วันศุกร์ที่ 20 เมษายน พ.ศ. 2561
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

ซ่อนปมเตรียมอยู่ยาว! ชำแหละร่างแก้ รธน.ชั่วคราว57


ข่าวการเมืองสัปดาห์นี้ เห็นทีจะไม่มีข่าวไหนใหญ่เท่ากับข่าวการประชุมร่วมระหว่างคณะรัฐมนตรี (ครม.) กับ คณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) เพื่อพิจารณาร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญชั่วคราว หรือร่างรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย (ฉบับชั่วคราว พ.ศ.2557) แก้ไขเพิ่มเติม พ.ศ.2558 ส่งไปยังสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ซึ่งนายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรีที่ดูแลงานด้านกฎหมายของรัฐบาล ถึงกับออกมาแถลงข่าวนี้ด้วยตนเอง

อาจารย์วิษณุบอกว่า ที่ประชุมเห็นชอบให้ส่งร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญชั่วคราว ใน 7 ประเด็น ประกอบด้วย

1.ให้แก้ไขคุณสมบัติและลักษณะต้องห้ามของ สนช. จากเดิมที่เคยระบุว่าต้องไม่เคยถูกเพิกถอนสิทธิเลือกตั้ง จึงจะสามารถเข้ามาเป็น สนช. หรือรัฐมนตรีได้ ให้ยกเลิกเงื่อนไขนี้ แต่ไม่เกี่ยวกับผู้ถูกตัดสิทธิจากคดีทุจริต

2.ในตำแหน่งที่ต้องถวายสัตย์ปฏิญาณต่อพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เพื่อไม่ให้เป็นพระราชภาระมากเกินไป จึงแก้ไขให้ถวายสัตย์ปฏิญาณ นอกจากการถวายสัตย์ฯต่อหน้าพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวแล้ว ยังสามารถถวายสัตย์ฯต่อหน้ารัชทายาท หรือผู้แทนพระองค์ได้ ตามที่ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯแต่งตั้ง

3.ขยายเวลาการทำงานให้ กรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ จากเดิมที่ต้องพิจารณาข้อแก้ไขเพิ่มเติมร่างรัฐธรรมนูญให้แล้วเสร็จภายใน 60 วัน ขยายให้อีกไม่เกิน 30 วัน รวมเป็น 90 วัน

4.เมื่อ สปช.เห็นชอบร่างรัฐธรรมนูญ กำหนดให้ต้องมีการนำร่างรัฐธรรมนูญไปทำประชามติ โดยให้คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) กำหนดหลักเกณฑ์ กติกา เงื่อนไข โดยผ่านความเห็นชอบของ สนช. แต่ถ้ามีการขัดขวางการทำประชามติ กกต.ไม่สามารถกำหนดโทษได้ โดยต้องนำ พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการออกเสียงประชามติ พ.ศ.2552 มาบังคับใช้ ส่วนจะทำประชามติเมื่อใดนั้น กำหนดให้ต้องมีการแจกจ่ายร่างรัฐธรรมนูญให้กับประชาชนอย่างน้อยร้อยละ 80 ครัวเรือน หรือประมาณ 19 ล้านครัวเรือน จากนั้น กกต.จะเป็นผู้กำหนดวันออกเสียงประชามติ โดยต้องไม่น้อยกว่า 30 วัน แต่ไม่ช้ากว่า 45 วัน คาดว่าจะออกเสียงประชามติได้ในช่วงปลายเดือน ม.ค. หรือต้นเดือน ก.พ.2559

นอกเหนือจากคำถามว่าจะรับหรือไม่รับร่างรัฐธรรมนูญ อาจจะมีการสอบถามประชามติในประเด็นอื่นด้วย โดย สภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) และ สนช. สามารถทำคำถามเข้ามาได้ฝ่ายละ 1 คำถาม จากนั้นให้ส่งมายัง ครม. ถ้า ครม.เห็นชอบ ก็จะให้ กกต.จัดทำประชามติในครั้งเดียวกัน แต่ถ้าผลของประชามติของคำถามอื่นขัดแย้งกับรัฐธรรมนูญ ก็กำหนดให้ กมธ.ยกร่างฯปรับแก้ไขร่างรัฐธรรมนูญให้สอดคล้องคำถามอื่นภายใน 30 วัน และส่งให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่า สอดคล้องกับประชามติหรือไม่ จากนั้นก็ส่งมาให้นายกรัฐมนตรีทูลเกล้าฯ

5. เมื่อสภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) ลงมติเห็นชอบหรือไม่เห็นชอบร่างรัฐธรรมนูญก็ตาม ถือว่าภารกิจเสร็จสิ้นลงแล้ว ก็ให้ยุบ สปช.พร้อมให้ตั้ง “สภาขับเคลื่อนปฏิรูปประเทศ” มีสมาชิกไม่เกิน 200 คน นายกรัฐมนตรีเป็นผู้แต่งตั้ง โดยไม่ต้องนำความขึ้นทูลเกล้าฯ อาจเคยเป็น สปช.ชุดเดิมก็ไม่ขัดข้องเพื่อมาทำหน้าที่เสนอแนะการปฏิรูปเท่านั้น ไม่เกี่ยวกับการร่างรัฐธรรมนูญอีก โดยอายุของสภาขับเคลื่อนปฏิรูปประเทศ จะมีอายุตามที่รัฐธรรมนูญฉบับใหม่ระบุ

