วันจันทร์ที่ 23 เมษายน พ.ศ. 2561
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

นายกฯแช่ง! ขอให้มีอันเป็นไป

ใครไม่ช่วยขจัดโกง วิลาศท้า2สนช.ฟ้อง

“วิลาศ” ตอก 2 สนช.จะปฏิรูปชาติให้ดูตัวเองก่อน แฉลูกน้องอดีต ผวจ.ให้ข้อมูลละเอียดยิบ ท้าทายให้ฟ้องร้องจะได้พิสูจน์ในชั้นศาล “พรเพชร” แนะ “ชาญวิทย์” ทำบันทึกแจงนายกฯ มท.1 โบ้ย ปธ.สนช.ชี้ขาด “บิ๊กตู่” เปิดอีเวนต์ตีปี๊บขจัดโกง ลงแส้ข้าราชการต้องทำจริงจัง แช่งใครไม่ร่วมมือให้มีอันเป็นไป ฮึ่มกำจัดธุรกิจสีเทาให้สิ้นซาก อย่าคิดก่อม็อบป่วน “ไพบูลย์” อ้างเสียงประชาชนเรียกร้องปฏิรูปก่อนเลือกตั้ง “บิ๊ก โด่ง” ปลื้มกระแสเชียร์ลากยาว 2 ปี แบะท่าขยายโรดแม็ปถ้ายังกระเพื่อม ดับข่าวลือปฏิวัติซ้อน ปชป.ประชดอย่ายก ปชช.มาอ้าง “วิษณุ” ขานรับเปิดช่องแก้ รธน.ชั่วคราวถามให้อยู่ต่อหรือไม่ กมธ.ยกร่างฯรับฟังชุด “สมบัติ-เสรี” ยืนกรานไม่เอานายกฯคนนอก-โอเพ่นลิสต์ นศ.ดาวดินส่งทนายเลื่อนมอบตัว

หลังออกมาเปิดโพย 2 สมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ที่เป็นอดีตผู้ว่าราชการจังหวัด มีส่วน พัวพันการทุจริตจัดซื้อยาปราบศัตรูพืช ล่าสุดนาย วิลาศ จันทร์พิทักษ์ อดีต ส.ส.กทม. พรรคประชาธิปัตย์ ออกมาท้าทายให้คู่กรณีดำเนินการฟ้องร้อง เพื่อนำข้อมูลหลักฐานทั้งหมดไปสู้กันในชั้นศาล

“บิ๊กตู่” เปิดอีเวนต์ตีปี๊บขจัดโกง

เมื่อเวลา 08.45 น. วันที่ 8 มิ.ย. ที่ทำเนียบรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) เป็นประธานเปิดโครงการประกาศเจตนารมณ์ “ต่อต้านการทุจริตสร้างจิตสำนึกไทยไม่โกง” โดย พล.อ.ประยุทธ์กล่าวว่า วันนี้จะเป็นประวัติศาสตร์ที่สำคัญ อยากให้ทุกคนศึกษาปัญหาและร่วมกันหาทางออกตามหลักอริยสัจสี่ของพระพุทธศาสนา รู้ว่าปัญหาเกิดจากอะไรและแก้ที่ตรงไหน อย่างข้าราชการต้องมีคำว่า “How to do” ไม่ใช่ประกาศเจตนารมณ์วันนี้แล้วจบ โลกเจริญก้าวไกลแต่จิตใจมนุษย์อยู่ที่เดิม จึงเกิดค่านิยมที่ว่า โกงได้ไม่เป็นไรแต่ต้องแบ่งปัน ถือเป็นการโกงตัวเอง โกงประเทศชาติ สอนให้ลูกหลานโกงต่อไปเรื่อยๆ ถือเป็นบาปกรรม ทุกคนต้องมีหิริโอตัปปะ ละอายและเกรงกลัวต่อบาป แต่วันนี้คนที่ละอายต่อบาปกลายเป็นคนจน แต่คนไม่อายรวยขึ้นเรื่อยๆ ต้องลดช่องว่างนี้ให้ได้ โดยการอยู่ร่วมกันด้วยความพอเพียง

เหนียม คสช.ทำอันดับทุจริตดีขึ้น

พล.อ.ประยุทธ์กล่าวอีกว่า 2 ปีที่ผ่านมา ตัวเลขจากสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (ทีดีอาร์ไอ) พบว่า โครงการจำนำข้าวผิดพลาดขาด ทุนกว่า 2 แสนล้านบาท เรื่องนี้ใครจะผิดหรือถูกว่ากันไปตามกระบวนการ ซึ่งประชาชนเข้าใจมากขึ้น การจัดอันดับดัชนีชี้วัดภาพลักษณ์คอร์รัปชันในปีที่ผ่านมาเราได้อันดับดีกว่าเดิมจากปีก่อนหน้านี้ แม้จะดีใจที่คะแนนสูงขึ้นแต่ยังไม่พอใจ ไม่อยากอวดว่า คสช.เข้ามาแล้วอันดับประเทศดีขึ้น เมื่อไหร่เราจะได้ที่ 1 ก็ไม่รู้ แต่ระวังโลกจะแตกเสียก่อน ขอร้องว่าการโกงอย่ามองเรื่องเงินอย่างเดียว แค่คิดผิดก็ถือเป็นการโกงคนอื่นแล้ว ละเมิดคนอื่นเมื่อไหร่ถือว่าโกงเมื่อนั้น

ฮึ่มพวกธุรกิจสีเทาอย่าคิดก่อม็อบ

พล.อ.ประยุทธ์กล่าวว่า วันนี้รัฐบาลแก้ปัญหาทุจริตทั้งระบบ โดยเฉพาะการจัดซื้อจัดจ้าง หลายโครงการลดลงได้ 20-30 เปอร์เซ็นต์ เงินส่วนนี้ก่อนหน้านี้เป็นตัวเลขสูญเปล่า ถูกนำไปเชื่อมโยงกับธุรกิจสีเทา วันนี้ธุรกิจสีเทาหายไปหมด แต่มาโทษว่าตนทำให้เศรษฐกิจแย่ลงแล้วจะให้ทำอย่างไร เงินเหล่านี้ผิดกฎหมายจะยอมให้มีการทำผิดกฎหมายกันหรือไม่ จำเป็นต้องจัดการทั้งหมด ไม่ต้องการให้ต่อต้านหรือประท้วง เพราะประท้วงไม่ได้อยู่แล้ว อย่าคิดเตรียมการใดๆ ตนรู้หมดว่าใครเตรียมการประท้วง “ผมรู้ตัวผมอยู่ อย่าหลอกว่าทำอะไรก็ได้ พูดอะไรก็ได้เพราะเป็นประชาธิปไตย เข้าใจอะไรผิดไปหรือไม่ วันนี้ผมเป็นคนกำหนดกติกา ที่ผ่านมาหลายรัฐบาล หลายพวกทำไม่ได้ วันนี้ผมมาออกกติกาท่านต้องทำให้ได้ วันนี้ต้องไม่มีการทุจริต ได้สั่งให้รัฐมนตรีตรวจสอบในหลายโครงการ ทราบว่ามีความกล้ากันมากขึ้น เริ่มมีชื่อให้เห็น”

