วันพฤหัสบดีที่ 22 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2561
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

ฎีกาจำคุก 22 ปี แก๊งไต้หวัน อุ้มนักธุรกิจเรียกค่าไถ่ 30 ล้าน บ.

ศาลฎีกาพิพากษาจำคุก 6 ผู้ต้องหา แก๊งไต้หวัน อ้างเป็นตำรวจ อุ้มนักธุรกิจสิ่งทอชาวไต้หวัน เรียกค่าไถ่ 30 ล้านบาท เหตุเกิดเมื่อปี 2552 คุมเข้าเรือนจำ ...

เมื่อเวลา 10.00 น. วันที่ 9 มิ.ย. 58 ที่ห้องพิจารณาคดี 709 ศาลอาญา ถ.รัชดาภิเษก ศาลนัดฟังคำพิพากษาของศาลฎีกา ในคดีหมายเลขดำ อ.846/2553 ที่พนักงานอัยการพิเศษฝ่ายคดีอาญา 10 เป็นโจทก์ยื่นฟ้อง นายอำพล แซ่หว่าง, นายศราวุธ แซ่หยาง, นายเฉิน จื้อ เหวิ่น, นายสมุทร หยางยิง, นายจาง จา หลุน และนายชิงฉาง หรือ เชน แซ่หลี่ เป็นจำเลยในความผิดฐานร่วมกัน เพื่อได้มาซึ่งค่าไถ่ นำตัวเด็กมาโดยใช้อุบายหลอกลวง ใช้กำลังประทุษร้าย หน่วงเหนี่ยวกักขัง เป็นเหตุให้รับอันตรายแก่กาย, แสดงตนเป็นเจ้าพนักงาน, บุกรุก, ร่วมกันกระทำตั้งแต่สองคนขึ้นไป และร่วมกันลักทรัพย์ในเวลากลางคืน

คดีนี้โจทก์ฟ้องและนำสืบว่า ระหว่างวันที่ 1-14 ธันวาคม 2552 เวลากลางคืนก่อนเที่ยง จำเลยทั้งหกกับพวกที่หลบหนีเพื่อได้มาซึ่งค่าไถ่ ได้ร่วมกันเอาตัวนายเติ้น ลี่ เหวย ผู้เสียหายที่ 1 อายุ 36 ปี นักธุรกิจสิ่งทอชาวไต้หวันพร้อมพวกผู้เสียหายรายอื่นๆ โดยจำเลยที่ 1 กับ พวกรวม 6 คน อ้างตัวว่าเป็นเจ้าหน้าที่ตำรวจจับกุมตัวเพื่อเรียกค่าไถ่จำนวน 30 ล้านบาท โดยจำเลยที่ 1, 4, 6 กับพวกที่หลบหนี ร่วมกันลักทรัพย์เอาโทรศัพท์มือถือ 3 เครื่อง รวมราคา 9,000 บาท สมุดเช็คธนาคารอาร์บีเอส ประเทศสิงคโปร์ และเอกสารหนังสือเดินทางประเทศสาธารณรัฐจีน (ไต้หวัน) ไปโดยทุจริต บุกรุกเข้าไปในบ้านพักของผู้เสียหายที่ 1 ก่อนจะลักทรัพย์เอาเงินไต้หวัน 38,000 ไทเป เป็นเงิน 38,000 บาท เงินสิงคโปร์ 520 เหรียญ เป็นเงิน 13,000 บาท และ เงินสหรัฐอเมริกา 20,000 ดอลลาร์ เป็นเงิน 660,000 บาท เหตุเกิดที่แขวงและเขตวังทองหลาง อำเภอบางพลี จังหวัดสมุทรปราการ เกี่ยวพันกัน ขอให้จำเลยที่ 1, 4, 6 ร่วมกันใช้เงินคืนแก่ผู้เสียหาย

คดีนี้ศาลชั้นต้นพิพากษา เมื่อวันที่ 16 พฤศจิกายน 2553 ให้จำคุกจำเลยที่ 1, 4, 6 ในความผิดฐานร่วมกันกักขังหน่วงเหนี่ยวผู้อื่น ให้เสื่อมเสียเสรีภาพ ลงโทษจำคุกเป็นเวลา 3 ปี และจำคุกจำเลยที่ 2, 3, 5 ในความผิดฐานบุกรุกเคหะสถานในเวลากลางคืนให้จำคุกคนละ 3 ปี

ขณะที่ศาลอุทธรณ์พิพากษา วันที่ 7 ธันวาคม 2555 ให้จำคุกจำเลยที่ 1, 4, 6 ในความผิดฐานร่วมกันเพื่อได้มาซึ่งค่าไถ่และลักทรัพย์ในเวลากลางคืน จำคุกคนละ 22 ปี ส่วนจำเลยที่ 2, 3, 5 จำคุก คนละ 22 ปี 6 เดือน พร้อมร่วมกันคืนหรือใช้ราคาทรัพย์ จำนวน 723,950 บาท