6.ถ้า กมธ.ยกร่างรัฐธรรมนูญ 36 คน สิ้นสุดลงไม่ว่ากรณีใด ก็ให้ตั้งกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ 21 คน ประกอบด้วยประธาน 1 คน กรรมการ 20 คน ซึ่งอาจตั้ง กมธ.ยกร่างรัฐธรรมนูญคนเดิมได้ด้วย เพื่อมายกร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ และรับฟังความเห็นประชาชนภายใน 180 วัน เมื่อร่างเสร็จก็ให้ทำประชามติอีกครั้ง ทั้งนี้ หากร่างรัฐธรรมนูญไม่ผ่านประชามติ ก็อาจจะมีการหยิบยกรัฐธรรมนูญฉบับใดฉบับหนึ่งขึ้นมาพิจารณาแก้ไขปรับปรุง

7.แก้ไขถ้อยคำภาษา เลขมาตราที่เคลื่อน

ทั้งนี้ คาดว่าจะส่งร่างแก้ไขเพิ่มเติมฯ ดังกล่าวให้ประธาน สนช.พิจารณาภายในสัปดาห์นี้ โดยที่ สนช.ไม่สามารถปรับแก้ร่างนี้ได้ เพียงแค่เสนอแนะตั้งข้อสังเกตได้เท่านั้น อย่างไรก็ตาม รัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราวที่มีการแก้ไขเพิ่มเติมนี้ยังคงมี 48 มาตรา ซึ่งมาตรา 44 ก็ยังมีอยู่

ส่วนกรณีการเปิดให้ถามคำถามอื่นได้ควบคู่กับการทำประชามติรับหรือไม่รับร่างรัฐธรรมนูญ จะหมายถึงคำถามที่ว่าจะให้ คสช.และรัฐบาลอยู่ต่อ 2 ปีด้วยหรือไม่ อาจารย์วิษณุบอกว่า ไม่ใช่ แต่อาจเป็นคำถามอื่นด้วยก็ได้ ซึ่งประเด็นถามให้อยู่ต่อ 2 ปีหรือไม่ก็ถามได้ แต่คำถามนี้ต้องผ่านด่าน สปช. และ สนช.ให้ได้ก่อน โดยต้องได้เสียงเกินกึ่งหนึ่ง เมื่อผ่านแล้วก็ต้องมาผ่านด่าน ครม. ซึ่ง ครม.ดูแค่ว่าถูกกาลเทศะหรือไม่ในภาวะที่บ้านเมืองเป็นแบบนี้

เมื่อพิจารณาจากแนวคิดในการแก้ไขร่างรัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราวของ ครม.และ คสช.แล้ว ประเด็นที่ไม่ได้อยู่เหนือการคาดหมาย เพราะเป็นประเด็นที่มีการพูดคุยกันมาก่อนแล้ว นั่นคือ การขยายเวลาการพิจารณาแก้ไขร่างรัฐธรรมนูญของคณะกรรมาธิการยกร่างฯ ออกไปอีก 30 วัน และการนำร่างรัฐธรรมนูญที่ผ่านความเห็นชอบจาก สปช.แล้วไปให้ประชาชนผู้มีสิทธิเลือกตั้งทั่วประเทศออกเสียงแสดงประชามติ

แต่ประเด็นที่เพิ่มขึ้นมาใหม่ 2-3 ประเด็นนั้น บางประเด็นอาจเป็นประเด็นเกี่ยวกับการบริหารราชการแผ่นดิน เช่น การยกเลิกข้อห้ามไม่ให้ผู้ที่เคยถูกตัดสิทธิทางการเมืองดำรงแหน่ง สปช.และรัฐมนตรี รวมทั้งประเด็นเรื่องการลดพระราชภาระของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว

ขณะที่ประเด็นที่เป็นสาระสำคัญที่เพิ่มขึ้นมาใหม่คือ เรื่องการให้ สปช.สิ้นสุดลงทันที เมื่อมีการลงมติเห็นชอบหรือไม่เห็นชอบต่อร่างรัฐธรรมนูญที่คณะกรรมาธิการยกร่างฯ พิจารณาแก้ไขเสร็จแล้ว จากเดิมที่หากให้ความเห็นชอบ สปช. ก็จะอยู่ต่อเพื่อจัดทำร่างกฎหมายเกี่ยวกับการปฏิรูปที่จำเป็นเสนอต่อ สนช.ให้เสร็จสิ้น

ทั้งนี้ ก็จะให้นายกรัฐมนตรีใช้อำนาจแต่งตั้งสมาชิกสภาขับเคลื่อนปฏิรูปประเทศจำนวนไม่เกิน 200 คน เพื่อทำหน้าที่สานต่อกระบวนการปฏิรูปแทน ซึ่งประเด็นนี้ ถูกมองว่า จะเป็นเครื่องมือในการสืบทอดอำนาจของรัฐบาล คสช.หรือไม่ เพราะไม่ได้กำหนดว่า นายกฯ จะต้องแต่งตั้งมาจาก สปช.หรือไม่