ขู่ซ้ำอย่าปากดีหมิ่นเกียรติทหาร

นายกฯกล่าวอีกว่า วันนี้โซเชียลมีเดียทำให้คนไม่มีโอกาสแก้ตัว พอเข้าไปดูก็ใช้รูปคนอื่นอย่างนี้ถือว่าไม่กล้าจริงถ้ากล้าจริงขอให้มาหาตน คณะกรรมการติดตามและตรวจสอบการใช้จ่ายงบประมาณภาครัฐ (คตร.) ที่ตั้งมา ไม่ใช่ให้เป็นศาลไคฟง แต่ตั้งมาเพื่อตรวจสอบ และส่งต่อไปยังองค์กรอิสระและกระทรวงยุติธรรม วันนี้รัฐมนตรีไม่ใช่นักการเมืองต้องแก้ไขให้ได้ ยืนยันไม่ได้เลือกข้าง คนที่ไม่ยอมรับกฎหมายต้องเล่นงานเอาเข้าสู่กระบวนการยุติธรรมให้ได้ทั้งหมด ที่วิพากษ์วิจารณ์ว่าถูกกระทำเพียงฝ่ายเดียวนั้นไม่ใช่ ทุกอย่างว่าไปตามกระบวนการ ยืนยันไม่ใช่เป็นการแก้แค้นหรือทำลายล้างกัน ตนยืนหยัดที่จะเดินหน้าด้วยความจริงใจ วันนี้ต้องให้เกียรติซึ่งกันและกัน ไม่ใช่มาเรียกตนเป็นหมู เป็นหมา เป็นตัวไอ้นั้นไอ้นี่ ตนรับไม่ได้เพราะเป็นทหาร จะตายหรืออยู่ที่ไหนก็ยังเป็นทหาร เกียรติยศศักดิ์ศรียังอยู่ ไม่ใช่นักการเมือง

แช่งใครไม่ต้านโกงให้มีอันเป็นไป

จากนั้น พล.อ.ประยุทธ์นำ ครม. ข้าราชการ และผู้ที่มาร่วมงาน กล่าวคำประกาศเจตนารมณ์ต่อต้านการทุจริต สร้างจิตสำนึกไทยไม่โกง ซึ่ง พล.อ.ประยุทธ์กล่าวภายหลังประกาศเจตนารมณ์เสร็จว่า “ถ้าทำได้ก็ขอให้มีความเจริญรุ่งเรือง แต่ถ้าใครไม่ทำตามคำนี้ ขอให้มีอันเป็นไป ผมถวายสัตย์ฯมาก็อย่างนี้”

พล.อ.ประยุทธ์ให้สัมภาษณ์เพิ่มเติมว่า เราต้องสร้างอนาคตให้เยาวชนตั้งแต่วันนี้ ไม่เอารัด เอาเปรียบเผื่อแผ่แบ่งปัน เคารพกฎหมาย ส่วนข้าราชการต้องหาวิธีการที่เป็นข้าราชการที่ดีให้ได้ ใครที่ทำความผิดอยู่ต้องถูกดำเนินคดี บอกไปแล้วว่าถ้าเราช่วยกันประเทศชาติก็ปลอดภัย เจริญก้าวหน้า ถ้าไม่ทำก็เหมือนทำบาปกับคนจน กับคนที่ไม่ได้รับสิ่งตอบแทนที่เป็นธรรม

ยัวะโทษ ขรก.ทุจริตฝ่ายเดียว

ผู้สื่อข่าวถามว่าปัญหาคือข้าราชการที่ทุจริตคอร์รัปชัน พล.อ.ประยุทธ์ตอบว่า วันนี้มีทุกภาค ทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน อย่ามาโทษภาคราชการอย่างเดียว จะลงโทษทั้งคู่ถือเป็นการสมยอม ตนก็เป็นข้าราชการ คนดีๆก็มีอยู่ วันนี้ชอบพูดนักทหาร ตำรวจ ข้าราชการ แล้วคนดีๆลูกเต้าเขาอยู่ไหน ครอบครัวอยู่ที่ไหน มันเลวทั้งหมดหรือ เขียนให้ดีบ้าง เมื่อถามว่ารายชื่อข้าราชการทุจริตชุดใหม่ถึงมือนายกฯหรือยัง พล.อ.ประยุทธ์ตอบว่า ถึงนานแล้ว ทำไมจะให้ฆ่าหมดทั้ง 100 กว่าคนเลยหรือ กำลังดำเนินการอยู่ ใครอยู่ในตำแหน่งหน้าที่หลักก็เอาออกมาและสอบสวนลงโทษ การตรวจสอบทั้ง 152 รายชื่อมันมีขั้นตอน ทำไมจะต้องไปเร่งมันได้อะไรขึ้นมา คนผิดก็เอาเข้าคุก ถ้าถูกก็เอาออกมา ไม่เห็นจะเป็นจะตายอะไรนักหนา รัฐบาลที่แล้วทำไมไม่ไปไล่เขาทำบ้าง

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ระหว่างตอบคำถามผู้สื่อข่าว พล.อ.ประยุทธ์ตอบอย่างมีอารมณ์แทบจะทุกคำถาม และตอบเพียงสั้นๆ พยายามตัดบทให้ถามเรื่องต่อไปตลอดเวลา พร้อมกล่าวตำหนิการใช้สื่อโซเชียลมีเดีย ซึ่งบางครั้งใช้ไปอย่างรู้เท่าไม่ถึงการณ์ นำไปขยายความจนวุ่นวาย ทุกคนเสียความน่าเชื่อถือกันหมด

เรียกถก ครม.น้อยขันนอตงาน

ต่อมา พล.อ.ประยุทธ์ถือโอกาสเรียกประชุม เนื่องจากเห็นว่ามีรัฐมนตรีมาร่วมงานหลายคน อาทิ นายยงยุทธ ยุทธวงศ์ รองนายกรัฐมนตรี นายสุวพันธุ์ ตันยุวรรธนะ รมต.ประจำสำนักนายกรัฐมนตรี พล.อ.ไพบูลย์ คุ้มฉายา รมว.ยุติธรรม พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา รมว.มหาดไทย พล.ต.อ.อดุลย์ แสงสิงแก้ว รมว.การพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ รวมถึง พล.ต.อ.สมยศ พุ่มพันธุ์ม่วง ผบ.ตร. ที่ตึกไทยคู่ฟ้า ทำเนียบรัฐบาล โดยใช้เวลาหารือประมาณ 20 นาที โดย พล.อ.ประยุทธ์กล่าวว่า ไหนๆรัฐมนตรีและทหารก็มากันหลายคน เหมือน ครม.น้อย จึงเรียกมาคุยเพื่อติดตามงานแต่ละกระทรวง ทั้งงานด้านความมั่นคง การศึกษา เศรษฐกิจ ใครมีอะไรคั่งค้างก็ต้องรีบทำ พร้อมกับเปรยว่าเมื่อวันเสาร์-อาทิตย์ที่ผ่านมา อ่านหนังสือพิมพ์แล้วเห็นข่าวเรื่องทุจริต โทร.หาพี่ๆ รับสายก็คุยกันนิดเดียวแล้วก็วางสาย สงสัยพี่ๆคงกลัวตนจะสั่งงาน

มท.1 โบ้ย สนช.แจงปม 2 อดีต ผวจ.

