วันอาทิตย์ที่ 22 เมษายน พ.ศ. 2561
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

บทเรียนเจ็บลึก! สูญ 10 ล้าน เพชร วอน! ซูซี่ต้องขอโทษ! พิงกี้ ยังไม่ท้อง (ชมคลิป)

ร้อนใจไม่น้อย เดี๋ยวจะพูดจากันไปเลยเถิด เสียหายไปมากกว่านี้ ในที่สุดหนุ่มไฮโซนักธุรกิจพันล้าน เพชร อิทธิ ชวลิตธำรง ก็ควงภรรยายังพริ้ง พิงกี้ สาวิกา ออกมาแถลงข่าวที่ร้านอาหาร แบดโมเทล ถนนสุขุมวิท 55 แถวทองหล่อ ซอย 15 กรณีที่โดนนางเอกดัง ให้สัมภาษณ์ไปก่อนหน้านี้ว่า ส่อแววจะโดนเบี้ยวได้ค่าตัวไม่ครบ จากการไปเล่นหนังแนวแฟนตาซีเรื่อง Hugger Mugger ที่เพชร พิงกี้ ร่วมกันผลิต โดยหนังเรื่องนี้ได้ยกกองไปถ่ายทำไกลถึงฝรั่งเศส แต่ประสบปัญหาหลายอย่างตามมา ถึงที่สุดโครงการหนังเรื่องนี้ก็ได้ยกเลิกไปแล้ว รวมค่าใช้จ่ายที่เสียหายไปมากกว่า 10 ล้านบาท

"วันนี้จะชี้แจงเรื่องราวที่เกิดขึ้น เพราะเป็นข่าวที่เราสองคนไม่สบายใจ เป็นข่าวที่ค่อนข้างกระทบกับการทำงานและธุรกิจ ผมไม่ได้แถลงตอบโต้ใครนะครับ ข้อที่หนึ่งต้องทำความเข้าใจตรงนี้ก่อน สิ่งที่จะพูดคือพูดชี้แจงข้อเท็จจริง ที่มีคนสงสัยวันนี้ ผมจะตอบสองประเด็นแล้วกันนะครับ ประเด็นแรกคือผมกับภรรยาผมเบี้ยวการจ่ายเงินหรือไม่ ประเด็นที่สอง หนังจะถ่ายทำต่อหรือไม่

"เรื่องที่หนึ่งเรื่องการเบี้ยวเงิน อยากจะแจ้งว่าทุกท่านที่ร่วมงานด้วยได้รับเงินไปหมดแล้ว เหลือแต่คุณซูซี่ ซึ่งผมได้รับการติดต่อมาประมาณ 10 โมง จะเข้ามารับเงินพรุ่งนี้ (ศุกร์ที่ 12 มิ.ย.) สี่โมงเย็นด้วยตนเอง นั่นคือสิ่งที่ผมได้รับมาแล้วแจ้งต่อสื่อมวลชนนะครับ แต่ตามสัญญาหมดเมื่อปลายเดือน ก.พ.ซึ่งประเพณีปฏิบัติของการทำธุรกิจ เริ่มต้นต้องมาเซ็นสัญญาที่บริษัท (แถวทองหล่อ) กับผมนะครับ และรับเงินไปแล้ว ณ ที่บริษัทของผม อาจมีการเข้าใจผิด ซึ่งผมก็ต้องกราบขอโทษคุณซูซี่ ณ ที่นี้นะครับ เพราะผมทำเช็ครอไว้แล้วให้เขาเดินเข้ามาเก็บเงิน ผมเห็นตามโซเชียลมีเดีย พวกเฟซบุ๊กหรือคนที่ลงคอมเมนต์ บอกว่าทำไมไม่โอนเงินไปให้เขา ผมก็อยากจะแจ้งว่าประเพณีปฏิบัติเป็นอย่างไร ผมก็ทำอย่างนั้นต่อเนื่องไป ซึ่งถ้าสิ่งที่ผมทำทำให้คุณซูซี่เข้าใจผิด ว่าผมเบี้ยวเงินผมก็ขอโทษไว้ ณ ที่นี้ก่อน ณ เบื้องต้น แต่การบอกว่าผมเบี้ยวเงิน ไม่ใช่สิ่งที่สมควรพูดออกสื่อ เพราะการพูดแบบนั้นทำให้มีผลกระทบ หรือทำบุคคลที่สามที่เสพสื่อไปแล้ว มีความเข้าใจผิดได้ และมองผมกับกี้ (พิงกี้) เป็นคนขี้โกง

