราไม่เคยคิด ก็ต้องไปหาข้อมูลดีๆ เพราะจริงๆ คณะบนโลกมีหลายอย่างมาก อย่างที่บอกคือ อยากจะให้ลองค้นหาตัวเองดีๆ พอลองแล้วต้องกล้า กล้าที่จะทำ มีโอกาสอะไรทำให้หมด แล้วก็คุยกับพ่อแม่เยอะๆ เรื่องนี้สำคัญมาก ถ้าเกิดพ่อแม่ไม่สนับสนุน เราจะรู้สึกขาด มันจะมีส่วนหนึ่งในตัวเราที่ขาด ไม่มั่นคง ไม่มั่นใจในตัวเอง แล้วเราจะไปข้างหน้าไม่ได้ ถึงไป ก็ไปไม่สุด เพราะว่าเรากลัวมัน เหมือนกับมีเชือกดึงเราไว้

สุดท้ายปรางพูดถึงเรื่องสำคัญคือ เรื่องเพื่อน ปรางบอกว่า อย่าลืมเพื่อน เพราะมัธยมสำคัญมากเรื่องเพื่อน ปรางมั่นใจมาก ถึงจะจากเพื่อนมาไม่กี่เดือน แต่ปรางมั่นใจว่าจะเป็นเพื่อนกันตลอดไป เพราะเพื่อนต้องผ่านอะไรกับเรามาเยอะมาก ดังนั้นเพื่อนจึงมีความสำคัญสำหรับปราง

"สวัสดี...แคมปัส" เชื่อว่า ใครที่อ่านเรื่องราวของปรางจนจบ จะรู้จักเธอมากขึ้น และรู้จักตัวเองมากขึ้น อย่างน้อยเราก็หวังว่า เรื่องราวของสาวน้อยคนนี้ จะเป็นแรงบันดาลใจ เป็นกำลังใจ ให้กับทุกคน ในการค้นหาตัวเองต่อไป โดยเฉพาะกับน้องๆ ที่เพิ่งผ่านแอดมิชชั่นมา ใครสมหวังก็ขอแสดงความยินดีด้วย ส่วนใครที่ผิดหวังมา ก็ขอให้เริ่มตั้งต้นใหม่ ทุกสิ่งทุกอย่างในโลก ไม่มีคำว่า "สาย" หากเรายังจะก้าวข้ามมันต่อไป 

กลับมาเจอกันสัปดาห์หน้าครับ...บาย.

สุขสันต์วันเสาร์ สัปดาห์นี้ "สวัสดี…แคมปัส" จะพาไปรู้จักสาวน้อยผู้พิชิตคะแนนสอบแอดมิชชั่นประจำปี 2558 สูงสุดเป็นอันดับหนึ่งของประเทศ เราจะพาเจาะลึกถึงความเป็นตัวตนของแคมปัสรับเชิญคนนี้ รับรอง!! ไม่มีใครคาดคิดมาก่อน ว่าเธอ... 12 มิ.ย. 2558 22:34 15 มิ.ย. 2558 14:01 ไทยรัฐ


advertisement