ที่กระทรวงมหาดไทย พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา รมว.มหาดไทย กล่าวถึงความคืบหน้าการตรวจสอบโครงการจัดซื้อจัดจ้างยาปราบศัตรูพืช ว่า นอกจากการตรวจสอบโดยสำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) แล้ว กระทรวงมหาดไทยยังสามารถพิจารณาด้านวินัยได้เลย หากยังไม่ได้ดำเนินการอะไรต้องมีการตั้งคณะกรรมการตรวจสอบ แต่ขณะนี้ปลัดกระทรวงมหาดไทยยังไม่รายงานผลการตรวจสอบว่าอยู่ในขั้นตอนใด ส่วนกรณีที่นายวิลาศ จันทร์-พิทักษ์ อดีต ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ ระบุว่ามีสมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) 2 คนที่เป็นอดีต ผวจ.มีส่วนเกี่ยวข้องกับกรณีดังกล่าวนั้น เป็นเรื่องของคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ที่จะไต่สวนชี้มูลความผิดลงโทษทั้งทางแพ่งและอาญา เนื่องจากเกษียณอายุราชการแล้ว เมื่อถามกรณีที่มีการเรียกร้องให้ สนช.ทั้ง 2 คน ลาออก พล.อ.อนุพงษ์ตอบว่า คงต้องไปถาม นายพรเพชร วิชิตชลชัย ประธาน สนช.

ไขลานรัฐมนตรีเร่งส่งการบ้าน

ต่อมาเวลา 18.00 น. นายยงยุทธ ยุทธวงศ์ รองนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า พล.อ.ประยุทธ์พูดในที่ประชุมถึงกรอบการทำงานของรัฐบาลตามโรดแม็ป 3 ระยะ ซึ่งขณะนี้เป็นระยะที่ 2 จะจบประมาณเดือน เม.ย.2559 และระยะที่ 3 คือการเตรียมตัวช่วงที่รัฐบาลใหม่ที่จะเข้ามา เพื่อดูว่าหากงานไหนที่ยังไม่เสร็จจะทำอย่างไร โดยงานสำคัญๆ นายกฯได้เร่งทำให้เสร็จ แต่ถ้างานไหนไม่เสร็จจริงๆให้ส่งต่อรัฐบาลหน้า และยังสั่งรัฐมนตรีทุกคนเร่งรวบรวมสรุปส่งผลการทำงานโดยเร็วที่สุด ในส่วนของตนรวบรวมผลงานเสร็จสิ้นแล้ว จะส่งนายกฯภายในวันที่ 9 มิ.ย.

ด้านนายสุวพันธุ์ ตันยุวรรธนะ รมต.ประจำสำนักนายกรัฐมนตรีกล่าวว่า นายกฯย้ำว่าให้เดินตามโรดแม็ปเดิม ซึ่งจะสิ้นสุดใน เม.ย.59 จึงให้แต่ละกระทรวงสรุปงานตามที่ให้ไปว่าได้ทำอะไรไปบ้างในระยะที่ 1 ระยะที่ 2 อะไรกำลังจะทำ ซึ่งนายกฯ สั่งในที่ประชุม ครม.มาตั้งแต่ 2 สัปดาห์ที่แล้ว และพูดมาหลายครั้งแล้ว แต่ไม่มีการพูดถึงข้อเสนอให้ พล.อ.ประยุทธ์อยู่ต่อ 2 ปีเพื่อปฏิรูปให้เสร็จ

“วิลาศ” ตอก สนช.ปฏิรูปตัวเองก่อน

ด้านนายวิลาศ จันทร์พิทักษ์ อดีต ส.ส.กทม.พรรคประชาธิปัตย์ และอดีตประธานคณะกรรมาธิการป้องกันและปราบปรามการทุจริตประพฤติมิชอบ สภาผู้แทนราษฎร กล่าวถึงกรณีนายชาญวิทย์ วสยางกูร สนช. และอดีต ผวจ.มุกดาหาร ออกมาตอบโต้หลังเปิดเผยข้อมูลทุจริตการใช้งบกรณีเกิดภัยพิบัติในการจัดซื้อจัดจ้างยาปราบศัตรูพืช ว่า ไม่มีเหตุผลใดที่ต้องไปสร้างกระแส เพราะเคยยกขึ้นมาอภิปรายไม่ไว้วางใจสมัยรัฐบาล น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ที่พูดเรื่องนี้เพราะต้องการหาคนทำผิดทุจริตโกงชาติ ที่ต้องระบุถึงอดีต ผวจ.ทั้งสองคน เพราะท่านเป็น สนช.ที่อยู่ในยุคปฏิรูป ดังนั้นท่านต้องเคลียร์ตัวเองก่อน และข้อมูลที่ได้ก็มาจากข้าราชการในจังหวัด ที่ กมธ.เชิญมาสอบกว่า 100 ปาก มีบันทึกหลักฐานไว้ทุกคน ดังนั้น นายชาญวิทย์ควรไปสอบถามอดีตลูกน้องแต่ละคนว่าให้ข้อมูลอะไรไว้บ้าง ส่วน สตง.จะชี้มูลหรือไม่ ไม่สำคัญ เพราะส่งเรื่องให้ ป.ป.ช. นายกฯ รมว.มหาดไทย และ สตง.ไปแล้ว

ท้าเหยงพร้อมพิสูจน์ในชั้นศาล

นายวิลาศกล่าวต่อว่า ช่วง 2 ปีงบประมาณตั้งแต่ ต.ค.2553-ต.ค.2555 มีการประกาศภัยพิบัติทางพืชนับครั้งไม่ถ้วน แต่ละครั้งผู้ว่าฯสามารถจัดซื้อยาปราบศัตรูพืชได้ครั้งละไม่เกิน 50 ล้านบาท เฉพาะ จ.มุกดาหาร มีการสั่งซื้อถึง 811 ล้านบาท นายชาญวิทย์เซ็นสั่งซื้อเอง 661 ล้านบาท ทั้งที่เป็นจังหวัดเล็กมี ส.ส. 2 คน หากคิดเป็นเปอร์เซ็นต์เปรียบเทียบ จ.อุบลราชธานี ที่สั่งซื้อไป 1,227 ล้านบาท ซึ่งมีพื้นที่และประชากรมากกว่า จ.มุกดาหารถึง 5 เท่าครึ่ง จึงเท่ากับ จ.มุกดาหารซื้อยาปราบศัตรูพืชมากที่สุดในประเทศ แค่ อ.นิคมคำสร้อย อำเภอเดียวสั่งใช้งบซื้อมากถึง 150 ล้านบาท ถ้ามีการใช้สารเคมีปราบศัตรูพืชทั้งหมดจริง ชาวมุกดาหารคงรับสารตกค้างเป็นอันตรายไปทั้งจังหวัดแล้ว หากจะฟ้องร้องตนก็ไม่ขัดข้อง จะได้ไปพิสูจน์ความจริงในชั้นศาลให้ไร้ข้อกังขา

