วันศุกร์ที่ 16 พฤศจิกายน พ.ศ. 2561
บริการข่าวไทยรัฐLogin
โดย ซูม
11 มิ.ย. 2558 05:01 น.
อะเมซซิ่งไทยแลนด์สมชื่อ ฝนแล้งน้ำท่วมวันเดียวกัน

อะเมซซิ่งไทยแลนด์สมชื่อ ฝนแล้งน้ำท่วมวันเดียวกัน

โดย ซูม
11 มิ.ย. 2558 05:01 น.
  • Share:

มักมีคำเปรียบเปรยอยู่เสมอๆ ว่าประเทศไทยของเราเป็นประเทศ 2 นครา คือมี “นครา” หรือ “นคร” อยู่ 2 นคร ในประเทศเดียวกัน

คนไทยจึงมักมีความคิดที่ไม่ลงรอยกัน เห็นไม่เหมือนกัน ชอบนักการเมืองคนละคน ชอบสีเสื้อคนละสี และทะเลาะกันอยู่ตลอดเวลา

จนกระทั่งทหารเขาต้องลุกขึ้นมายึดอำนาจและเริ่มกระบวนการปฏิรูปประเทศอย่างขนานใหญ่เพื่อหวังจะให้เป็นนคราเดียวกันให้ได้

จะสำเร็จหรือไม่ยังไม่รู้เลย ล่าสุดมีข่าวว่า มีคนจะเสนอต่ออายุนายกรัฐมนตรีออกไปอีก 2 ปี เผื่อจะทำให้การปฏิรูปสำเร็จ

มาเมื่อวันจันทร์ที่ 8 มิถุนายนที่ผ่านมานี่เอง ประเทศไทยก็กลายเป็นประเทศ 2 นคราอีกครั้งหนึ่ง แต่คราวนี้ไม่ใช่นคราที่แตกต่างกันในแนวความคิดอย่างที่เคยเป็นมาและยังเป็นอยู่ละครับ

กลายเป็น 2 นครา ในเรื่องของดินฟ้าอากาศ และก็เป็นดินฟ้าอากาศที่ต่างกันอย่างสุดขั้ว

นคราแรกแห้งแล้งมาก อากาศร้อนมาก ฝนตกน้อยมาก

ทำให้หนังสือพิมพ์ฉบับวันที่ 8 มิถุนายน ลงข่าวว่า เขื่อนภูมิพล ซึ่งอยู่ในนคราดังกล่าววิกฤติเหลือน้ำแค่ 30 เปอร์เซ็นต์เท่านั้น

ปกติแล้วเขื่อนภูมิพลสามารถรับได้อีกถึง 9,051 ล้านลูกบาศก์เมตร แต่มีน้ำอยู่ 4,410 ลูกบาศก์เมตร หรือประมาณ 30 เปอร์เซนต์ อย่างที่ว่าในปัจจุบัน ทำให้ทางเขื่อนต้องระมัดระวังปล่อยน้ำลดลงในแต่ละวัน

รายงานจากเขื่อนภูมิพลย้ำว่า ตลอดเดือนพฤษภาคมและต้นมิถุนายน แทบไม่มีน้ำไหลเข้าเขื่อนภูมิพลเลย จึงน่าเป็นห่วงมาก หากช่วงฤดูฝนปีนี้ฝนไม่ตกในพื้นที่เหนือเขื่อน คาดว่าปีหน้า 2559 ในช่วงฤดูแล้งพื้นที่ที่อยู่ใต้เขื่อนภูมิพลจะประสบปัญหาอย่างรุนแรง

ถ้าจะว่าไปผลกระทบที่เห็นชัดตั้งแต่ปีนี้และเดี๋ยวนี้ก็เกิดขึ้นแล้ว จากการที่น้ำในเขื่อนภูมิพลเหลือน้อย ทำให้ธุรกิจเรือนแพหรือที่พักแรมในเขื่อนแทบไม่มีคนไปเที่ยวค้าง เพราะทัศนียภาพไม่สวยงาม

ขณะเดียวกันการเลี้ยงชีพด้วยการจับปลาก็ฝืดเคืองทำให้หมู่บ้านที่อยู่ริมเขื่อนด้านเหนือประสบความเดือดร้อนไปตามๆกัน

