วันอังคารที่ 22 พฤษภาคม พ.ศ. 2561
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

Apple Music บริการฟังเพลงออนไลน์จากแอปเปิล

โดย มาร์ค Blognone

สัปดาห์นี้มีงานใหญ่ประจำปีของแอปเปิลคืองาน WWDC 2015

งาน WWDC เป็นงานสัมมนาสำหรับนักพัฒนาโปรแกรม แต่ที่ผ่านมาแอปเปิลก็ใช้เวทีงานนี้เปิดตัวซอฟต์แวร์ใหม่ๆ หลายอย่างที่ส่งผลกระทบต่อผู้ใช้งานทั่วไปด้วย ตัวอย่างซอฟต์แวร์ที่เปิดตัวในงานนี้ทุกปีคือ iOS เวอร์ชั่นใหม่ รวมถึง OS X ระบบปฏิบัติการสำหรับเครื่องแมคด้วย

งานปีนี้แอปเปิลเปิดตัว OS X รุ่นใหม่ที่มีชื่อเรียกว่า El Capitan, iOS รุ่นใหม่ที่นับเวอร์ชั่นมาถึงเลข 9 แล้ว และระบบปฏิบัติการสำหรับนาฬิกา Apple Watch ที่พัฒนามาจนถึงรุ่นที่สอง หลังจากออกรุ่นแรกพร้อมกับนาฬิกาไปเมื่อต้นปี

สิ่งที่เป็นของใหม่ในงานคือบริการเพลงออนไลน์ Apple Music ที่ลือกันมานานหลายปี ในที่สุดก็ได้ฤกษ์เปิดตัวกับเขาสักที

Apple Music พัฒนามาจากบริการเพลงออนไลน์ Beats Music ของบริษัทหูฟัง Beats Electronics เมื่อปี 2014 ตอนนั้นหลายคนสงสัยกันว่าแอปเปิลทุ่มเงินถึง 3 พันล้านดอลลาร์เพื่อซื้อ Beats ไปทำไม ตอนนี้คำตอบค่อยๆ คลี่คลายออกมาแล้วว่าจริงๆ แอปเปิลอยากได้ส่วนของกิจการเพลงมากกว่ากิจการหูฟัง (แต่กิจการหูฟังก็ยังทำเงินดีอยู่นะครับ)

แกนหลักของ Beats Music ไม่ใช่เทคโนโลยีไอที แต่เป็นผู้ก่อตั้งบริษัททั้งสองคนคือศิลปินฮิปฮอป Dr. Dre และอดีตผู้บริหารค่ายเพลง Jimmy Iovine

ตัวของ Iovine อาจไม่เป็นที่รู้จักในสายตาคนทั่วไปมากเท่ากับ Dr. Dre (ที่ใช้เป็นพรีเซ็นเตอร์หูฟังได้เป็นอย่างดี) แต่ในอุตสาหกรรมเพลงแล้ว Iovine ถือเป็นตัวจริงคนหนึ่งของวงการ มีคอนเนกชั่นกว้างขวางทั้งในฝั่งศิลปินและผู้บริหารค่ายเพลง น่าจะมีส่วนช่วยไม่น้อยในการต่อรองเรื่องลิขสิทธิ์และส่วนแบ่งรายได้ของเพลงที่จะนำมาใช้งานใน Apple Music

ประเด็นเรื่องลิขสิทธิ์และส่วนแบ่งรายได้ถือเป็นเรื่องใหญ่ของวงการเพลงออนไลน์นะครับ เนื่องจากผู้ประกอบธุรกิจเพลงออนไลน์เกือบทั้งหมดเป็นบริษัทไอที ที่ไม่ได้เป็นเจ้าของลิขสิทธิ์เพลงเอง ดังนั้นบริษัทเหล่านี้จึงต้องเจรจากับค่ายเพลงรายใหญ่เพื่อขอนำเพลงมาให้บริการ แน่นอนว่าต้องหักส่วนแบ่งรายได้ส่งคืนเจ้าของลิขสิทธิ์เพลงด้วย

ในอดีตสมัยแอปเปิลเริ่มทำบริการขายเพลงออนไลน์ iTunes ใหม่ๆ แอปเปิลก็ต้องเจรจากับค่ายเพลงเหล่านี้ โชคดีว่าช่วงนั้นค่ายเพลงยังไม่ค่อยสนใจธุรกิจนี้มากนัก บวกกับความเก่งเฉพาะตัวของสตีฟ จ็อบส์ ในการเจรจาต่อรอง ทำให้แอปเปิลได้ดีลที่ดีพอสมควรมาทำ iTunes Store จนประสบความสำเร็จแบบพลุแตก

แต่โลกไอทีในอีกสิบปีให้หลังนั้นต่างไป วงการเพลงเปลี่ยนจากการขายขาดเพลงเป็นไฟล์แบบ iTunes มาเป็นบริการ “จ่ายเหมา ฟังได้ไม่อั้น” ซึ่งก็มีบริษัทหน้าใหม่หลายรายพยายามเข้ามาชิงเค้กก้อนนี้ ตัวอย่างบริษัทชื่อดังก็อย่างเช่น Spotify หรือ Rdio แต่ก็ยังมีบริษัทรายย่อยอื่นๆ ที่พยายามบุกเข้ามาตลาดนี้เช่นกัน ตัวอย่างที่เข้ามาทำตลาดในบ้านเรามีทั้ง Deezer (จับมือกับดีแทค), KKBox (จับมือกับ AIS) รวมถึง TIDAL บริษัทน้องใหม่ที่กำลังดังเพราะมีจุดขายที่ไฟล์เพลงคุณภาพสูง