ซึ่งตามหลักระเบียบสังคมหรือกฎหมาย ผมสามารถเรียกร้องหรือปกป้องสิทธิ์ได้ ผมอยากให้คุณซูซี่ขอโทษ ผมไม่อยากเอาเงินไปวางไว้ที่ศาล มูลหนี้ที่บอกว่าผมไม่จ่ายไปวางไว้ที่ศาล แล้วนำสืบว่าผมเบี้ยวหรือไม่ มีพฤติกรรมโยกย้ายจะจ่ายเงินหรือไม่ การที่คุณซูซี่พูดออกสื่อ มันเป็นสิ่งที่ควรกระทำหรือไม่ ก็อยากให้มาขอโทษผ่านสื่อ พรุ่งนี้ก็ไม่มีปัญหาอะไร ถ้าเขาเข้ามารับเงิน ก็จะปล่อยเช็คให้ เรื่องนี้น่าจะเคลียร์"

ในเมื่อติดต่อเข้ามาแล้ว ว่าจะเข้ามารับเช็ค ทำไมมีข่าวว่าน่าจะจ่ายเงินไม่ครบ? "ผมไม่ทราบว่าทำไมทางคุณซูซี่คิดอย่างนั้น เพราะผมกับคุณซูซี่ก็รู้จักกันดีในระดับหนึ่ง ซูซี่มีแฟนเป็นใครไม่ทราบอยู่ต่างประเทศ ไปมาหาสู่กันเมื่อมีเวลาว่าง อาจไม่สะดวกเข้ามารับ หรืออาจจะคิดถึงแฟน ผมไม่ทราบเรื่องส่วนตัวเขา แต่ผมไม่มีพฤติกรรม หรือเจตนาใดๆ ทั้งสิ้นจากทางฝ่ายผมที่จะไม่จ่ายเงินคุณซูซี่" สื่อสารกันผิดพลาดหรือไม่? "ไม่เคยสื่อสารกันดีกว่าครับผม ต้องทำความเข้าใจว่าผมเซ็นสัญญากับคุณซูซี่ ผู้จัดการคุณซูซี่ชื่อคุณนุ ถ้าคนใดคนหนึ่งเข้ามาติดต่อจะรับเงินก็ปล่อยเงินให้ ถ้าจะให้บุคคลที่สามหรือสี่มารับ ก็ต้องมีใบมอบอำนาจมาให้ จะมาเอาเงินก็เอาไปเป็นปกติประเพณี เขาไม่เข้ามาเอาเลยครับผม"

