วันศุกร์ที่ 17 สิงหาคม พ.ศ. 2561
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

ส่องคดี ตร.ยิงหนุ่มถือมีดบุกโรงพัก ป้องกันตัว หรือ เกินกว่าเหตุ ?

จากคดีดังเมื่อวันที่ 7 มิ.ย. 58 ที่ผ่านมา นายอัสนีชัยพล เจริญวินิจ อายุ 30 ปี ถือมีดบุกขึ้น สภ.ประตูน้ำจุฬาลงกรณ์ อ.ธัญบุรี จ.ปทุมธานี และจะพุ่งเข้าทำร้ายเจ้าหน้าที่ตำรวจในโรงพัก จึงถูกยิงเข้าบริเวณใต้ราวนมขวาทะลุใต้รักแร้ 1 นัด บาดเจ็บสาหัสก่อนถูกนำตัวส่งโรงพยาบาล แต่ก็เสียชีวิตในเวลาต่อมา เหตุการณ์ดังกล่าวเป็นที่วิพากษ์วิจารณ์ของคนในสังคมอย่างมาก ถึงการกระทำของเจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.ประตูน้ำจุฬาลงกรณ์ ที่ดูเหมือนอาจเป็นการกระทำเกินกว่าเหตุนั้น

วันนี้ ทีมข่าวเฉพาะกิจไทยรัฐออนไลน์ จึงได้ยกหูโทรศัพท์สอบถามไปยังผู้เชี่ยวชาญด้านศิลปะการต่อสู้จากโรงเรียนนายร้อยตำรวจ เพื่อมาให้ข้อมูลเรื่องการป้องกันตัวของตำรวจและวิจารณญาณของตำรวจในการตัดสินใจเข้าระงับเหตุร้าย

ประเมินเหตุ 3 ระดับ ใช้อาวุธเป็นมาตรการสุดท้าย !?

พล.ต.ต.พิศาล มุขแจ้ง ศ.(สบ.6) คณะตำรวจศาสตร์ โรงเรียนนายร้อยตำรวจ ผู้เชี่ยวชาญด้านอาชญาวิทยาและศิลปะการต่อสู้ ให้ข้อมูลระดับสถานการณ์และวิธีการระงับเหตุกับทีมข่าวเฉพาะกิจไทยรัฐออนไลน์ว่า ตำรวจจะต้องใช้วิจารณญาณในการระงับเหตุ โดยต้องประเมินสถานการณ์ว่าคนร้ายอยู่ในระดับใด ตามระดับสัญญาณไฟจราจร 3 ระดับ คือ

เขียว : คนร้ายไม่มีอันตรายขัดขืนธรรมดา ตำรวจเข้าไปจับกุมได้เลยโดยใช้มือเปล่า
เหลือง : คนร้ายเริ่มขัดขืนพร้อมที่จะต่อต้านการจับกุม ตำรวจต้องเพิ่มความระมัดระวัง โดยใช้เครื่องทุ่นแรง เช่น กระบอง
แดง : คนร้ายพร้อมที่จะต่อสู้ทำร้ายเจ้าหน้าที่ ตำรวจก็จะเริ่มในมาตรการที่รุนแรงใช้อาวุธจากเบาไปหาหนัก เช่น สเปรย์พริกไทย เครื่องยิงกระสุนยาง หรือถ้าเป็นภัยอันตรายใกล้ตัวอย่างรุนแรงตำรวจจะใช้วิธีตอบโต้ที่ต้องใช้กำลัง

กฎการใช้กำลังก็ต้องดูว่าตำรวจใช้กำลังเกินกว่าเหตุหรือไม่ ถ้าเป็นสถานการณ์ที่ตำรวจประเมินดูแล้วว่าสามารถใช้มาตรการเบาได้ก็คงใช้แล้ว แต่กรณีที่คนร้ายใช้มีดจะมาแทงตำรวจ ถ้าอยู่ในระยะที่ไม่สามารถที่จะใช้วิธีการอื่นได้ คงต้องใช้ความรุนแรงเข้าควบคุม

การใช้อาวุธเป็นมาตรการขั้นสุดท้ายของตำรวจที่จะเลือกใช้ ถ้าตำรวจไม่สามารถใช้มาตรการอื่นได้แล้วก็จำเป็นที่จะต้องใช้อาวุธ แต่การใช้อาวุธนั้น จะต้องพึงระมัดระวังและใช้ด้วยความจำเป็น ใช้ในกรณีที่คนร้ายต่อสู้ คนร้ายขัดขืนหรือคนร้ายใช้กำลังประทุษร้ายต่อตำรวจโดยที่ไม่สามารถหลีกเลี่ยงได้เป็นภัยอันตรายใกล้ตัวของเจ้าหน้าที่เอง เพราะถ้าไม่ใช้อาวุธก็ไม่สามารถที่จะหยุดยั้งคนร้ายได้ จึงจำเป็นต้องใช้

กระชั้นชิด เล็งยาก ยิงเป้าใหญ่เพราะสุดวิสัย !?