กูเกิลเองก็มีบริการเพลงออนไลน์แบบเหมาจ่ายถึงสองตัวคือ Google Play Music All Access และ YouTube Music Key แต่ยังไม่เข้ามาทำตลาดเมืองไทย แถมกูเกิลดูจะไม่ค่อยทุ่มเทให้กับบริการตัวนี้เท่าไรนัก (อารมณ์ว่ามีก็ดี เติมเต็มสายผลิตภัณฑ์ แต่คงไม่ใช่ผลิตภัณฑ์หลักของบริษัทแบบ Google Search)

Apple Music ถือว่ามาช้ามากเมื่อเทียบกับสภาวะการแข่งขันในตลาด ตรงนี้ผมมองว่าเป็นปัญหาภายในของแอปเปิลเอง ที่อาจยึดติดกับระบบขายเพลงของ iTunes แบบเดิม จนไม่สามารถก้าวข้ามความสำเร็จของตัวเองมาทำบริการเพลงแบบสตรีมมิ่งได้เร็วเท่าที่ควร

แต่ไม่ว่าเหตุผลจะเป็นอย่างไรก็ตาม สุดท้ายแอปเปิลก็สามารถต่อยอด Beats Music พัฒนาจนออกมาเป็น Apple Music ได้สำเร็จครับ การที่แอปเปิลมาช้ากว่าใครเพื่อน ทำให้แอปเปิลต้องเร่งดันสุดตัวเพื่อผลักดันให้ Apple Music ประสบความสำเร็จให้จงได้
ยุทธศาสตร์ของแอปเปิลมีตั้งแต่สร้างฟีเจอร์บางอย่างให้แตกต่างกว่าคู่แข่ง เช่น มีระบบโซเชียลติดตามศิลปินในชื่อว่า Connect และมีสถานีวิทยุออนไลน์ 24 ชั่วโมงชื่อ Beats 1 ให้ฟังเพลงแบบมีดีเจได้แบบสดๆ ตลอดเวลา

ในแง่ฐานผู้ใช้ ลูกค้าของแอปเปิลทั้งหมดจะสามารถใช้งาน Apple Music ได้ทันทีโดยไม่ต้องทำอะไรเพิ่ม (ผู้ใช้ iOS สามารถกดใช้งานจากแอพ Music ของระบบได้เลย) ปัจจุบันแอปเปิลมีฐานผู้ใช้ iOS อยู่ราว 1 พันล้านเครื่อง ทำให้บริษัทสามารถอาศัยฐานนี้กระตุ้นให้มาเป็นสมาชิก Apple Music ได้ง่ายกว่าคู่แข่ง เพราะไม่ต้องลงแอพอะไรเลยก็ใช้งานได้

เท่านั้นยังไม่พอ แอปเปิลยังแหวกขนบธรรมเนียมของตัวเอง โดยการประกาศว่าจะออกแอพ Apple Music บน Android และ Windows ด้วย เรียกว่าผลักดันกันสุดๆ ทำอย่างไรก็ได้ให้ฐานลูกค้า Apple Music กว้างไกลที่สุดเท่าที่เป็นไปได้ โดยที่ผู้ใช้ไม่จำเป็นต้องมีอุปกรณ์ iOS ไว้ใช้งานเลย

สุดท้าย ประเด็นเรื่องราคาของ Apple Music ยังมีความน่าสนใจพอสมควร ค่าสมาชิกรุ่นปกติอยู่ที่ 9.99 ดอลลาร์ต่อเดือนเท่าคู่แข่งรายอื่น แต่แอปเปิลจัดหนักด้วยสมาชิกแบบ Family ที่ราคาเพิ่มมาเป็น 14.99 ดอลลาร์ ใช้งานได้มากถึง 6 คน (หารกันออกมาแล้วก็ไม่กี่เหรียญ) ราคานี้ถือว่ากระตุ้นตลาดไม่น้อย และบีบให้คู่แข่งอย่าง Spotify ต้องออกมาประกาศว่าจะลดราคาสู้ให้ได้ระดับเดียวกัน

อย่างไรก็ตาม เส้นทางของ Apple Music ใช่ว่าจะสดใสไปซะทั้งหมด เพราะจากรีวิวของสื่อต่างประเทศที่ได้ลองใช้บริการตัวนี้ ผลออกมาคือดีระดับกลางๆ ทำงานได้ไร้ปัญหา แต่กลับยังไม่มีจุดเด่นเพียงพอที่จะดึงดูดลูกค้าที่ใช้บริการเพลงออนไลน์ค่ายอื่นอยู่แล้วได้ อันนี้ต้องรอดูกันในระยะยาวว่าแอปเปิลจะมีหมัดเด็ดมาพลิกเกมได้มากน้อยแค่ไหนครับ

มาร์ค Blognone

11 มิ.ย. 2558 09:20 ไทยรัฐ