วันศุกร์ที่ 16 พฤศจิกายน พ.ศ. 2561
บริการข่าวไทยรัฐLogin
ป.ป.ส. ตัดวงจรผลิตยา เผาทำลายสารตั้งต้น กว่า 16 ตัน

ป.ป.ส. ตัดวงจรผลิตยา เผาทำลายสารตั้งต้น กว่า 16 ตัน

  • Share:

รมว. ยุติธรรม ร่วมกับ เลขาฯ ป.ป.ส. เผาทำลายซาฟรอล ยาเสพติดให้โทษประเภท 4 กว่า 16 ตัน ตัดวงจรผลิตยาอี ได้กว่า 20 ล้านเม็ด มูลค่ากว่า 8 พันล้านบาท...

เมื่อเวลา 11.30 น. วันที่ 11 มิ.ย. 58 ที่บริษัทอัคคีปราการ จำกัด (มหาชน) นิคมอุตสาหกรรมบางปู พล.อ.ไพบูลย์ คุ้มฉายา รมว.ยุติธรรม เป็นประธานในพิธีเผาทำลายยาเสพติดให้โทษประเภท 4 (ไอโซซาฟรอลและซาฟรอล) จำนวน 16,165 กิโลกรัม ซึ่งเป็นสารตั้งต้น ไว้สำหรับผลิตยาเสพติด โดยมีคณะทูตานุทูต เจ้าหน้าที่ประสานงานยาเสพติดประจำประเทศไทย คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามยาเสพติด (สำนักงาน ป.ป.ส.) กรมศุลกากร สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) สำนักงานตำรวจแห่งชาติ กรมโรงงานอุตสาหกรรม กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ ร่วมเป็นสักขีพยาน

วิทยากร บรรยายเกี่ยวกับสารตั้งต้น สำหรับผลิตยาเสพติด


พล.อ.ไพบูลย์ กล่าวว่า ตามที่รัฐบาลให้ความสำคัญ และเห็นว่าการแก้ไขปัญหายาเสพติดที่ยั่งยืนคือ การยุติการผลิตยาเสพติดจากการจับกุมหลายครั้ง แสดงให้เห็นว่า ประเทศไทยเป็นประเทศทางผ่านของการลักลอบลำเลียงยาเสพติด ดังนั้น แนวทางการดำเนินงานที่สำคัญประการหนึ่ง ในการยับยั้งการผลิตยาเสพติดได้ คือ การควบคุมสารตั้งต้น และเคมีภัณฑ์อย่างจริงจัง มิให้ไปสู่แหล่งผลิตยาเสพติดได้ และเมื่อไม่นานมานี้ ได้มอบหมายให้สำนักงาน ป.ป.ส. จัดการประชุมระหว่างประเทศในภูมิภาคกับ 8 ประเทศ ที่ประสบปัญหาในการเป็นแหล่งผลิตสารตั้งต้น และการลักลอบลำเลียงสารตั้งต้นในปริมาณมาก รวมถึงประเทศที่พบว่า มีการนำสารตั้งต้นไปใช้ในทางที่ผิด ได้แก่ ราชอาณาจักรกัมพูชา สาธารณรัฐประชาชนจีน สาธารณรัฐอินเดีย สาธารณรัฐเกาหลี สาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว สาธารณรัฐแห่งสหภาพเมียนมา ราชอาณาจักรไทย และสาธารณรัฐสังคมนิยมเวียดนาม เพื่อแลกเปลี่ยนข้อมูลสถานการณ์หารือแนวทาง และกระชับความร่วมมือ ในการควบคุมการสกัดกั้น และเสริมสร้างมาตรการเชิงรุก ในการแก้ไขปัญหาสารตั้งต้นดังกล่าว เพื่อให้การแก้ไขปัญหายาเสพติดมีประสิทธิภาพ และเป็นรูปธรรมมากยิ่งขึ้น รวมถึงมีความเป็นระบบต่อเนื่อง และสอดคล้องกันในระดับภูมิภาคด้วย