พล.ต.ต.พิศาล กล่าวต่อว่า กรณีคนร้ายใช้มีด ทางทฤษฎีตำรวจถูกสอนไม่ให้ยิงไปที่ลำตัว แต่ในทางปฏิบัติเป็นไปได้ยากมากที่จะยิงบริเวณขาหรือไม่ใช่จุดอันตราย เพราะระยะเวลาค่อนข้างเร็วมาก

ขณะที่ ตอนเรียนตำรวจจะให้นับระยะห่างจากคนร้ายตั้งแต่ 3 ก้าว ไปจนถึงระยะปลอดภัย คือ 21 ก้าว ระยะปลอดภัยก็คือ ระยะที่สามารถเลือกยิงบริเวณใดของร่างกายคนร้ายก็ได้ เพราะยังมีเวลายิงทัน แต่ถ้าคนร้ายอยู่ห่างจากตำรวจในระยะห่างเพียง 3 ก้าว ไม่ว่าอย่างไรตำรวจก็ต้องยิงเป้าหมายที่ใหญ่ที่สุด เนื่องจากเป็นเหตุสุดวิสัย และเชื่อว่าไม่มีเจ้าหน้าที่คนใดต้องการหยุดยั้งคนร้ายถึงขั้นให้เสียชีวิต

ทั้งนี้ พล.ต.ต.พิศาล ยกกรณีตัวอย่างการเกิดเหตุตำรวจยิงคนถือมีดในต่างประเทศให้ทีมข่าวฯ ฟังว่า ที่โรงเรียนการฝึกและเตรียมความพร้อมในการเป็นตำรวจในเมืองไอค์ชแตท (Eichstätt) รัฐบาวาเรีย ประเทศเยอรมนี เคยมีกรณีตำรวจชักปืนยิงคนร้ายที่ถือมีดในระยะกระชั้นชิดเหมือนในเมืองไทย อัยการจึงสั่งฟ้องตำรวจว่าทำเกินกว่าเหตุ จากนั้นทางเจ้าหน้าที่จึงขอให้อัยการมาลองเป็นตำรวจ และให้ตำรวจถือมีดจะแทงอัยการในระยะกระชั้นชิด ผลปรากฏว่า อัยการก็เลือกยิงเป้าใหญ่คือที่ตัวเหมือนกัน สุดท้ายอัยการก็ต้องยอมตำรวจเพราะเป็นเหตุสุดวิสัยจริงๆ ไม่สามารถจะหยุดยั้งคนร้ายโดยการเลือกยิงในจุดที่ไม่สำคัญได้

ครูฝึก ตร. เห็นไปแนวทางเดียวกันว่าจำเป็นต้องใช้อาวุธปืน !?

นอกจากนี้ พล.ต.ต.พิศาล กล่าวว่า การป้องกันตัว ตำรวจจะมีการฝึกอยู่แล้ว แต่หากไม่ใช้ปืนและแย่งมีดด้วยมือเปล่านั้น ก็สามารถทำได้ แต่ต้องได้รับการฝึกมาเป็นอย่างดีไม่ใช่ทุกคนทำได้

ส่วนกฎการใช้กำลังก็ต้องดูว่าตำรวจใช้กำลังเกินกว่าเหตุหรือไม่ ถ้าเป็นสถานการณ์ที่ตำรวจประเมินดูแล้วว่าสามารถใช้มาตรการเบาได้ก็คงใช้แล้ว แต่กรณีที่คนร้ายใช้มีดจะมาแทงตำรวจ ถ้าอยู่ในระยะที่ไม่สามารถที่จะใช้วิธีการอื่นได้ คงต้องใช้ความรุนแรงที่ตำรวจใช้