ต่อมาจำเลยยื่นฎีกา ศาลฎีกาพิจารณาว่า มีประเด็นที่วินิจฉัยว่า จำเลยที่ 1-6 ได้ร่วมกันเรียกค่าไถ่ผู้เสียหายหรือไม่ เห็นว่า โจทก์มีผู้เสียหายและเจ้าหน้าที่ตำรวจเบิกความสอดคล้องกันว่า จำเลยที่ 1 พร้อมพวกได้ร่วมกันจับกุมตัวผู้เสียหายไปเรียกค่าไถ่เป็นเงินจำนวน 30 ล้านบาท ซึ่งจำเลยได้นำตัวผู้เสียหายไปคุมขังที่บ้านพักและสถานที่แห่งหนึ่ง จำเลยอ้างตัวเป็นเจ้าหน้าที่ตำรวจข่มขู่เรียกเงินจากผู้เสียหายและมีการยึดทรัพย์สินของผู้เสียหายไปด้วย โดยมีการข่มขู่ทำร้ายร่างกายและแจ้งให้กับทางญาติผู้เสียหายรับทราบเพื่อนำเงินมาแลกเปลี่ยน จากนั้นญาติของผู้เสียหายได้นำเงินมาให้กับจำเลยหลายครั้ง และยังเดินทางไปเบิกเงินที่ประเทศสิงคโปร์จำนวน 4 แสนดอลลาร์สหรัฐฯ เพื่อนำมาให้กับจำเลย โดยจำเลยได้นำเงินไปแลกเปลี่ยนเงินตราที่สถาบันการเงินแห่งหนึ่ง เจ้าหน้าที่ตำรวจจึงได้วางแผนจับกุม

ซึ่งต่อมาพบจำเลยที่ 1 เป็นผู้มารับเงิน และมีจำเลยที่ 2, 3 คอยดูต้นทางอยู่ เจ้าหน้าที่ตำรวจจึงได้แสดงตัวเข้าจับกุมจำเลยที่ 1-3 และขยายผลตรวจค้นที่บ้านพักจนสามารถช่วยเหลือผู้เสียหายไว้ได้ และทำการจับกุมจำเลยที่ 4, 5, 6 ได้ในบริเวณใกล้เคียง เห็นว่า โจทก์มีเจ้าหน้าที่ตำรวจเบิกความยืนยันว่า ได้รับแจ้งจากญาติผู้เสียหายว่ามีคนถูกจับกุมตัวไปเรียกค่าไถ่จึงได้วางแผนจับกุมตัวจำเลย ซึ่งคำให้การสอดคล้องกับผู้เสียหาย และพนักงานแลกเปลี่ยนเงินตราซึ่งเบิกความยืนยันว่า พบเห็นจำเลยมาแลกเปลี่ยนเงิน พยานหลักฐานโจทก์จึงมีน้ำหนักมั่นคงรับฟังได้ แม้จำเลยจะอ้างว่าเป็นการทวงหนี้การพนัน แต่จำเลยเป็นพลเรือนธรรมดาจึงไม่มีอำนาจหน้าที่ที่จะกระทำได้ ข้อกล่าวอ้างของจำเลยจึงเป็นเพียงคำพูดเลื่อนลอย พยานหลักฐานโจทก์จึงมีน้ำหนักมั่นคงไม่อาจหักล้างได้ ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น

มีประเด็นต้องวินิจฉัยว่า จำเลยที่ 1-6 มีความผิดฐานร่วมกันลักทรัพย์หรือไม่ เห็นว่า โจทก์มีผู้เสียหายเบิกความยืนยันว่าจำเลยทั้งหกได้ลักเอาทรัพย์สิน หนังสือเดินทาง และเงินสดของผู้เสียหายไป และนำบัตรประชาชนไปข่มขู่เรียกค่าไถ่ โดยจำเลยที่ 2, 3, 5 อ้างเป็นเจ้าหน้าที่ตำรวจนอกเครื่องแบบข่มขู่ผู้เสียหาย พยานหลักฐานโจทก์จึงมีน้ำหนักมั่นคง พยานหลักฐานของจำเลยไม่อาจหักล้างได้ ฎีกาจำเลยฟังไม่ขึ้น พิพากษาแก้ในประเด็นปัญหาข้อกฎหมายเฉพาะจำเลยที่ 2, 3, 5 กระทำผิดกรรมเดียวผิดกฎหมายหลายบท ลงโทษฐานเรียกค่าไถ่ ตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 313 วรรคแรก ซึ่งเป็นบทหนักสุด ลงโทษจำคุก คนละ 20 ปี และลงโทษฐานลักทรัพย์ จำคุกคนละ 2 ปี นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาของศาลอุทธรณ์ รวมลงโทษจำคุกจำเลยที่ 1-6 เท่ากันเป็นเวลาคนละ 22 ปี หลังอ่านคำพิพากษา ศาลออกหมายขังคดีถึงที่สุดแล้วนำตัวเข้าเรือนจำไปในที่สุด.

ศาลฎีกาพิพากษาจำคุก 6 ผู้ต้องหา แก๊งไต้หวัน อ้างเป็นตำรวจ อุ้มนักธุรกิจสิ่งทอชาวไต้หวัน เรียกค่าไถ่ 30 ล้านบาท เหตุเกิดเมื่อปี 2552 คุมเข้าเรือนจำ ... 9 มิ.ย. 2558 19:53