วันเสาร์ที่ 24 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2561
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

รอลุ้นหวยใหม่ เลขสามตัวหน้า

“คนจน ชอบเล่นหวย คนรวย ชอบเล่น หุ้น” สัจธรรมดังว่า แม้จะพูดกันมาหลายสิบปีวันนี้ยังคงจริง

ดร.ฐนิตพงศ์ ชื่นภิบาล แห่ง บลจ.กรุงศรี จำกัด เคยเขียนถึงโอกาสในการถูกรางวัลจากการซื้อลอตเตอรี่ หรือสลากกินแบ่งรัฐบาล เปรียบเทียบกับการเล่นหุ้น ไว้ในคอลัมน์ “Money Cafe” กรุงเทพธุรกิจ ฉบับวันที่ 23 มีนาคม 2557 เอาไว้น่าคิด

เขาบอกว่า โอกาสที่ผู้ซื้อสลากฯในประเทศไทย จะถูกเงินรางวัลเลขท้าย 2 ตัว มีอยู่เพียง 1 ใน 100 หรือแค่ 1% เท่านั้น

ฐนิตพงศ์บอกว่า มองในมุมกลับ โอกาสที่ผู้เสี่ยงโชคจะผิดหวัง หรือไม่ถูกรางวัลเลขท้าย 2 ตัว มีอยู่สูงถึง 99%

แม้ว่าผู้ชอบเสี่ยงโชคทั้งหลายจะรู้ดีว่าโอกาสพลาดรางวัลมีอยู่สูงลิบ แต่ต้องไม่ลืมว่า การพนันเป็นสินค้าเสพติด (Addictive Goods) อย่างหนึ่ง และผู้ที่ชอบเสี่ยงโชคจากการพนัน คือ ผู้ที่มักต้องการหาความสุข หรือความตื่นเต้นเร้าใจจากการได้ลุ้น ฉะนั้นมีหรือจะอดใจได้

ยิ่งไปกว่านั้น เมื่อเทียบกับโอกาสที่จะถูกรางวัลที่ 1 ซึ่งเป็นรางวัลใหญ่สุด ที่นักเสี่ยงโชคซื้อสลากฯทุกคนใฝ่ฝัน กลับยิ่งเหลืออยู่น้อยนิดลงไปอีก เพียงแค่ 0.0001% เท่านั้น

ฐนิตพงศ์บอกว่า หากยึดตามหลักเกณฑ์ มีสลากกินแบ่งฯที่ ถูกรางวัลที่ 1 ทั้งสิ้นรวม 70 ชุด (35 คู่) ถูกกระจายออกไปยังผู้ซื้อจำนวน 35 คน คนละ 1 คู่ ผลก็คือ ในแต่ละงวดจะมีผู้ถูกรางวัลที่ 1 ทั้งหมดรวม 35 คน

เมื่อเทียบกับจำนวนประชากรไทยทั้งประเทศ จากการสำรวจของกรมการปกครอง ระบุว่า ล่าสุดมีอยู่ราวๆ 65 ล้านคน หากคำนวณออกมาเป็นเปอร์เซ็นต์ 35 คน ใน 65 ล้านคน ก็ยิ่งเห็นชัด โอกาสที่ผู้ซื้อสลากกินแบ่งรัฐบาล จะถูกรางวัลที่ 1 ยิ่งริบหรี่เพียงแค่ 0.00005% เท่านั้น

อาจารย์ฐนิตพงศ์ตั้งโจทย์ให้ขบคิดกันเล่นต่อว่า หากผู้เสี่ยงโชค นำเงินที่ซื้อสลากฯทุกงวด (ทั้งงวดวันที่ 1 และวันที่ 16 ของแต่ละเดือน) ซื้อสลากฯงวดละ 10 คู่ 10 หมายเลขที่ต่างกัน ในราคาคู่ละ 100 บาท (ปัจจุบันห้ามขายเกินคู่ละ 80 บาท)

เท่ากับว่าในแต่ละเดือนนักเสี่ยงโชคผู้นั้น ใช้เงินลงทุนซื้อลอตเตอรี่ เดือนละ 2,000 บาท

