วันอังคารที่ 20 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2561
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

เลื่อนปลูกข้าวนาปี เหลือน้ำใช้อีก 40 วัน

นายเลิศวิโรจน์ โกวัฒนะ อธิบดีกรมชลประทาน เปิดเผยภายหลังการประชุมคณะอนุกรรมการติดตามและวิเคราะห์แนวโน้มสถานการณ์น้ำ ร่วมกับกรมอุตุนิยมวิทยา กรมทรัพยากรน้ำ การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย และหน่วยงานอื่นๆที่เกี่ยวข้องว่า ขณะนี้สถานการณ์น้ำในภาคกลาง น่าเป็นห่วงมาก เนื่องจาก 4 เขื่อนหลัก อันประกอบด้วย เขื่อนภูมิพล จ.ตาก เขื่อนสิริกิติ์ จ.อุตรดิตถ์ เขื่อนแควน้อยบำรุงแดน จ.พิษณุโลก และเขื่อนป่าสักชลสิทธิ์ จ.ลพบุรี ที่ส่งน้ำหล่อเลี้ยงลุ่มเจ้าพระยา มีปริมาณน้ำมากไม่เพียงพอที่จะส่งใช้เกษตรกรปลูกข้าวนาปีได้เต็มพื้นที่ทั้ง 9 ล้านไร่ได้

“ขณะนี้พื้นที่ลุ่มเจ้าพระยามีการปลูกข้าวนาปีไปแล้ว 2.8 ล้านไร่ แม้ปริมาณน้ำจะมีไม่เพียงพอ แต่กรมชลประทานจะบริหารจัดการน้ำเพื่อพยุงให้ข้าวที่ปลูกไปแล้วให้อยู่รอด ส่วนพื้นที่ยังไม่ได้ลงมือปลูกข้าวอีกประมาณ 6.2 ล้านไร่ กรมชลประทานขอร้องให้ชาวนาเลื่อนการเพาะปลูกออกไปก่อน รอจนกว่าฝนจะมา เพราะกรมชลประทานจะต้องมีการปรับลดการส่งน้ำลง จาก ปัจจุบันที่ปล่อยน้ำลงมาวันละ 45 ล้านคิว จะลดลงเหลือวันละ 30-35 ล้านคิว ทั้งนี้ เพื่อจะได้มีน้ำใช้ไปได้อีก 40 วัน ในกรณีที่ฝนไม่ตก ไม่มีน้ำไหลเข้าเขื่อนเลย”

อธิบดีกรมชลประทาน เผยถึงสาเหตุที่ต้องนำมาตรการให้ชาวนาเลื่อนการปลูกข้าวนาปีมาใช้ เนื่องจากกรมอุตุนิยมวิทยาให้ข้อมูลมาว่า ปีนี้ปริมาณฝนจะน้อยผิดปกติ เห็นได้จากปริมาณน้ำฝนต้นฤดู ในช่วงเดียวกัน มีน้อยกว่าเกณฑ์มาตรฐานค่าเฉลี่ย 30 ปี ภาคกลางมีฝนต่ำกว่าเกณฑ์มากถึง 69% ส่วนภาคเหนือซึ่งเป็นพื้นที่ต้นน้ำของเขื่อนทั้ง 4 แห่ง ฝนก็น้อยกว่าค่าเฉลี่ยมากถึง 59% ทั้งนี้ สาเหตุมาจากได้เกิดปรากฏการณ์เอลนีโญในมหาสมุทรแปซิฟิก และกรมอุตุนิยมวิทยาได้คาดหมายว่า ฤดูเพาะปลูกปีนี้ ฝนจะมีปริมาณน้อยไปจนถึงสิ้นปี และโอกาสที่จะมีพายุพัดเข้าไทยเพื่อเติมน้ำให้กับเขื่อนจะมีน้อยมากเช่นกัน.