ข่าวหนังสือพิมพ์ไม่ได้บอกไว้แต่จากประสบการณ์ของผมที่เคยไปสำรวจเขื่อนภูมิพลในอดีต พอจะจำได้ว่าหมู่บ้านที่ว่านี้เป็นส่วนหนึ่งของ อำเภอดอยเต่า จังหวัดเชียงใหม่ นั่นเอง ปกติจะเป็นหมู่บ้านยากจนทำการเกษตรอื่นๆไม่ได้มากนัก

สำหรับเขื่อนสิริกิติ์ ซึ่งเป็นเขื่อนกักเก็บน้ำที่สำคัญอีกเขื่อนหนึ่งของภาคเหนือและเป็นแหล่งในการปล่อยน้ำลงสู่แม่น้ำเจ้าพระยา เคียงคู่ไปกับเขื่อนภูมิพล ก็อยู่ในสถานการณ์เดียวกันคือ ปริมาณน้ำต้นทุนเหลือน้อย ทำให้ต้องปล่อยน้ำอย่างระมัดระวังในแต่ละวันเช่นกัน

นั่นก็คือเรื่องราวและสถานการณ์ของนคราที่หนึ่ง

สำหรับนคราที่ 2 เป็นนครใหญ่ ได้แก่ กรุงเทพมหานคร และปริมณฑล ซึ่งในวันเดียวกันนั้นเองกลับเกิดเหตุการณ์ตรงข้าม

ฝนกระหน่ำอย่างหนักตั้งแต่ยามดึกดื่นติดต่อกันถึง 5 ชั่วโมง ตั้งแต่ตี 2 ถึง 6 โมงเช้า ทำให้เกิดภาวะน้ำท่วมในหลายๆจุด และระดับน้ำโดยเฉลี่ยสูงถึง 20-30 เซนติเมตร

ส่งผลให้การจราจรติดขัดอย่างทรมาทรกรรมอีกครั้งหนึ่ง

นอกจากภาพประชาชนเดินลุยน้ำ รถเก๋งแล่นลุยน้ำแล้ว ภาพที่แชร์กันมากที่สุดในโซเชียลมีเดียก็คือภาพรถติดบนทางด่วนแห่งหนึ่งซึ่งติดแบบเต็มพื้นที่ทั้งข้างบนและใต้ทางด่วนสุดลูกหูลูกตา

รวมทั้งภาพกองขยะมโหฬารในหลายๆจุดที่เป็นทางระบายน้ำที่ กทม.ปล่อยทิ้งไว้จนทำให้ท่ออุดตัน และเป็นเหตุผลสำคัญที่ชาว กทม. กล่าวตำหนิท่านผู้ว่าฯ กทม. ที่ช่างโชคร้ายเสียจริงๆดันไม่อยู่ กทม. ไปอยู่ที่เนเธอร์แลนด์เสียฉิบวันเกิดเหตุ

ถ้ายังอยู่อาจจะลงมาลุยน้ำแก้ปัญหาการสูบน้ำเรียกคะแนนนิยมคืนได้บ้าง...แต่เมื่อไม่อยู่จึงเจอทั้งเสียงชยันโตและมีบางรายถึงกับเสนอให้ใช้มาตรา 44 ปลดออกจากตำแหน่งไปโน่นเลย

ครับ! ขออนุญาตบันทึกภาพให้เห็นสถานการณ์ 2 อย่าง 2 ประเภท ของ 2 นครา ในวันเดียวกันเอาไว้โดยไม่มีข้อคิดเห็นอะไรมากนัก
ผมรู้อยู่อย่างเดียวว่าหากผมจะประชดท่านผู้ว่าฯโดยหนีน้ำท่วมไปอยู่ดอย ก็คงหนีความทุกข์ไม่พ้นอยู่ดี เพราะที่ดอยหลายๆแห่ง โดยเฉพาะ“ดอยเต่า” ตอนนี้ก็แล้งสุดๆ จนน้ำในเขื่อนภูมิพลแห้งผาก

ไม่รู้จะหนีไปไหนก็คงต้องขออยู่สู้ตายใน กทม.นี่แหละครับ ...เจอทุกข์จากน้ำท่วมก็ระบายอารมณ์ใส่ท่านผู้ว่าฯ กทม.ช่วยให้หายโกรธลงได้เยอะเลย หนีไปดอยเต่าเจอฝนแล้งผมจะไปด่าใครได้ล่ะ.

“ซูม”

คุณอาจสนใจข่าวนี้

คุณอาจสนใจข่าวนี้