หากเขาปฏิบัติเช่นนี้ต่อเนื่องมาตั้งแต่งวดวันที่ 16 ม.ค.2547 จนถึงงวดวันที่ 31 ธ.ค.2556 รวมระยะเวลา 10 ปี หรือ 240 งวด จะต้องใช้เงินลงทุนเสี่ยงโชคซื้อสลากฯไปรวมทั้งสิ้น 240,000 บาท

ฐนิตพงศ์บอกว่า ในช่วงเวลาเดียวกัน สมมติว่าเปลี่ยนจากการซื้อสลากฯ โดยนำเงินก้อนดังกล่าว ไปลงทุนเล่นหุ้น แทน ในอัตราเดือนละ 2,000 บาททุกเดือน เป็นเวลา 10 ปี รวมเป็นเงินทั้งสิ้น 240,000 บาท เท่ากัน

“ผลตอบแทนที่จะได้รับจากการลงทุนในหุ้น เมื่อคิดจากดัชนีตลาดหลักทรัพย์ ในช่วงเวลาเดียวกัน จะเพิ่มขึ้นจาก 240,000 บาท เป็น 396,219 บาท และเมื่อรวมกับเงินปันผล จะได้ผลตอบแทนรวมเมื่อคิดจากดัชนีผลตอบแทนรวมของตลาดหลักทรัพย์ไทย เป็นเงินทั้งสิ้นประมาณ 502,472 บาท”

ดร.ฐนิตพงศ์คำนวณให้เห็นว่าผลตอบแทนจากการลงทุนในหุ้นดังกล่าว เมื่อเทียบกับการนำเงินก้อนเดียวกัน ในระยะเวลาเดียวกันไปเสี่ยงโชค มีผลเสมือนกับผู้ลงทุนในหุ้น ถูกรางวัลที่ 2 จำนวน 2.51 ครั้ง

หรือถูกรางวัลที่ 3 จำนวน 6.28 ครั้ง หรือถูกรางวัลที่ 4 ถี่ถึง 12.56 ครั้ง (เฉลี่ยถูกปีละมากกว่า 1 ครั้ง) หรือเท่ากับถูกรางวัลที่ 5 เป็นจำนวนถึง 25.12 ครั้ง (ถูกมากกว่าปีละ 2 ครั้ง)

เมื่อเทียบกับการถูก รางวัลเลขท้าย 3 ตัวล่าง จะมีความถี่ในการถูกรางวัลถึง 125.62 ครั้ง หรือ ถูกงวดเว้นงวด

และยิ่งเมื่อเทียบกับการถูก รางวัลเลขท้าย 2 ตัวล่าง จะมีความถี่ในการถูกรางวัลมากถึง 251.24 ครั้ง หรือมีอัตราถูกรางวัลเลขท้าย 2 ตัว ครั้งละมากกว่า 1 คู่ จากการเสี่ยงโชคทั้งสิ้น 240 งวด

ดร.ฐนิตพงศ์บอกว่า ถ้านักเสี่ยงโชคผู้นั้น ซื้อสลากฯเลขเดียวกันทั้ง 10 คู่ ทุกงวดต่อเนื่องเป็นเวลา 10 ปี นักเสี่ยงโชคผู้นั้นจะต้องถูกรางวัลเลขท้าย 2 ตัวล่าง ทั้งหมด 25.38 งวด จึงจะได้รับผลตอบแทนเทียบเท่ากับที่ลงทุนในหุ้นด้วยเงินก้อนเดียวกัน

แต่จากสถิติในรอบ 10 ปีที่ผ่านมา เขาบอก ไม่ปรากฏว่ามีเลขใดที่ออกเลขท้าย 2 ตัวบ่อยถึง 25 ครั้ง หรือ เท่ากับเป็นไปไม่ได้ นั่นเอง

“บนสมมติฐานเดียวกัน ถ้ามีการซื้อสลากฯทั้งหมด 20 ปี หรือ 480 งวด เป็นเงินทั้งสิ้น 480,000 บาท จากการคำนวณโดยใช้ดัชนีตลาดหลักทรัพย์ไทยและเงินปันผล พบว่าถ้าลงทุนเล่นหุ้นจำนวน 2,000 บาท ในทุกวันทำการสุดท้ายของเดือนอย่างต่อเนื่อง เป็นเวลา 20 ปี ผู้ลงทุนในตลาดหุ้น จะมีเงินงอกเงยจาก 480,000 บาท เป็น 1,609,000 บาท”