“ชาญวิทย์” ทำหนังสือแจงนายกฯ

นายชาญวิทย์ วสยางกูร สนช. กล่าวว่า กำลังรวบรวมพยานหลักฐานทั้งหมดเพื่อชี้แจงข้อเท็จจริง รวมทั้งหารือกับผู้ใหญ่ว่าจะดำเนินการอย่างไรต่อไป ขณะนี้ไม่สามารถเปิดเผยรายละเอียดอะไรได้มาก แต่ยืนยันว่ากระบวนการจัดซื้อยาปราบศัตรูพืชในสมัยเป็น ผวจ.มุกดาหาร ดำเนินการอย่างถูกต้อง จากการหารือกับนายพรเพชร วิชิตชลชัย ประธานสนช. ให้คำแนะนำว่าให้ไปทำรายละเอียดบันทึกข้อเท็จจริงและเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น แจ้งให้ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯและหัวหน้า คสช. ทราบ จากนั้นค่อยดูว่านายกฯจะว่าอย่างไรต่อไป

แนวร่วม กปปส.หนุนปฏิรูปก่อน

ที่รัฐสภา นายสมเกียรติ หอมลออ ประธานชมรมนักธุรกิจเพื่อประชาธิปไตย แนวร่วมกลุ่มกปปส. นำคณะเข้ายื่นหนังสือต่อนายไพบูลย์ นิติตะวัน กรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ และสมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) เพื่อสนับสนุนให้มีการปฏิรูปก่อนเลือกตั้ง โดยนายสมเกียรติกล่าวว่า การเร่งรีบจัดเลือกตั้งในขณะที่การปฏิรูปและแก้ไขปัญหาประเทศยังไม่ลุล่วง จะก่อให้เกิดความเสียหายร้ายแรงยิ่งกว่าที่เคยเกิดขึ้น อาจทำให้ประเทศล่มสลายได้ จึงขอเรียกร้องให้ปฏิรูปสำเร็จก่อนจัดให้มีการเลือกตั้ง

“ไพบูลย์” อ้างต้องฟังเสียงประชาชน

นายไพบูลย์กล่าวว่า ข้อเสนอให้ทำประชามติเพื่อปฏิรูปก่อนเลือกตั้ง ไม่ใช่เรื่องตัวบุคคล แต่เป็นเรื่องการบริหารประเทศ เป็นแนวคิดที่มีมาก่อน วันที่ 22 พ.ค.2557 ซึ่งประชาชนเรียกร้องให้ปฏิรูปก่อนเลือกตั้ง ไม่ได้เพิ่งมาเรียกร้องตอนนี้ ถ้าไม่ผลักดันเรื่องนี้ให้ประชาชนแสดงความคิดเห็น ประเทศจะเดินไปสู่ปัญหา ยอมรับว่าภายใน 2 ปีไม่มีทางปฏิรูปได้ทุกเรื่อง จึงเห็นว่าควรกำหนดให้ชัดเจน เวลา 2 ปีจะดำเนินการเรื่องใดบ้าง คิดว่าเป็นช่วงเวลาที่ทุกฝ่ายยอมรับได้ เมื่อถามว่าเจตนาที่เสนอให้ทำประชามติดังกล่าว เพราะต้องการให้ คสช. ครม. สนช. และ สปช. อยู่ต่อไปอีก 2 ปีใช่หรือไม่ นายไพบูลย์ตอบว่า เป็นสิ่งที่ประชาชนเรียกร้องมา ไม่ได้มองไปที่ สปช. สนช. หรือ กมธ.ยกร่างฯ ประชาชนอยากให้ คสช.และ ครม.มีเวลาปฏิรูปประเทศก่อน ส่วนที่เหลือจะอยู่อย่างไร ประชาชนไม่สนใจ

เมินตัวชงยังเดินตามโรดแม็ป

พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯและหัวหน้า คสช. กล่าวถึงกรณีที่นายไพบูลย์ นิติตะวัน เตรียมล่ารายชื่อประชาชน 50,000 คน เสนอให้รัฐบาลจัดทำประชามติปฏิรูปประเทศ 2 ปีก่อนเลือกตั้ง ว่าใครล่า ล่ามาทำอะไร ตนไม่สนใจ เป็นเรื่องของโรดแม็ป จบ เลิกถามเรื่องนี้กับตน

“บิ๊กโด่ง” ปลื้มคนเชียร์ให้อยู่ยาว

ที่กองพลทหารม้าที่ 2 รักษาพระองค์ (พล.ม.2 รอ.) พล.อ.อุดมเดช สีตบุตร รมช.กลาโหมและ ผบ.ทบ. กล่าวว่า เป็นความคิดเห็นของประชาชน นายกฯคงรับฟัง เป็นเรื่องที่น่ายินดีเพราะสะท้อนให้เห็นว่าทุกคนเห็นถึงการทำงานด้วยความจริงใจ จริงจัง ของรัฐบาลและ คสช. ส่วนที่มีข้อคิดเห็นว่าจะต้องปฏิรูปก่อนเลือกตั้งนั้น มีกรอบกติกาที่ระบุอยู่ในรัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราว และโรดแม็ปแล้ว นายกฯคงพยายามให้เดินไปตามนั้น แต่หากประชาชนมีข้อเสนออะไรมา ท่านคงรับฟัง พร้อมทั้งหารือกับส่วนที่เกี่ยวข้อง และดำเนินการต่อไป แต่ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับสถานการณ์ในแต่ละช่วง ว่ามีเรื่องเข้ามาปรับเปลี่ยนสถานการณ์อย่างไรบ้าง ขอให้ทุกคนสบายใจ ในฐานะที่ตนอยู่ในรัฐบาล เป็นส่วนหนึ่งที่เป็นกลไกทำงานให้กับรัฐบาล เจตนารมณ์ของนายกฯหรือรัฐบาล ไม่ได้มุ่งหวังจะสืบทอดอำนาจ ตามที่หลายคนวิตกกังวล ขอให้มั่นใจว่าเราระมัดระวังในการทำงานและจะทำให้ดีที่สุด