ได้ติดต่อไปแล้วก็เงียบ? "บางอย่างที่พูดค่อนข้างสวนทางกับข้อเท็จจริงที่แจ้งให้ทราบ" ไม่เคยติดต่อผู้จัดการหรือซูซี่เอง? "คืออยากให้มองว่า เมื่อคนมีนิติสัมพันธ์กันมีสัญญาอะไรกัน คนหนึ่งทำอะไรให้ ถึงเวลาตามประเพณีก็ต้องเข้ามารับ เราจ่ายเงินไปก็เรื่องปกติ ซึ่งเขาไม่เข้ามา ผมก็ไม่ต้องเตรียมเงิน ผมไม่ได้กู้เงินใครทำภาพยนตร์ เพราะฉะนั้นโปรเจกต์ที่คิด คิดจากต้นทุนที่สามารถจะจ่ายได้ เตรียมไว้ให้แล้ว เมื่อถึงเวลาต้องจ่ายพนักงานบัญชีก็จะเอาเช็กมาให้ผมเซ็น ผมเซ็นรวดเดียวไปเลย ผมไม่ทราบว่าจะมาเรียกเก็บหรือว่าอะไรยังไง แต่ว่ามันไม่จำเป็นจะต้องมาบอกว่า จะมาเอาเงินผมนะครับเพราะเมื่อผมเซ็นสัญญากับเขาไป ผมก็ต้องทราบว่ามีสิทธิ์หรือหน้าที่ต้องทำอะไรให้เขา เพราะฉะนั้นถ้าจะมาบอกว่าผมเบี้ยว เพราะผมไม่มีเงิน คือเงินไม่ใช่เงินจำนวนที่มากไง เรื่องของเรื่องถ้าเป็นเงินจำนวนที่มาก แบบมีนัยสำคัญที่จะทำให้ผมต้องยักย้ายถ่ายเททรัพย์ เพื่อมาจ่ายเงินเขามันก็เป็นอีกเรื่องหนึ่งซึ่งมันไม่ใช่"

ก่อนหน้าซูซี่ออกมาให้ข่าว มีใครติดต่อเข้ามาไหม? "มีคนโทรเข้ามาครั้งหนึ่งแต่ผมไม่รู้จัก บอกทางบัญชีว่าจะมาเอาเงิน ผมก็บอกฝ่ายบัญชีว่าถ้าจะมาเอาเงิน ให้เอาใบมอบอำนาจมาด้วย เพราะว่าผมรู้จักแค่คนชื่อนุกับคนที่ชื่อซูซี่" เหลือเงินที่ต้องจ่ายให้ซูซี่เท่าไหร่? "แสนต้นๆ เองครับ มันไม่ใช่เรื่องใหญ่เรื่องโตครับผม งั้นข้ามไปประเด็นที่สองว่าผมจะหยุดทำหรือไม่ หนังเป็นความคิดของผมกับภรรยาผม อยากทำหนังสนุกๆ ที่ไม่เคยมีคนทำในประเทศไทยขึ้นมา หนังเป็นแฟนตาซีไปถ่ายทำที่ฝรั่งเศส ซึ่งเวลายกกองไปต่างประเทศ สมมติผมทำสองสัปดาห์เวลามันต้องตามตารางเวลา มันต้องเป๊ะ เบื้องต้นประจานผมกับภรรยาผมแล้วกันครับ ว่าเป็นคนไร้ซึ่งความสามารถ ไม่สามารถทำหนังเรื่องนี้ได้ต่อ แต่ปัญหาไม่ได้มาจากเงินทุน แต่ปัญหาอยู่ที่เรื่องจัดการ ด้วยสติปัญญาผมและภรรยาผมไม่สามารถจัดการได้