นอกจากนี้ ยังมีประเด็นเล็กๆ เรื่องการกำหนดให้มีคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญขึ้นมาจำนวน 21 คน เพื่อมาร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ในกรณีที่รัฐธรรมนูญที่กำลังร่างอยู่นี้ ไม่ผ่านความเห็นชอบของ สปช. หรือการลงประชามติ โดยไม่ได้ปิดกั้นไม่ให้กรรมาธิการร่างรัฐธรรมนูญชุดเดิมมาเป็นกรรมการยกร่างรัฐธรรมนูญอีกไม่ได้

นั่นก็หมายความว่า หากร่างรัฐธรรมนูญฉบับที่กำลังยกร่างกันอยู่นี้ ไม่ผ่านความเห็นชอบจาก สปช. ก็ไม่จำเป็นต้องไปเริ่มกระบวนการนับหนึ่งใหม่ด้วยการตั้ง สปช. และกรรมาธิการยกร่างฯ ชุดใหม่ตามที่รัฐธรรมนูญชั่วคราว 2557 กำหนดไว้ และ สปช.เองก็ไม่ต้องถูกครหาว่า ลงมติให้ความเห็นชอบต่อร่างรัฐธรรมนูญเพราะต้องการอยู่ในตำแหน่งต่อไปเพื่อสานต่องานปฏิรูปที่ตัวเองขึ้นโครงร่างไว้

ในเวลาเดียวกัน ก็ไม่ต้องกังวลใจว่า นักร่างรัฐธรรมนูญมืออาชีพที่อยู่ในคณะกรรมมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญชุดปัจจุบัน จะมาทำหน้าที่ยกร่างรัฐธรรมนูญอีกไม่ได้ หากร่างที่กำลังทำอยู่ไม่ผ่านในขั้นตอนใดขั้นตอนหนึ่ง

อย่างไรก็ตาม หากต้องการดูว่า รัฐบาลและ คสช.ต้องการอยู่ในอำนาจต่อไปอีก 2 ปีเพื่อสานต่อการปฏิรูปประเทศให้สำเร็จก่อนจะมีการเลือกตั้งตามที่มีการเสนอกันมาในสัปดาห์ก่อนหรือไม่ ต้องจับตาไปที่การแต่งตั้งสมาชิกสภาขับเคลื่อนฯ ว่า เต็มไปด้วยสมาชิก สปช.ที่เป็นเด็กดี ไม่เคยสร้างปัญหาให้ สปช.ปวดหัว หรือจะประกอบด้วยคนกลุ่มใหม่ที่มีภาพตัวแทนของกลุ่มผลประโยชน์ต่างๆ อย่างแท้จริง เพราะยังไม่เห็นรายละเอียดว่าสมาชิกสภาใหม่นี้ จะมีที่มาอย่างไร มีกระบวนการสรรหาหรือไม่ หรือนายกรัฐมนตรีจะใช้อำนาจแต่งตั้งเองทั้งหมด

ส่วนปมที่จะมีการซ่อนเงื่อนหรือ “ลับ ลวง หลอก” เอาไว้ในการจัดทำประชามติ คงไม่ใช่ประเด็นที่มีการถามอาจารย์วิษณุว่า จะถามประเด็นว่า อยากให้รัฐบาล คสช.อยู่ต่อไปอีก 2 ปีหรือไม่ เพราะอาจารย์วิษณุเองก็ตอบแล้วว่า ทำไม่ได้ แต่การกำหนดว่าจะให้รัฐบาลชุดนี้ อยู่ต่อไปอีกนานเพียงใดนั้น สามารถเขียนกำหนดไว้ได้ในบทเฉพาะกาลของรัฐธรรมนูญ ซึ่งปรมาจารย์ทางกฎหมายมหาชนอย่างอาจารย์วิษณุและ ศ.ดร.บวรศักดิ์ อุวรรณโณ ประธานคณะกรรมการธิการยกร่างฯ คงจะทราบดีอยู่แล้วว่า จะต้องเขียนไว้อย่างไร

ทีนี้ การลงประชามติว่า จะให้รัฐธรรมนูญผ่านหรือไม่ผ่าน จึงอาจไม่ใช่สาระสำคัญในการตัดสินใจของประชาชนเพียงประการเดียว แต่เท่ากับว่า จะต้องตัดสินใจพ่วงเอาวาระการดำรงอยู่ของรัฐบาล คสช.ที่แฝงอยู่ร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่มาด้วยอย่างแยกกันไม่ออก

ตรงนี้แหละที่จะเป็นตัวบอกว่า รัฐบาลนี้ จะอยู่ต่อไปอีกนานแค่ไหน?

ชวรงค์ ลิมป์ปัทมปาณี
Twitter: @chavarong
chavarong@thairath.co.th 

11 มิ.ย. 2558 07:43 ไทยรัฐ