แบะท่าขยายโรดแม็ปถ้ามีกระเพื่อม

พล.อ.อุดมเดชยังกล่าวถึงมาตรการดูแลสถานการณ์ในช่วงรณรงค์จัดทำประชามติร่างรัฐธรรมนูญว่า เชื่อว่าคนส่วนใหญ่เข้าใจรัฐบาลและ คสช. เข้าใจว่าทุกอย่างจะผ่านพ้นไปด้วยดี ขอวิงวอนให้ทุกคนเข้าใจ เราสามารถแสดงความคิดเห็นตามกรอบได้ เมื่อเรียบร้อยก็คงดำเนินการไปตามนั้น แต่ระยะเวลาในโรดแม็ป ต้องขึ้นอยู่กับสถานการณ์ด้วย ถ้าราบรื่นดีก็จะเป็นไปตามที่วางไว้ แต่อาจมีการปรับเวลายืดออกไปบ้างคงไม่มาก อยู่ที่ขั้นตอนต่างๆ เช่น การแก้ไขรัฐธรรมนูญ เวลาอาจขยับไปบ้างแต่คงไม่ยาวนานเกินไปกว่าที่พวกเรารอคอย ในส่วนของผู้มีความเห็นต่างที่ออกมาเคลื่อนไหวต่อต้าน เราจะทำความเข้าใจไม่อยากให้เกิดปัญหา ช่วงเวลานี้ก็ให้กองกำลังรักษาความสงบ (กกล.รส.) ดูแลสถานการณ์ ถ้าช่วยกันทำให้นิ่งได้มันก็จะไปได้ ไม่สะดุด แต่ถ้ามาแสดงความเห็นต่างนอกกรอบทำให้สถานการณ์กระเพื่อมก็จะมีผลต่อส่วนรวม

ดับกระแสร้อนข่าวลือปฏิวัติซ้อน

เมื่อถามว่าเริ่มมีข่าวลือเรื่องปฏิวัติซ้อน พล.อ.อุดมเดชตอบว่า ไม่มีแน่นอน กองทัพยังยึดถือนโยบายรัฐบาลและของนายกฯ ทุกอย่างเป็นไปตามต้องการในการทำให้ประเทศชาติมั่นคง องค์การที่อยู่ภายใต้รัฐบาลร่วมมือร่วมใจกันดี กองทัพพร้อมช่วยรัฐบาล และนายกฯอย่างเต็มที่ ส่วนการดูแลความปลอดภัยช่วงการประชุม ครม.สัญจร ที่ จ.พิษณุโลก และ จ.เชียงใหม่ ระหว่างวันที่ 29-30 มิ.ย. ได้มอบหมายให้แม่ทัพภาคที่ 3 ดูแล จนถึงขณะนี้ยังไม่พบปัญหาใดๆ คาดว่าคงได้รับการต้อนรับจากประชาชนด้วยดี เพราะนายกฯจะลงไปดูแลช่วยแก้ปัญหาในพื้นที่ และไม่ได้กังวลว่าเป็นพื้นที่ฐานเสียงของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร และ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ไม่ได้หนักใจ อยากขอให้ประชาชนในพื้นที่ดีใจว่านายกฯเดินทางลงไปเพื่อช่วยแก้ไขปัญหา

หวัง ทบ.หน่วยตัวอย่างปลอดทุจริต

พล.อ.อุดมเดชกล่าวต่อว่า ส่วนการสนองนโยบายรัฐบาลในการปราบปรามการทุจริต คอร์รัปชัน ถือเป็นวาระแห่งชาติที่กองทัพบกดำเนินการอยู่ขณะนี้ ได้สั่งการในทางปฏิบัติทุกขั้นตอนให้เป็นไปตามระเบียบ ถูกต้อง โปร่งใส และเน้นย้ำให้หน่วยขึ้นตรงกองทัพบก (นขต.ทบ.) ถือเป็นนโยบายสำคัญ ต้องทำเป็นตัวอย่าง เชื่อว่าทุกคนเข้าใจและทำทุกอย่างให้เรียบร้อย สุจริต ยุติธรรม ถือเป็นเรื่องสำคัญที่ต่างชาติจับตามองในเรื่องนี้ด้วยเพราะเปอร์เซ็นต์ในการจัดลำดับเรื่องดังกล่าวไม่ค่อยดีนักจึงต้องทำให้ดีขึ้นมา

ปชป.ประชดอย่ายก ปชช.มาอ้าง

นายไชยวัฒน์ ไตรยสุนันท์ อดีต ส.ส.พรรคประชาธิปัตย์ กล่าวถึงกรณีนายไพบูลย์ นิติตะวัน กมธ.ยกร่างฯระบุพาดพิงถึงบุคคลที่คัดค้านการทำประชามติให้ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯและหัวหน้า คสช.ทำการปฏิรูปประเทศให้เสร็จใน 2 ปี แล้วค่อยจัดการเลือกตั้งว่า ขึ้นอยู่กับคำถามที่จะถามประชาชน เพราะหากจะถามประชาชนว่าให้อยู่ต่อเพื่อปฏิรูปประเทศดีหรือไม่ ประชาชนส่วนใหญ่ก็ต้องตอบว่า ให้อยู่ต่อ แต่ถ้าถามว่าให้อยู่ต่อแล้วจะทำให้เศรษฐกิจเสียหาย คำตอบก็จะเป็นอย่างอื่น ดังนั้นหากจะอยู่เป็นรัฐบาลต่อ ก็ให้อยู่ต่อไปด้วยเหตุผลอื่น ดีกว่าการอ้างประชาชน และควรแสดงผลงานแก้ไขปัญหาให้ประชาชนเห็นเป็นรูปธรรมจะดีกว่า

“วิษณุ” รับไม่ทักท้วงที่มานายกฯ

ที่ทำเนียบรัฐบาล นายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า การชี้แจงต่อ กมธ.ยกร่างรัฐธรรมนูญ ถึงข้อเสนอแนะปรับปรุงร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ เสนอแก้ไขไป 117 ประเด็น มีทั้งจุดอ่อนและจุดแข็ง รัฐบาลอ่านแล้วไม่เข้าใจ แบ่งเป็นระดับรุนแรงที่ต้องแก้ ระดับกลาง และระดับจะแก้หรือไม่แก้ก็ได้ อย่างประเด็นที่มาของนายกฯคนนอก รัฐบาลไม่ได้ทักท้วงอะไรมากมาย ขณะที่มาตรา 62 ว่าด้วยพลเมืองย่อมมีสิทธิร่วมแสดงความคิดเห็นในกระบวนการพิจารณาของเจ้าหน้าที่ของรัฐในการปฏิบัติราชการทางปกครอง มันไม่ชัด ปฏิบัติไม่ถูกอาจเกิดข้อผิดพลาดได้ เจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติอาจติดคุกกันหมด หรือปลัดกระทรวงอาจโดนเด้งง่ายๆ เช่น แผนทั้งหลายต้องเปิดให้รับฟังทั่วถึง แต่ถ้าเกิดเราทำดีที่สุดแล้ว ถ้ามีคนหนึ่งบอกว่าไม่ทั่วถึง ยังไม่รู้เรื่องเลย จะทำยังไงถ้าเขาไปฟ้อง