ผมมีภาพบางส่วนเพื่อประจานตัวผมเองนะครับ ผมประจานตัวเองว่าหนังไปถ่ายเมื่อ 4 พฤศจิกายน ถ่ายทำราบรื่นดีประมาณสองสามวัน รูปเอามาให้ดู อันนี้ตัวอย่างประกอบนะครับ ต้องทำความเข้าใจว่ารูปที่เอามาให้ดู ไม่ใช่สาเหตุใดๆ ทั้งสิ้น แต่เป็นส่วนหนึ่งของการตัดสินใจ ว่าทำไมผมทำหนังต่อไม่ได้ ด้วยส่วนตัวผม พอผมต้องรีชูต (reshoot) อะไรใหม่ๆ หลายหน เรื่องคอนทินิว (contitue) เสื้อผ้าหน้าผม ผมไม่สามารถทำหนังที่ดีออกมาได้ สู้ผมยอมขาดทุน 8 หลักดีกว่า แล้วผมก็ขาดทุนไปเลย แล้วพับโปรเจกต์นี้ เดี๋ยวทำอันใหม่ไปเลย พอวันที่ 6 ไปถ่ายก็เกิดเหตุการณ์อากาศเย็นๆ หรืออะไรไม่ทราบได้ อยากจะใส่อย่างนั้นอย่างนี้ แต่ที่ถ่ายมาก่อนใช้ไม่ได้ เมื่อผมบริหารเวลาไม่ได้ ก็พยายามทำให้เต็มที่ มีหลายฉากถ่ายไปก่อนหน้านั้น ใช้ไม่ได้แล้วจะทำยังไง ถ้าทำต่อต้องบินไปถ่ายใหม่ ซึ่งไม่รู้สภาพอากาศ ทำให้ดาราบางท่านรู้สึกหนาวรู้สึกร้อน ไม่สบายกับชุดคอสตูมที่ออกมาหรือไม่"

ทำไมถึงคุมการทำงานไม่ได้? "ยกตัวอย่างนะครับถ้าพูดในกรณีนี้ บางครั้งผมไม่สามารถบังคับจิตใจคนให้เขาทำในสิ่งที่ไม่อยากทำได้ ผมเคารพการตัดสินใจของเขา ผมก็สรุปว่าหนังจะไปต่อได้หรือไม่เฉยๆ" เหตุผลมาจากตัวนางเอก? "ผมใช้คำว่าเนื่องจากผมเป็นคนตกลงใจให้เขาเปลี่ยน เพื่อให้มีการถ่ายทำได้ทุกวัน ครึ่งหนึ่งผมรับไว้ก่อน บางครั้งเราซื้อบทเรียนราคาแพงให้กับตัวเอง ก็เป็นข้อจดจำที่ดี เรื่องนี้ไม่คิดนำมาบอกหรือพูดว่าเพราะเป็นอะไร เป็นความอับอายของผมกับภรรยา เพราะมันทำไม่สำเร็จ ถ้าเกิดเข้ามารับเงินเงียบๆ ให้หายไป ไม่รบกวนเวลาพี่ๆ สื่อมวลชน ให้มา ณ วันนี้ตรงนี้ เขามาบอกเบี้ยวด้วย แล้วไม่เข้าใจทำไมถึงเลิก ก็เลยขอมาพูดในส่วนนี้อยากทำความเข้าใจเฉยๆ"

ได้อธิบายสาเหตุที่เลิกทำหนัง ให้ทางนั้นรับรู้ไหม? "ผมได้บอกทางผู้จัดการของเขาไปแล้ว นั่นคือความล่าช้าที่คุณซูซี่ได้รับเงินด้วย จากข้อเท็จจริง จะมีคิวถ่ายที่เมืองไทยประมาณ 4-5 คิว พอแจ้งว่าปลายเดือนก.พ.จะหมดสัญญา คุณนุก็มาถามว่าจะขอคิวคุณซูซี่อย่างไร เพราะว่าจะได้บอกให้ซูซี่กลับมาจากต่างประเทศ แต่ผมบอกว่าผมไม่ถ่ายทำต่อแล้ว ถึงเวลามารับเช็คได้เลย เขาก็ถามว่า มันมีปัญหาอะไรเพราะเขาไม่ได้ไปด้วย คนที่เป็นฟอลโลเวอร์คุณซูซี่คือมารดาคุณซูซี่ ผมก็เล่าว่ามันก็มีปัญหาเยอะตั้งแต่เรื่องการเดินทางไป เรื่องการทำงาน เรื่องเสื้อผ้า การเข้าใจในบทที่ดาราได้รับไป พอเล่าเหตุการณ์ทั้งหมดให้คุณนุทราบ เขาก็บอกว่าผมเกิดความเสียหาย ผมก็บอกว่ามีความเสียหายอยู่แล้วแหละ แต่ผมมีหน้าที่ต้องทำอะไร ก็ต้องทำให้ครบถ้วนกับทุกคนตามสัญญา เขาก็บอกว่าเดี๋ยวเขาจะไปคุยกับทางดาราให้ จะเอายังไงก็จะโทรบอกผม