“เงินก้อนนี้เทียบเท่ากับการถูกรางวัลที่ 2 ถึง 8 ครั้ง ในรอบ 20 ปี หรือถูกรางวัลที่ 3 ถึง 20 ครั้ง ในรอบ 20 ปี หรือถูกรางวัลเลขท้าย 3 ตัว บ่อยถึง 402 ครั้ง ในรอบ 20 ปี”

อาจารย์ฐนิตพงศ์ สรุปให้เห็นชัดๆว่า ระหว่างการเล่นหวย กับเล่นหุ้น หากรู้จักเล่นหุ้นอย่างมีหลักเกณฑ์ และมีวินัยในการลงทุน ย่อมไม่ต่างจากการที่ผู้เล่นสามารถเนรมิตรางวัลที่ 1 ขึ้นมาด้วยตัวเอง

ล่าสุด พล.ต.อภิรัชต์ คงสมพงษ์ รองแม่ทัพภาคที่ 1 ในฐานะประธานกรรมการสำนักงานสลากกินแบ่งรัฐบาล ซึ่งรับสนองนโยบายแก้ปัญหาสลากฯขายแพงเกินราคา มาจาก พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี

กล่าวว่า ในการประชุมคณะกรรมการสลากกินแบ่งรัฐบาล วันที่ 15 มิ.ย.2558 นี้ จะมีวาระพิจารณาอนุมัติปรับเปลี่ยนรางวัลเลขท้าย 3 ตัว ซึ่งขณะนี้มีทั้งสิ้นรวม 4 รางวัล ให้ลดลงเหลือเพียง 2 รางวัล โดยเปลี่ยนมาเป็นให้เพิ่ม รางวัลเลข 3 ตัวหน้า จำนวน 2 รางวัล แทน

ทั้งนี้ จากการปรับสัดส่วนดังกล่าว จะทำให้จำนวนรางวัลที่ถูกยังคงอยู่ที่ 4,000 รางวัล ต่องวดเท่าเดิม และยังคงจ่ายรางวัลเลขท้าย 3 ตัว และเลข 3 ตัวหน้าเท่าเดิม คือ ใบละ 2,000 บาท หรือคู่ละ 4,000 บาท

โดยผู้การแดง หรือ พล.ต.อภิรัชต์ ให้เหตุผลว่า การออกรางวัลแบบ 3 ตัวหน้าของสลากฯ จะทำให้คนกระจายการซื้อสลากฯมากขึ้น อีกทั้งการลดรางวัลจากเลขท้าย 3 ตัว มาออกเป็นเลขหน้า 3 ตัวแทน จะช่วยแก้ไขปัญหาสลากเลขไม่สวยขายไม่หมด เช่น
เลขที่ขึ้นต้นด้วย 001 หรือ 009 นำหน้า ที่ผ่านมามักจะไม่มีคนซื้อ แต่ถ้าทำให้เลขเหล่านั้น มีโอกาสถูกรางวัล สลากฯก็จะขายได้มากขึ้น

นอกจากนี้ กรณีดังกล่าวไม่ถือเป็นการมอมเมาประชาชนเพิ่มขึ้น เพราะปัจจุบันมีการจัดพิมพ์สลากฯทั้งสิ้นงวดละ 74 ล้านฉบับ ไม่ได้มีการพิมพ์เพิ่มแต่อย่างใด แค่กระจายรางวัลในรูปแบบใหม่เท่านั้น

ทั้งนี้ หลังจากมีการหารือในรายละเอียดลงตัว และดำเนินการจัดพิมพ์เสร็จเรียบร้อย คาดว่าไม่น่าเกินปลายปีนี้ นักเสี่ยงโชคชาวไทย คงมีโอกาสได้ลุ้นเล่นหวย 3 ตัวหน้า ทั้งบนดินและใต้ดินกันมันหยดตามเคย

ส่วนโอกาสที่จะถูกรางวัลสลากฯ 3 ตัวหน้า เมื่อเทียบกับรางวัลเลขท้าย 3 ตัว ต่างกันหรือไม่อย่างไร ใครอยากรู้ คงต้องรอให้ ดร.ฐนิตพงศ์ช่วยหาคำตอบให้อีกที.

10 มิ.ย. 2558 09:37 ไทยรัฐ