สภาขับเคลื่อนปฏิรูปฯ ก็ไม่หั่นทิ้ง

นายวิษณุกล่าวว่า ที่ทักท้วงไปเพราะเป็นห่วงรัฐบาลที่จะเข้ามา ไม่ได้เป็นห่วงตัวเอง เพราะไม่ได้อยู่ปฏิบัติสิ่งเหล่านี้อยู่แล้ว ถ้าเกิดรัฐบาลใหม่เข้ามาแล้วทำไม่ถูกก็มาโทษรัฐบาลนี้ หรือพวกที่ปล่อยให้ผ่านมา ซึ่งมีหลายมาตรา ส่วนเรื่องของสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศนั้น ไม่ได้ทักท้วงอะไร เพียงแต่ขอให้เขียนให้ชัดว่ามาจากไหน และทำอะไร ถ้าจะมีสภาขับเคลื่อนฯไว้ทำการปฏิรูปก็ไม่ว่ากัน เพราะรัฐบาลใหม่และรัฐสภาใหม่ อาจต้องใช้สมาธิไปกับการทำเรื่องหลัก เราจึงห่วงว่าไม่มีใครมาทำเรื่องปฏิรูป และอาจถูกกรอบของพรรคบีบจนคนเหล่านี้คิดอะไรไม่ได้ ส่วนองค์กรอิสระที่เคยมีก็ยังมีอยู่ ส่วนคณะกรรมการสิทธิมนุษยชน–แห่งชาติ (กสม.) กับผู้ตรวจการแผ่นดิน ก็ให้แยกออกจากกัน

เปิดช่องแก้ รธน.ถาม ปชช.อยู่ต่อ

นายวิษณุกล่าวอีกว่า ส่วนข้อเสนอให้ พล.อ.ประยุทธ์ อยู่ในตำแหน่งนายกฯต่อ 2 ปีเพื่อปฏิรูปให้เสร็จแล้วค่อยจัดเลือกตั้งนั้น เป็นเรื่องที่คนอื่นจุดชนวนขึ้นมา รัฐบาลไม่ได้รับรู้ แต่จะต้องใส่ไว้ในรัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราวที่กำลังแก้ไขด้วยหรือไม่ ตนกำลังคิดอยู่ เพราะหากเกิดให้ถามเรื่องให้ปฏิรูปประเทศก่อนเลือกตั้ง 2 ปีขึ้นมา แต่ไม่ได้เขียนเผื่อเอาไว้จะมีปัญหาได้ จะได้ไม่ต้องไม่นั่งแก้กันอีก เขียนแถมไป แต่หลักคือเขียนประชามติถามเรื่องรัฐธรรมนูญ ดังนั้นต้องระวังคำตอบด้วย หากทำประชามติถามเรื่องอื่นจะต้องไม่ไปขัดกับคำตอบเรื่องรัฐธรรมนูญ หากเขียนเผื่อไม่ว่ากัน เพราะอยู่ในวงเงินที่ต้องทำประชามติอยู่แล้ว ไม่ได้เสียเวลาอะไร ส่วนที่เป็นห่วงว่าจะเป็นระเบิดเวลานั้น เป็นห่วงกันได้ แต่จะทำอย่างไรไม่ให้เป็นระเบิด คนที่มีหน้าที่ต้องไปคิด ถ้าเราถือว่านี่เป็นการถามใจประชาชนก็ไม่มีอะไรผิด ไม่เอาก็บอกมาว่าไม่เอา คนจะได้รู้ว่าไม่เอา และไม่เกี่ยวกับโพลที่สนับสนุนให้อยู่ต่อ ส่วนการแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราวขณะนี้เสร็จแล้ว 80 เปอร์เซ็นต์

กมธ.ยกร่างฯเปิดรับฟังกลุ่มสุดท้าย

วันเดียวกัน ที่รัฐสภา มีการประชุม กมธ. ยกร่างรัฐธรรมนูญ มีนายบวรศักดิ์ อุวรรณโณ ประธาน กมธ.ยกร่างฯ เป็นประธานการประชุม เพื่อรับฟังคำชี้แจงประกอบคำขอแก้ไขเพิ่มเติมร่างรัฐธรรมนูญจากผู้เสนอและผู้รับรองคำขอแก้ไขเพิ่มเติมร่างรัฐ– ธรรมนูญ เป็นวันสุดท้าย โดยเป็นกลุ่มของนายสมบัติ ธำรงธัญวงศ์ ประธาน กมธ.ปฏิรูปการเมือง และนายเสรี สุวรรณภานนท์ ประธาน กมธ.ปฏิรูปกฎหมายและกระบวนการยุติธรรม โดยมีนายอุดม เฟื่องฟุ้ง นายดิเรก ถึงฝั่ง และนายนิรันดร์ พันทรกิจ สปช.ร่วมด้วย จากนั้นนายปกรณ์ ปรียากร โฆษก กมธ.ยกร่างฯ แถลงว่า กลุ่มของนายสมบัติและนายเสรี เสนอแก้ไข 132 ประเด็น แบ่งเป็น 10 หมวด คือ 1.หมวดทั่วไป 2.พระมหากษัตริย์ 3.ประชาชนชาวไทย 4.ฝ่ายนิติบัญญัติ 5.ฝ่ายบริหาร 6.ตุลาการ 7.องค์กรตามรัฐธรรมนูญและการตรวจสอบการใช้อำนาจรัฐ 8.ความมั่นคงของประเทศไทย 9.การพัฒนาประเทศ โดยจะนำเรื่องการปฏิรูปมาไว้ในหมวดนี้ 10.การแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญ และบทเฉพาะกาล

ยืนไม่เอานายกฯคนนอก–โอเพ่นลิสต์

นายปกรณ์กล่าวต่อว่า และยังเสนอให้ตัดคำว่าพลเมือง โดยเปลี่ยนเป็นประชาชนทั้งหมด เพราะอาจสร้างความสับสน เกิดการตีความที่ลักลั่น ส่วนประเด็นปฏิรูปการเมือง ให้มี ส.ส. 500 คน เลือกตั้งแบบแบ่งเขต 400 คน บัญชีรายชื่อ 100 คน มีบัญชีเดียว และให้ถือเขตประเทศเป็นเขตเลือกตั้ง โดยไม่เห็นด้วยกับการเลือกตั้งแบบสัดส่วนผสม เพราะทำให้รัฐบาลไม่เข้มแข็ง และไม่เห็นด้วยกับการเลือกตั้งระบบโอเพ่นลิสต์ ส่วนที่มา ส.ว.เสนอว่าถ้าจะให้มีอำนาจมาก ควรมาจากการเลือกตั้งทั้งหมดจังหวัดละ 2 คน แต่ถ้ามาจากการสรรหาทั้งหมด จะต้องลดอำนาจลง และมีกลไกป้องกันและตรวจสอบการทุจริตคอร์รัปชันที่เข้มแข็ง เสนอให้ตั้งคณะกรรมการประมวลผลแห่งชาติ มีบทบาทในการประเมินบุคคลผู้มีคุณสมบัติตั้งแต่อธิบดีขึ้นไป โดยไม่ให้มีนักการเมืองเข้ามาแทรกแซง และให้ตัดคำว่ากลุ่มการเมืองออกทุกมาตรา และไม่เอานายกฯที่มาจากคนนอก ต้องมาจากประชาชน ในบทเฉพาะกาล ผู้เสนอเห็นว่าต้องมีการปฏิรูปให้สำเร็จก่อนการเลือกตั้ง