หลังจากนั้น ก็ไม่ได้ติดต่อกับคุณนุ เขาบอกว่าติดต่อมาหาผม เพื่อจะไปคุยกับดาราในสังกัดของเขาก่อน มันก็ไม่ใช่หน้าที่ของผมที่ต้องไปถามว่า คุยแล้วได้ความว่าอย่างไร เพราะเบื้องต้นผมบอกแล้วว่าถึงเวลาก็เข้ามารับเงินได้ หน้าที่ผมต้องทำอะไรให้ผมก็จะทำ ผ่านไปจนก่อนช่วงสงกรานต์ มีคนชื่อกุ้งโทรเข้ามา ซึ่งผมบอกว่าผมไม่ให้เงินกับทางบัญชี เพราะบัญชีถามว่าต้องปล่อยเงินหรือไม่ ผมบอกผมไม่รู้จักคนชื่อกุ้ง ขออนุญาตโทรถามคนชื่อนุก่อนว่า มันคืออะไรใครคือกุ้ง ถ้านุอยากเอาเงินก็เข้ามาเองเลย ซึ่งไม่ใช่เรื่องยากเย็นอะไรเลย ตอนเซ็นสัญญาก็เข้ามาเซ็นที่นี่ รับเงินที่นี่ ผมไม่รู้ว่าเขาสื่อสารกับดาราเขาอย่างไร เรื่องถึงออกมาอย่างที่เห็น"

หนังเรื่องนี้ จะทำต่อหรือไม่? "ต้องถามภรรยาผม ในฐานะเคยเป็นดาราและมีมาตรฐานทางวิชาชีพเหมือนกัน ผมไม่ทราบว่าต้องทำยังไง ผมก็สนับสนุนเขาในสิ่งที่เขาอยากทำ" พิงกี้ พูดบ้าง "ถ้าพูดถึงเรื่องนี้คงไม่สามารถไปต่อได้ จริงๆ เรามีโปรเจกต์ของเราสองคน ที่พี่ๆ สื่อไม่ค่อยได้เห็นเรา คือเรามีงานทำทั้งด้านหนังสือ และละคร แต่ทำกันเงียบๆ ไม่ได้เริ่มต้นให้พี่ๆ รับทราบ ณ ตอนนี้เรากำลังเคลียร์งานกันอยู่" ความเสียหายที่เกิดขึ้น หลังจากที่หนังไม่ได้ทำต่อ? "เสียหาย 8 หลัก ลองนับดูนะ ราวๆ นั้น (โปรดักชั่นทำไมไม่เปลี่ยน) คือไปถ่ายที่ฝรั่งเศส สมมติผมอยากเชิญคุณไปเล่น คุณก็ต้องขอวีซ่ามั้ย ไม่ใช่ผมเปลี่ยนตัวปุ๊บ อีกคนจะมาเล่นได้เลย ใช่ไหม แล้วปัญหาบางคนโดนรีเจ็กต์ (reject) วีซ่า ต้องเรียกพวกลูกครึ่งที่บินมาได้เลยมาช่วย มีหลายๆ อย่างประกอบกัน แต่หลักๆ คือตัวเมน (main) ไม่ได้ว่านะ คือบางทีอาจไม่มีการคอนเซ็นเทรต (concentrate) บางวันเข้าใจ บางวันก็ไม่เข้าใจ มีบางฉากใช้เวลาทำเยอะบางที 3-4 ชม. บางวันก็ทำถึงเช้า"

