วันอาทิตย์ที่ 25 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2561
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

โรดแม็ปใหม่ คสช.

ก็รวดเร็วรวบรัดขานรับทันที ศุภชัย สมเจริญ ประธานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) กับ“โรดแม็ปใหม่” ของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี หัวหน้า คสช.ประกาศให้ วันที่ 10 มกราคม 2559 เป็น วันลงประชามติร่างรัฐธรรมนูญ หลังจากที่ ดร.วิษณุ เครืองาม รองนายกฯฝ่ายกฎหมาย ได้แถลงเนื้อหาใน ร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญชั่วคราว จากความเห็นชอบของ ครม. และ คสช.ที่ส่งไปยัง สภานิติบัญญัติแห่งชาติ มีการแก้ไขในประเด็นสำคัญ 7 ประเด็นด้วยกัน

ดร.วิษณุ คาดว่าร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญชั่วคราว จะประกาศใช้ได้ วันที่ 21 หรือ 23 กรกฎาคม ห้ามสมาชิก สนช.แก้ไขเปลี่ยนแปลง มีหน้าที่ลงมติรับหรือไม่รับเท่านั้น

พล.อ.ประยุทธ์ ได้แถลงสำทับด้วยว่า จะยึดมั่นตามโรดแม็ปที่วางไว้ (คงหมายถึงโรดแม็ปใหม่) ขอให้ประชาชนอย่าออกมาเดินประท้วง เรื่องการเลือกตั้ง ให้รอเวลาที่เหมาะสม หลังจากมีกติกาที่ชัดเจนแล้ว เช่นเดียวกับการลงประชามติ

ก็ค่อนข้างแน่นอนว่า รัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จะอยู่ทำงานต่ออีก 2 ปี เพื่อทำการปฏิรูปประเทศให้เรียบร้อยเสียก่อน ก่อนจะส่งผ่านไปให้รัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้ง

ประเด็นสำคัญ ที่มีการแก้ไขใน รัฐธรรมนูญชั่วคราว เพื่อนำไปสู่ การลงประชามติรัฐธรรมนูญ และ คำถามอื่นอีก 2 ข้อ ตามโรดแม็ปใหม่มีอยู่ 4 ประเด็น

ประเด็นแรก ให้แก้ไขลักษณะต้องห้ามของ สนช. จากเดิมที่ระบุว่า ต้องไม่เคยถูกถอดถอนสิทธิเลือกตั้ง ให้เป็น ไม่อยู่ระหว่างการเพิกถอนสิทธิเลือกตั้ง เพื่อให้คนที่เคยถูกเพิกถอนสิทธิเลือกตั้งสามารถเข้ามาเป็น สนช. กรรมการอื่น และ ครม.ได้ ดร.วิษณุ ให้เหตุผลว่า ถ้าถูกเพิกถอนสิทธิแล้ว ไม่ให้เข้ามาเป็น สนช.ก็เหมือนจะไม่ได้รับความเป็นธรรม ดูไม่ค่อยปรองดองเท่าที่ควร ยกเว้นกรณีเกี่ยวข้องกับการทุจริต

(แสดงว่า “มีคนในใจ” ที่อยากตั้งเป็น รัฐมนตรี สนช. กรรมการอื่น แต่ติดข้อนี้)

ประเด็นที่สอง เมื่อ สปช.เห็นชอบร่างรัฐธรรมนูญแล้ว ต้องนำร่างรัฐธรรมนูญไปทำประชามติ โดยให้ กกต.กำหนดหลักเกณฑ์กติกาเงื่อนไข ผ่านความเห็นชอบของ สนช. ส่วนจะทำประชามติเมื่อใด กำหนดให้ต้องมีการแจกจ่ายร่างรัฐธรรมนูญให้ประชาชนผู้มีสิทธิ ให้ได้อย่างน้อยร้อยละ 80 หรือ 19 ล้านครัวเรือน ให้แล้วเสร็จภายใน 45 วัน จากนั้น กกต.จะเป็นผู้กำหนดวันออกเสียงประชามติ
ในการทำประชามติ นอกจาก คำถามว่าจะรับหรือไม่รับร่างรัฐธรรมนูญ อาจจะมีการสอบถาม ประชามติในประเด็นอื่นด้วย โดยให้ สปช. และ สนช. ทำคำถาม ฝ่ายละ 1 คำถาม ส่งให้ ครม.พิจารณา ถ้า ครม.เห็นชอบ ก็จะให้ กกต.จัดทำประชามติในครั้งเดียวกัน

แต่ถ้าผลประชามติ “คำถามอื่น” ขัดแย้งกับรัฐธรรมนูญ ให้กรรมาธิการยกร่าง ปรับแก้ร่างรัฐธรรมนูญให้สอดคล้องกับคำถามอื่นภายใน 30 วัน ส่งให้ ศาลรัฐธรรมนูญ วินิจฉัยว่าสอดคล้องกับประชามติหรือไม่ จากนั้นส่งให้นายกฯนำขึ้นทูลเกล้าฯ

(แสดงว่า คำถามอื่น นี้ สำคัญมาก แม้ร่างรัฐธรรมนูญก็ต้องปรับแก้ให้สอดคล้องด้วย)

ประเด็นที่สาม เมื่อ สปช.ได้ลงมติในร่างรัฐธรรมนูญแล้ว ไม่ว่าเห็นชอบหรือไม่เห็นชอบก็ตาม ถือว่าภารกิจเสร็จสิ้นลงแล้ว ให้
ยุบสภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) พร้อมกับตั้ง สภาขับเคลื่อนปฏิรูปประเทศ ขึ้นมาแทน มีสมาชิกไม่เกิน 200 คน นายกรัฐมนตรีเป็นผู้แต่งตั้ง ไม่ต้องนำความขึ้นทูลเกล้าฯ เคยเป็น สปช.ชุดเดิมก็ไม่ขัดข้อง ทำหน้าที่เสนอแนะการปฏิรูปเท่านั้น ไม่เกี่ยวกับการร่างรัฐธรรมนูญอีก มีอายุตามที่รัฐธรรมนูญฉบับแก้ไขระบุ

ประเด็นที่สี่ ถ้า กรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ 36 คนสิ้นสุดลง ไม่ว่ากรณีใด ให้ตั้งกรรมการร่างรัฐธรรมนูญใหม่ 21 คน ประกอบด้วย ประธาน 1 คน กรรมการ 20 คน อาจตั้งคนเดิมก็ได้ เพื่อยกร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ และรับฟังความเห็นประชาชนภายใน 180 วัน เมื่อร่างเสร็จให้ทำประชามติอีกครั้ง หากร่างรัฐธรรมนูญใหม่ไม่ผ่านประชามติ ก็อาจจะมีการหยิบยกรัฐธรรมนูญฉบับใดฉบับหนึ่งขึ้นมา

โรดแม็ปใหม่ คราวนี้ ชัดเจนมาก เห็นท่าจะต้อง ใช้เวลาไม่น้อยกว่าสองปีขึ้น.

“ลม เปลี่ยนทิศ”

11 มิ.ย. 2558 13:54 ไทยรัฐ