“สมบัติ” วัดใจให้ประชาชนตัดสิน

นายสมบัติ ธำรงธัญวงศ์ ประธาน กมธ.การปฏิรูปการเมือง สปช. แถลงว่า ทางกลุ่มเสนอให้เพิ่มมาตรา 304/1 ไว้ในร่างรัฐธรรมนูญ เพื่อให้คณะ กมธ.ยกร่างฯจัดทำบัญชีรายการกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญและกฎหมายอื่นที่จำเป็น พร้อมหลักการและเหตุผลรวมถึงวัตถุประสงค์ ส่งให้ สปช.ดำเนินการยกร่างจัดทำกฎหมายดังกล่าว โดยให้จัดทำร่วมกับ กมธ.ยกร่างฯให้แล้วเสร็จภายใน 6 เดือนแต่ไม่เกิน 1 ปี เพื่อให้การปฏิรูปประเทศแล้วเสร็จ หลังจากนั้นส่งให้ คสช. ครม. และ สนช. ดำเนินการจัดให้มีกฎหมายดังกล่าวต่อไป จากนั้นให้ ครม.โดยความเห็นชอบของ คสช. และ กกต. กำหนดวันให้มีการเลือกตั้ง ส.ส. และ ส.ว.ต่อไป แต่ไม่ใช่การทำประชามติเพื่อให้ประชาชนลงความเห็นว่าจะให้มีการปฏิรูปก่อนเลือกตั้งหรือไม่ แต่ให้ดำเนินการไว้ในบทเฉพาะกาล

แยก 3 บัญชีจัดทำกฎหมายลูก

ด้านนายเสรี สุวรรณภานนท์ ประธาน กมธ.ปฏิรูปกฎหมายและกระบวนการยุติธรรม สปช. กล่าวว่า การจัดทำกฎหมายดังกล่าวจะต้องจำแนกออกเป็น 3 บัญชี ประกอบด้วย 1.บัญชีกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญ 2.กฎหมายลูกที่ต้องออกตามรัฐธรรมนูญ และ 3.กฎหมายปฏิรูปที่ สปช.นำเสนอ โดยเป็นการดำเนินการตามรัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราวมาตรา 39 ซึ่งข้อเสนอนี้เกิดก่อนข้อเสนอให้มีการทำประชามติ ว่าจะเห็นด้วยกับการปฏิรูปประเทศก่อนการเลือกตั้ง 2 ปีหรือไม่ของนายไพบูลย์ นิติตะวัน และยังมีความชัดเจนในการวัดผลมากกว่า ส่วนการปฏิรูปประเทศจะประสบความสำเร็จหรือไม่ เป็นเรื่องอนาคต ภายหลังจากมีกฎหมายต่างๆออกมาแล้ว

กกต.โชว์วิสัยทัศน์ครบรอบ 17 ปี

ที่สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) นายศุภชัย สมเจริญ ประธาน กกต. นายประวิช รัตนเพียร และนายสมชัย ศรีสุทธิยากร กรรมการ กกต. ร่วมแถลงข่าวเนื่องในโอกาสครบรอบ 17 ปีวันสถาปนาสำนักงาน กกต. “การเลือกตั้งคุณภาพโดยพลเมืองคุณภาพ” โดยนายสมชัยกล่าวว่า ใน พ.ร.บ.ว่าด้วยการทำประชามติ 2552 เขียนเชื่อมโยงมาจากรัฐธรรมนูญปี 50 ระบุห้ามทำประชามติเกี่ยวกับเรื่องบุคคลหรือคณะบุคคล ดังนั้นแนวทางคือ ครม.ต้องคิดเอาเองว่าคำถามประเภทใดที่สามารถทำประชามติได้ เมื่อถามว่าสามารถทำประชามติในประเด็นดังกล่าวพร้อมกับการทำประชามติร่างรัฐธรรมนูญได้หรือไม่ นายสมชัยตอบว่า ในเชิงเทคนิคไม่มีปัญหา แต่จะเหมาะสมหรือไม่เป็นเรื่องที่รัฐบาลต้องคิดเอง สิ่งที่ กกต.ทำได้คือถ้าเห็นว่าคำถามนั้นไม่เป็นกลางหรือชี้นำ กกต.สามารถให้ข้อสังเกตหรือข้อปรับปรุงได้ แต่ไม่สามารถบอกได้ว่าถามได้หรือไม่

ผบ.ตร.ยันไม่ยื้อถอดยศ “ทักษิณ”

อีกเรื่อง พล.ต.อ.สมยศ พุ่มพันธุ์ม่วง ผบ.ตร. กล่าวถึงความคืบหน้าดำเนินการถอดยศ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ว่า พล.ต.อ.ชัยยะ ศิริอำพันธ์กุล ที่ปรึกษา (สบ 10) ในฐานะประธานคณะกรรมการพิจารณาถอนยศตำรวจ เตรียมนำเรื่องเสนอภายในวันที่ 11 มิ.ย. หากสรุปองค์ประกอบทุกอย่างตามที่สั่งการแล้วเสร็จ ยืนยันว่าไม่มีความขัดแย้งกับ พล.ต.อ.ชัยยะ ถ้าทำตามครบทุกองค์ ประกอบที่สั่งการไปก็สามารถเซ็นถอดยศได้เลย ไม่มีการเล่นแง่แน่นอน ไม่มีผู้ใดสั่งให้ดึงเวลาได้ต้องตัดสินเลย

“ปู” ส่งทนายรับข้อหาจ่ายเยียวยา

สำหรับกรณีสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) เรียก น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี มารับทราบข้อกล่าวหาเรื่องการอนุมัติจ่ายเงินเยียวยาแก่ผู้ชุมนุมทางการเมืองระหว่างปี 2547-2553 โดยมิชอบ วันที่ 9 มิ.ย. ผู้สื่อข่าวรายงานว่า น.ส.ยิ่งลักษณ์ได้มอบหมายให้ทนายความไปรับทราบข้อกล่าวหาแทนในเวลา 09.00 น. นอกจากนี้ ป.ป.ช.ยังเรียกนายยงยุทธ วิชัยดิษฐ์ ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง อดีตรองนายกรัฐมนตรี นายกิตติรัตน์ ณ ระนอง อดีตรองนายกรัฐมนตรีและ รมว.คลัง นายวรวัจน์ เอื้ออภิญญกุล และนางนลินี ทวีสิน อดีต รมต.ประจำสำนักนายกรัฐมนตรี มารับทราบข้อหาในวันเดียวกันด้วย