จะถอดซูซี่อยู่แล้วหรือเปล่า ก่อนจะเกิดเรื่อง? "ผมไม่มีความคิดจะถอดเขาอยู่แล้ว คือคนที่เลือกมาเชื่อศักยภาพ เชื่อในมาตรฐานวิชาชีพอันพึงมี พึงกระทำของบุคคลนั้นอยู่แล้ว สมมติผมจ้างภรรยามาเล่น ผมไม่ได้มองว่าเขาเป็นภรรยาแล้ว มองเป็นนักแสดงต้องมีมาตรฐาน มีจริยธรรมของเขา กรุณาอย่าไปทวีตบอกว่า ผมว่าใครไม่มีคุณธรรม เพราะผมพูดถึงมาตรฐานวิชาชีพของแต่ละบุคคล ว่าควรเป็นอย่างไร ผมไม่ได้บอกว่าใครไม่ดี แต่บอกว่าผมทำไม่ได้ เพราะสิ่งที่ผมคิด ผมคิดผิด และผมบริหารเวลาไม่ได้" ทางนั้นน่าจะดิสเครดิตหรือเปล่า? "ผมบอกว่าผมมาค้าขาย ผมไม่ได้มาค้าความ สมมติถ้าผมฟ้องหมิ่นประมาท สื่อคนไหนลงผมฟ้องด้วย ผมฟ้องปุ๊บ ผมฟ้องละเมิด ขายข่าวผม บังเอิญผมไม่ใช่ดารานะ ผมทำธุรกิจ ต้นทุนผมเรียกแพงมาก ผมฟ้องคุณละเมิด คุณหมิ่นประมาทผม คุณขายข่าวแพร่หลาย ทำให้ผมสองคน พูดง่ายๆ ภาษาชาวบ้าน พอผมชนะแล้วคุณมีความผิดรอลงอาญา คุณต้องประกาศสื่ออะไรลงสื่อสามวัน ลงหนังสือเอบีซีหัวดัง แต่พอไปลงหนังสือ คุณลงหนังสือเสียงอ่างทองของศาล ใครซื้ออ่าน มันไม่ใช่เรื่อง ถ้าคุณเข้าใจผิดก็ไม่ต้องค้าความกัน คุณขอโทษผมสิก็จบกัน"

ต้องการให้ทางนั้นออกมาขอโทษต่อหน้าสื่อ? "ผมพูดตรงๆ วันนั้นผมผิดหวังกับทัศนคติของคุณซูซี่ที่มีต่อผมและบริษัทผม ผมก็คิดว่าถ้าคุณจะทวงเงินผ่านสื่อ ฉะนั้นคุณก็ต้องมารับเงินผ่านสื่อไหม เพราะเงินก็รอคุณอยู่ คุณไม่เดินมาเอา แล้วคุณมาชี้หน้าด่าผมว่าขี้โกง ผมทำอะไรให้คุณเกลียดมากขนาดนี้เลยหรือเปล่า ถ้าผมบ่ายเบี่ยง คุณมาเอาปุ๊บ เราไม่มีตังค์ก็เข้าใจแต่นี่ไม่เคยเข้ามาเอาเลย แล้วจะหาว่าผมโกงได้อย่างไร ถ้าอยากรับต่อหน้าสื่อ พรุ่งนี้ก็มารับสี่โมงเย็นแค่นั้นเอง ผมให้เงินก่อนได้เลยนะ ผมพูดจริงๆ มันเป็นหน้าที่ต้องทำ เขามารับด้วยตนเองผมต้องให้ แต่ถามว่าสิ่งที่คุณซูซี่พูดมันเรียกคืนมาได้ไหม มันก็เรียกคืนไม่ได้ ความที่คนเข้าใจผิดไปแล้วผมก็แก้ไม่ได้ ผมตกเป็นจำเลยสังคมมันยุติธรรมกับผมไหม ก็ต้องวิ่งหาความยุติธรรมมีศาลอยู่ ซึ่งผมไม่อยากค้าความ คุณขอโทษผมดีกว่าก็จบกัน"