นอกจากนี้ยังได้ดำเนินโครงการตามแผนปฏิบัติการแม่น้ำโขงปลอดภัย ร่วมกับ 4 ประเทศ คือ สาธารณรัฐประชาชนจีน ประชาธิปไตยประชาชนลาว สาธารณรัฐแห่งสหภาพเมียนมา และราชอาณาจักรไทย ระยะที่ 2 (12 ม.ค. 58 - 12 มี.ค. 58) สามารถจับกุมสารตั้งต้น เมทิลีนคลอไรด์ (Methylene chloride) ได้ถึง 20 ตัน ซึ่งสารตั้งต้น และเคมีภัณฑ์ต่างๆ เหล่านี้ หากถูกลักลอบนำเข้าไปจนถึงแหล่งผลิตได้ จะสามารถผลิตเป็นยาบ้าได้ถึง 167,175,000 เม็ด คิดเป็นมูลค่าถึง 8,358,750,000 บาท ดังนั้น จะเห็นได้ว่าการยึดสารตั้งต้น และเคมีภัณฑ์เหล่านี้ เป็นการลดศักยภาพในการผลิตยาเสพติด และส่งผลกระทบโดยตรงต่อสถานการณ์ยาเสพติดในประเทศไทย และในแถบภูมิภาคนี้

เจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยเข้ม


นายเพิ่มพงษ์ เชาวลิต เลขาธิการ ป.ป.ส. ให้ข้อมูลว่า สำนักงาน ป.ป.ส. ได้ยึดของกลางซาฟรอล และได้รักษาไว้กับสถานีตำรวจภูธรคลองใหญ่ จังหวัดตราด ตั้งแต่ปี 2551 เป็นต้นมา ซึ่งขณะนี้ ในส่วนการริบของกลางคดีถึงที่สุดแล้ว จึงต้องดำเนินการตามระเบียบกระทรวงสาธารณสุข ว่าด้วยการเก็บรักษายาเสพติดให้โทษของกลางพ.ศ. 2541 จึงเห็นควรให้มีการทำลายด้วยวิธีการเผาทำลาย ณ บริษัทอัคคีปราการ จำกัด จังหวัดสมุทรปราการ เนื่องจากของกลางมีจำนวนมาก และเห็นว่าควรป้องกันมิให้นำไปใช้ในทางที่ผิดกฎหมาย ครั้งนี้ถือเป็นการเผาทำลายซาฟรอล เป็นครั้งที่ 2 ในประเทศไทย ซึ่งสำนักงาน ป.ป.ส. เคยมีการเผาทำลายซาฟรอลครั้งแรกไปแล้ว เมื่อวันที่ 10 กันยายน 2553 ปริมาณรวมน้ำหนัก 50.4 ตัน หรือนับเป็นจำนวน 240 ถัง สามารถนำไปผลิตเป็นยาอีหรือ เอ็กซ์ตาซี ได้ประมาณกว่า 63 ล้านเม็ด

สำหรับสารซาฟรอล และไอโอซาฟรอล ตาม พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 ได้กำหนดให้เป็นยาเสพติดให้โทษประเภทที่ 4 กรณีผลิตนำเข้า ส่งออก จำหน่าย หรือมีไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย ต้องขออนุญาตจากสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา หากฝ่าฝืนจะมีโทษจำคุก 1 ปี ถึง 10 ปี ปรับ 20,000 บาท ถึง 200,000 บาท ถ้าครอบครองตั้งแต่ 10 กิโลกรัมขึ้นไป จำคุก 1 ปี ถึง 15 ปี และปรับ 100,000 บาท ถึง 1,500,000 บาท

นอกจากนี้ ตามอนุสัญญาสหประชาชาติ ว่าด้วยการต่อต้านการลักลอบค้ายาเสพติดและวัตถุออกฤทธิ์ต่อจิตและประสาท ค.ศ.1988 ซึ่งประเทศไทยเป็นภาคีสมาชิกอยู่ด้วย ได้กำหนดให้ประเทศผู้ส่งออก จะต้องแจ้งประเทศนำเข้าก่อนส่งออก เพื่อให้มีการตรวจสอบก่อน ว่าจะนำไปใช้อย่างถูกกฎหมายในอุตสาหกรรมยา น้ำหอม หรืออาหาร เท่านั้น เพื่อป้องกันมิให้มีการลักลอบนำไปผลิตยาเสพติดประเภทยาอี ยาเลิฟ หรือเอ็กซ์ตาซี เมื่อนำสารดังกล่าว มาใช้ผลิตเป็นยาอี ยาเลิฟ หรือเอ็กซ์ตาซี จะถือว่าเป็นยาเสพติดให้โทษประเภทที่ 1 ซึ่งการผลิต นำเข้า หรือส่งออก หากฝ่าฝืนจะมีโทษจำคุกตลอดชีวิต และปรับตั้งแต่ 1 ล้านบาท - 5 ล้านบาท ถ้ากระทำเพื่อจำหน่ายต้องระวางโทษประหารชีวิต.

คุณอาจสนใจข่าวนี้

คุณอาจสนใจข่าวนี้