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า วันเดียวกัน น.ส.ยิ่งลักษณ์ นำคณะแกนนำและอดีต ส.ส.พรรคเพื่อไทยร่วมทำบุญที่วัดโสธรวรารามวรมหาวิหาร จ.ฉะเชิงเทรา โดยเข้านมัสการองค์หลวงพ่อโสธร พระพุทธรูปศักดิ์สิทธิ์ประจำเมือง จากนั้นได้ทำบุญพระประจำวันเกิดด้วยใบหน้าแจ่มใส

โว 2 ล้านชมบูธไทยงานเอ็กซ์โปฯ

นายปีติพงศ์ พึ่งบุญ ณ อยุธยา รมว.เกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยว่า การจัดงานเอ็กซ์โป มิลาโน 2015 ณ เมืองมิลาน สาธารณรัฐอิตาลี ระหว่างวันที่ 1 พ.ค.- 31 ต.ค.2558 อาคารแสดงของประเทศไทยได้รับความสนใจดีเกินคาด มีผู้เข้าชมงานมากทุกวัน โดยระหว่างวันที่ 1 พ.ค.-1 มิ.ย. มีกว่า 320,000 คน โดยคาดว่าตลอด 6 เดือนที่จัดจะมีผู้เข้าชมไม่น้อยกว่า 2 ล้านคน ส่วนสินค้าอาหารไทย 5 อันดับขายดี คือ 1.ข้าวแกงมัสมั่น 2.ข้าวแกงแดง 3.ผัดไทย 4.ไอศกรีมมะพร้าว 5.ข้าวเหนียวมะม่วง ซึ่งจำหน่ายหมดเร็วทุกวัน โดยรูปแบบอาคารที่นำอัตลักษณ์ภูมิปัญญาไทยปีนี้ออกแบบอาคารเป็นรูป “งอบ” ได้รับการชื่นชมจากสื่อต่างประเทศว่าเป็นสถาปัตยกรรมที่งดงาม

สารพัดม็อบจี้รัฐบาลแก้ปัญหา

ที่อนุสาวรีย์ประชาธิปไตย ถนนศรีจันทร์ เขตเทศบาลนครขอนแก่น กลุ่มผู้ชุมนุมจากพื้นที่จังหวัดต่างๆ อาทิ กลุ่มอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมดูนสาด จ.ขอนแก่น กลุ่มอนุรักษ์และต่อต้านเหมืองแร่ จ.เลย ภาคประชาชนกว่า 100 คน และกลุ่มนักศึกษาดาวดิน 7 คน คือ นายจตุภัทร์ บุญภัทรรักษา นายอภิวัฒน์ สุนทรารักษ์ นายพายุ บุญโสภณ นายภาณุพงศ์ ศรีธนานุวัฒน์ นายสุวิชชา ฑิพังกร นายศุภชัย ภูครองพลอย และนายวสันต์ เศษสิทธิ คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น รวมตัวเรียกร้องให้รัฐบาลเร่งแก้ไขปัญหาต่างๆ โดยมีกำลังตำรวจ ทหาร ฝ่ายปกครองกว่า 100 นาย วางกำลังโดยรอบเพื่อป้องกันเหตุความรุนแรงที่อาจเกิดขึ้น ซึ่งกลุ่มผู้ชุมนุมพยายามนำผ้าลายพรางสีเขียวคล้ายของทหารมาปิดทับอนุสาวรีย์ประชาธิปไตย และเตรียมแสดงละครล้อการเมืองชื่อ “เค้าให้ผมไปรายงานตัว” แต่ถูกเจ้าหน้าที่ขัดขวาง หลังการชุมนุมนานกว่า 3 ชั่วโมงจึงแยกย้ายกันกลับ

นศ.ดาวดินส่งทนายเลื่อนมอบตัว

พ.ต.อ.นพดล เพ็ชรสุทธิ์ ผกก.สภ.เมืองขอนแก่น กล่าวว่า วันนี้ครบกำหนดที่กลุ่มนักศึกษาดาวดิน 7 คน ต้องมารายงานตัวและมอบตัวในความผิดฐานฝ่าฝืนคำสั่ง คสช.ที่ 3/2558 ด้วยการแสดงออกทางสัญลักษณ์และการเมือง รวมถึงการชุมนุมเกินกว่า 5 คน วันครบรอบ 1 ปีการรัฐประหารเมื่อวันที่ 22 พ.ค.ที่ผ่านมา ซึ่งพนักงานสอบสวนให้ประกันตัวไปเมื่อวันที่ 23 พ.ค. โดยกลุ่มนักศึกษาส่งทนายความและนายประกันขอเลื่อนเวลาการมอบตัว เพื่อขอสอบพยานเพิ่มเติม พนักงานสอบสวนได้ประชุมร่วมกับฝ่ายความมั่นคง พิจารณาอนุญาตให้เลื่อนวันมอบตัวออกไปอีก 7 วัน หากนัดที่ 2 ยังไม่มามอบตัวและรายงานตัวจะดำเนินการจับกุมทันที

ชาว สธ.ทวงเป็นธรรมให้ “ณรงค์”

อีกด้าน นพ.ธานินทร์ สีวราภรณ์สกุล ผอ.โรงพยาบาลพระนครศรีอยุธยา และประธานชมรมโรงพยาบาลศูนย์โรงพยาบาลทั่วไป กล่าวถึงกรณีมีข่าวในโลกออนไลน์ว่า บุคลากรการแพทย์สังกัดกระทรวงสาธารณสุข (สธ.) ทั่วประเทศ เตรียมเดินทางเข้า กทม.เรียกร้องความเป็นธรรมให้ นพ.ณรงค์ สหเมธาพัฒน์ ปลัด สธ.หลังถูกย้ายไปสำนักนายกรัฐมนตรีและตั้งคณะกรรมการสอบสวนข้อเท็จจริงต่อนายกรัฐมนตรีว่า ไม่ใช่การรวมพลปลุกระดมหรือนัดรวมตัวกัน ส่วนการแชร์ข้อความก็เพื่อทวงความเป็นธรรมให้แก่ นพ.ณรงค์ เพื่อกอบกู้ศักดิ์ศรีข้าราชการ โดยวันที่ 9 มิ.ย.นี้ บุคลากรสาธารณสุขทั่วประเทศจะแสดงออกในที่ตั้งตามสถานพยาบาลของตัวเอง จะไม่ทำให้ใครเดือดร้อน เพียงแต่ต้องการส่งเสียงให้ผู้มีอำนาจในบ้านเมืองรับทราบเท่านั้น

หลังออกมาเปิดโพย 2 สมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ที่เป็นอดีตผู้ว่าราชการจังหวัด มีส่วน พัวพันการทุจริตจัดซื้อยาปราบศัตรูพืช ล่าสุดนาย วิลาศ จันทร์พิทักษ์ อดีต ส.ส.กทม. พรรคประชาธิปัตย์ ออกมาท้าทายให้คู่กรณีดำเนินการฟ้อง 9 มิ.ย. 2558 07:46 ไทยรัฐ