ถ้าไม่ขอโทษ จะเกิดการฟ้องร้องเกิดขึ้น? "ก็เป็นสิ่งที่พึงกระทำ พรุ่งนี้ถ้ามารับเงินก็เป็นหน้าที่ที่ผมต้องทำ ถ้าผมไม่ทำผมห่วย ถ้าผมเหยียบเท้าคุณ แล้วผมไม่ขอโทษ ผมเป็นยังไง ผมก็ถามคุณแค่นี้ ถ้าไม่ทุเรศผมก็เอาเท้าไปเหยียบ เบื้องต้นเขาพูดต่อหน้าสื่อมวลชน เสร็จปุ๊บผมไปขอโทษคุณ ยกพานคลานเข่าไปขอโทษต่อหน้าสื่อมวลชนใหม่ คนที่รับรู้ข่าวสารก็ว่าผมไปแล้ว ตอนนี้ผมออกมาปกป้อง ใช้สิทธิ์โดยชอบธรรมในการพูด ไม่ได้ตอบโต้นะ แต่ชี้แจงข้อเท็จจริง"

จากข่าวนี้กลัวกระทบงานในวงการไหม? พิงกี้ "ไม่ค่ะ คือตอนนี้เราสองคนไม่ได้อยู่ในแวดวงที่ทุกคนจะเห็น เพราะตอนนี้เราทำงานเบื้องหลัง มีธุรกิจหลายอย่างที่ต้องดำเนินอยู่ ณ ปัจจุบัน วันๆ แทบไม่ได้กินข้าวกันสองคน ก็ทำงาน สิ่งที่กระทบคือตอนนี้ เราเป็นสามีภรรยากัน เพราะฉะนั้นสิ่งที่พี่เพชรพูด ก็อธิบายแจ่มแจ้งอยู่แล้ว ว่าเราทำอะไรทุกอย่างก็เป็นคู่กัน ฉะนั้นสิ่งที่ทำถูกต้องก็คือสิ่งที่พี่เพชรบอก" ถ้าทางนั้นขอโทษผ่านสื่อไปแล้ว ก็สามารถร่วมงานได้? "ผมไม่มีปัญหานะครับ เบื้องต้นจริยธรรม มาตรฐานวิชาชีพ คุณเป็นสื่อมวลชน ผมสะดวกใจอย่างยิ่งจะร่วมงานกับคุณซูซี่ ผมไม่ได้ติดใจหรือเกลียดชังหรือใช้หน้าที่กลั่นแกล้งดูถูกดูหมิ่น ผมไม่เคยคิด" ยังไงก็ไม่ทำหนังเรื่องนี้ต่ออีกแล้วใช่มั้ยคะ? "ถ้าโปรเจกต์นี้สะดุด มันพักไว้ก่อน มีโปรเจกต์ใหม่ยังไงก็มีผลงานมาให้ดูอยู่ดี" ทำหนังอีกรอบต้องเตรียมตัวให้ดีๆ? "ตอนนั้นไร้เดียงสามาก ตอนนี้ต้องคิดแล้วคิดอีก นอนก็เอาไปฝันต่อครับผม แน่นอนครับผม"