"จากการพูดคุยกับครูฝึกตำรวจหลายท่าน ประเมินสถานการณ์ไปในแนวทางเดียวกันว่า จำเป็นต้องใช้อาวุธปืน แต่ก็ต้องดูระยะถ้าไม่เกิน 21 ฟุต ตำรวจจำเป็นที่จะต้องใช้ปืนเข้าระงับเหตุ ซึ่งบางครั้งตำรวจแทบจะชักปืนไม่ทัน เพราะระยะเวลาประชั้นชิดมาก 1-2 วินาที ส่วนหลักการใช้มือเปล่าแย่งอาวุธนั้น ส่วนใหญ่จะไม่ใช้กัน เพราะต้องใช้ทักษะเฉพาะตัวพอสมควร หากคนร้ายมีมีดตำรวจก็ต้องมีอาวุธที่เหนือกว่าคนร้ายเล็กน้อย เช่น สเปรย์พริกไทย กระบอง ที่ช็อตไฟฟ้า ปืนกระสุนยาง ถ้าเลือกได้เชื่อว่าตำรวจจะใช้สิ่งเหล่านี้ก่อนปืน นอกจากไม่มีอาวุธจริงๆ จึงจะใช้ปืน" ผู้เชี่ยวชาญด้านอาชญาวิทยา กล่าว

ป้องกันตัว VS เกินกว่าเหตุ อยู่ที่ศาลวินิจฉัย !?

จากนั้น ทีมข่าวฯ จึงได้สอบถามไปยังทนายความชื่อดัง ถึงเรื่องราวการฟ้องร้องเรียกค่าเสียหายว่าครอบครัวผู้ตายสามารถเรียกร้องได้หรือไม่อย่างไร โดย นายวิรัช หวังปิติพาณิชย์ ทนายความชื่อดัง ได้ให้ข้อมูลด้านกฎหมายกับทีมข่าวเฉพาะกิจไทยรัฐออนไลน์ว่า จากที่เห็นในคลิปและข่าวนั้น ผู้ตายเข้าไปในโรงพักครั้งแรกและโดนไล่ออกมา จากนั้นก็วิ่งเข้าไปอีกในครั้งที่สองประกอบกับถือมีดด้วย ตามกฎหมายก็มองได้ 2 อย่าง คือ

1. เป็นการป้องกันตัว ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 68 (ผู้ใดจำต้องกระทำการใด เพื่อป้องกันสิทธิของตนหรือของผู้อื่น ให้พ้นภยันตรายซึ่งเกิดจากการประทุษร้ายอันละเมิดต่อกฎหมาย และเป็นภยันตรายที่ใกล้จะถึง ถ้าได้กระทำพอสมควรแก่เหตุ การกระทำนั้นเป็นการป้องกันโดยชอบด้วยกฎหมาย ผู้นั้นไม่มีความผิด)

2. เป็นการกระทำที่เกินกว่าเหตุ หากผู้ตายวิ่งมาเฉยๆ ไม่ถือมีด และตำรวจยิงเช่นนั้น จึงถือเป็นการกระทำที่เกินกว่าเหตุ ครอบครัวผู้ตายสามารถเรียกค่าเสียหายได้

ทั้งนี้ คดีดังกล่าวเป็นคดีอาญา ต้องมาดูว่าตำรวจจะยื่นเรื่องฟ้องร้องหรือไม่ แต่หากไม่ฟ้องครอบครัวผู้ตายก็สามารถยื่นเรื่องฟ้องร้องได้เช่นกัน ส่วนคดีแพ่ง การเรียกร้องค่าเสียหาย จะต้องรอดูผลการตัดสินจากคดีอาญาเสียก่อนว่ามีผลเป็นอย่างไร ถ้าศาลตัดสินว่าเป็นการป้องกันตัวของตำรวจก็ไม่ถือว่าเป็นการละเมิด แต่หากศาลตัดสินว่าเป็นการกระทำที่เกินกว่าเหตุก็สามารถเรียกร้องค่าเสียหายได้ ขึ้นอยู่กับว่าศาลจะวินิจฉัยอย่างไร.

เกิดเป็นกระแสวิจารณ์หลังมีหนุ่มถือมีดวิ่งขึ้นโรงพัก ก่อนถูกตำรวจ สภ.ประตูน้ำจุฬาลงกรณ์ ยิงสวนเข้ากลางอกเสียชีวิต เหตุการณ์ดังกล่าวตำรวจสามารถป้องกันตัวได้ในระดับไหนและทำไมจึงไม่ยิงจุดไม่สำคัญ วันนี้ทีมข่าวฯ มีคำตอบมาให้... 11 มิ.ย. 2558 17:30 11 มิ.ย. 2558 22:52 ไทยรัฐ