เรื่องดาราคู่หนึ่ง ค้างค่างานแต่ง? "เรื่องนี้เป็นเรื่องตลกของผม หนึ่งคนเขียนผ่านโซเชียลมีเดีย ทุกคนอ่านก็เหมือนใบ้หวย การดำเนินงานของผมราบรื่นดี แล้วขอบคุณคนมาจัดงานให้ เป็นทีมงานของพวกเพลินวาน ทำอยู่ที่หัวหินเป็นเพื่อนผมเอง ขอบคุณมากที่มาช่วย เรื่องเงินทองมันไม่เข้าใครออกใคร รีบจ่ายไปก่อนดีกว่า ก่อนงานเสร็จจ่ายไปหมดแล้ว เรื่องนี้ผมถือว่าไร้สาระได้มั้ย ทุกคนมีสิทธิ์สงสัยคิดได้ต่างๆ นานา แต่ว่าข้อเท็จจริงถ้าเราไม่ได้ทำ ผมก็พยายามตีความหวยนี้เหมือนกัน ว่าเป็นใคร" พิงกี้ "ก็ตีความกันอยู่ว่าใครน้า เหมือนเราเป็นคนธรรมดาประชาชน เราก็งงมากที่เขาบอกว่าเป็นเรา เดี๋ยวต้องมาถามเราแน่ๆ" เพชร "คนที่รู้ดี น่าจะเป็นคนที่อยู่หลังกล้องด้วย (หัวเราะ)" ตกใจกับข่าวนี้มั้ย? "มันเรื่องน่าหัวเราะ" พิงกี้ "ก็มันเรื่องน่าหัวเราะ ช่วงนั้นคนก็แต่งกันเยอะอยู่แล้ว เราก็นั่งคิดว่าเป็นใครแต่ก็แบบ เฮ้ย อย่าคิดว่าเป็นเรานะ เพราะของเรามันปีก่อนโน้นแล้ว ทุกอย่างเรียบร้อยด้วยค่ะ"

กำลังตั้งท้องหรือไม่? พิงกี้ "โอ้โห อาจดูเหมือนมีน้อง เพราะแขนล่ำขนาดนี้ (หัวเราะ) ค่อนข้างดูเหมือนแต่ยังไม่มีค่ะ" เพชร "ก็คิดว่าตอนนี้ธรรมชาติอยู่ ถ้าธรรมชาติไม่อำนวยก็พึ่งวิทยาศาสตร์ในเร็ววัน เบื้องต้นโทรหาหมอก่อน หมอบอกว่าให้ธรรมชาติไปก่อน ประเพณีปฏิบัติต้องปีครึ่ง ก็บอกปีครึ่งนานไป ปีเดียวก็พอ (หัวเราะ) เรื่องทำกิฟต์ก็เป็นขั้นตอนไปเรื่อยๆ ฉีดเชื้อก่อน สองหนสามหนไม่ได้ก็ทำกิฟต์ มันมีสเต็ปของมันไปเรื่อยๆ ตอนนี้ก็ศึกษามาหมดครบถ้วนทุกขั้นตอน ช่วงนี้กี้ดูมีน้ำมีนวลไหมฮะ ทำให้คนๆ หนึ่งมีความสุขก็ไม่ต้องดูแลอะไรมาก" พิงกี้ "จ้ะ!!! (หัวเราะ)" เพชร "ปีนี้คงไม่ทันก็อาจจะปลายปี" พิงกี้ "อาจได้เห็นกันปีหน้า ปีนี้ยังไม่มี ก็ภาวนาให้มีเร็วๆ ค่ะ" เพชร "ใกล้ๆ วันเกิดคุณก็ทำบุญกันใช่ไหม" พิงกี้ "ค่ะ ก็ใกล้วันเกิดก็อยากทำบุญ" เพชร "ผมเชิญสภากาชาดไทยมาบริจาคเงิน (1,000,000) เพื่อเป็นสิ่งที่ดี ได้ความรู้สึกดีๆ กลับไป".

ร้อนใจไม่น้อย เดี๋ยวจะพูดจากันไปเลยเถิดเสียหายไปมากกว่านี้ ในที่สุดหนุ่มไฮโซนักธุรกิจพันล้าน เพชร อิทธิ ชวลิตธำรง ก็ควงภรรยายังพริ้ง พิงกี้ สาวิกา ออกมาแถลงข่าว 11 มิ.ย. 2558 13:54 ไทยรัฐ