วันอาทิตย์ที่ 27 พฤษภาคม พ.ศ. 2561
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

จุฬาฯ มั่นใจระบบเฝ้าระวัง แนะ 'กินร้อน ช้อนกลาง ล้างมือ' สู้ 'เมอร์สโควี' : เชื่อ...ไทย 'เอาอยู่'

เมอร์สโควี หรือ โรคระบบทางเดินหายใจเมอร์ส

ถึงเวลานี้ เชื่อว่าหลายคนคงคุ้นหูแล้วกับคำว่า MERS COv ที่มาจากคำว่า Middle East Respiratory Syndrome ซึ่งเป็นโรคที่เกิดจากเชื้อไวรัสและกำลังแพร่ระบาดอยู่ในประเทศเกาหลีใต้ขณะนี้

ซึ่งข่าวการแพร่ระบาดของโรคนี้ในประเทศเกาหลีใต้จึงสร้างความตื่นตัวไปทั่วโลก รวมถึงสร้างความตื่นตระหนกให้กับคนไทยไม่น้อย เพราะเป็นหนึ่งในประเทศที่นักท่องเที่ยวไทยชื่นชอบในอันดับต้นๆ เนื่องด้วยสถานการณ์การแพร่ระบาดที่กำลังเกิดขึ้นได้คร่าชีวิตผู้ป่วยไปแล้ว 5 ราย ติดเชื้อมากกว่า 50 และอยู่ในระหว่างการรอการวินิจฉัยโรคอีกจำนวนหนึ่ง


“ทีมข่าวสาธารณสุข” ขอย้อนรอยทำความเข้าใจถึงที่มาของโรคนี้ เพื่อให้คนไทยได้รู้ถึงต้นตอ ที่มา และการดูแลป้องกันตัวเอง รวมถึงคนใกล้ชิดให้ห่างไกลจากโรคระบาดนี้

ศ.นพ.ยง ภู่วรวรรณ หัวหน้าศูนย์เชี่ยวชาญเฉพาะด้านไวรัสวิทยาคลินิก ภาควิชากุมารเวชศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เล่าถึงที่มาของการค้นพบโรคนี้ว่า โรคนี้พบเมื่อเดือน ก.ย. ปี ค.ศ.2012 โดยผู้ค้นพบไวรัส คือ นายแพทย์ Zaki ชาวอียิปต์ เป็นแพทย์นักจุลชีววิทยา ซึ่งทำงานอยู่ในประเทศซาอุดีอาระเบีย เป็นผู้นำเสมหะของผู้ป่วยชาวซาอุฯรายหนึ่งไปตรวจโดยวิธีทางชีวโมเลกุล ก็พบว่าเป็นเชื้อโคโรน่า จึงได้ส่งเชื้อตัวนี้ไปที่ประเทศเนเธอร์แลนด์ ที่อีลาสมุสยูนิเวอร์ซิตี้ ซึ่งเป็นมหาวิทยาลัยเมืองรอตเตอร์ดาม ซึ่งเรามีลูกศิษย์อยู่ที่นั่น จึงประสานความร่วมมือกันเป็นอย่างดี และได้ตัวอย่างเชื้อเพื่อนำมาพัฒนาการตรวจวินิจฉัย...


หัวหน้าศูนย์เชี่ยวชาญเฉพาะด้านไวรัสวิทยาคลินิก จุฬาฯ เล่าถึงที่มาของชื่อไวรัสโคโรน่า ซึ่งเป็นต้นตอของโรคนี้ว่า “...เมื่อมอง ย้อนกลับไป เราเชื่อว่าโรคเมอร์สเกิดก่อน ปี 2012 โดยระบาดอยู่ในกลุ่มบุคลากรทางการแพทย์ ประเทศจอร์แดน และมีผู้ป่วยเสียชีวิต แต่ขณะนั้นไม่สามารถวินิจฉัยโรคได้ ซึ่งเมื่อมาวินิจฉัย ย้อนหลัง จึงพบว่าโรคนี้น่าจะเกิดขึ้นครั้งแรกที่ประเทศจอร์แดน เชื้อตัวนี้เป็นไวรัสโคโรน่า ซึ่งเป็นไวรัสที่มีขนาดใหญ่ สามารถ มองเห็นได้ด้วยกล้องจุลทรรศน์อิเล็กตรอน ค่อนข้างชัดเจน คำว่าโคโรน่าแปลว่ามงกุฎ เพราะภาพของ อิเล็กตรอนจะเห็นเป็นจุดๆคล้ายมงกุฎ จึงตั้งชื่อ ไวรัสนี้ว่าโคโรน่าไวรัส หรือไวรัสมงกุฎ ซึ่งเรารู้จัก กันมานาน ส่วนใหญ่ทำให้เกิดโรคทางเดินหายใจพวกหวัด ที่ทั่วโลกรู้จักดีคือ การระบาดของโรคซาร์ส ปี ค.ศ.2001-2003 หรือ พ.ศ.2545-2546 มีผู้ป่วยทั่วโลก 8-9,000 คน เสียชีวิต 1,000 กว่าคน ซึ่งโรค ซาร์สก็เข้ามาในประเทศไทยเช่นกัน แต่เราสามารถควบคุมได้เป็นอย่างดี”

“โดยส่วนตัวผมอยากเรียกชื่อโรคนี้ว่า โรคปอดบวมตะวันออกกลาง พบเชื้อได้ในอูฐ โรคนี้เกิดและจำกัดวงอยู่ในประเทศ แถบตะวันออกกลาง แต่ที่ทำให้ ประเทศไทยตื่นตัว คือ การระบาดในประเทศเกาหลีใต้” ศ.นพ.ยง กล่าวถึงสถานการณ์ระบาดของโรคนี้ในขณะนี้


พร้อมกับฉายภาพถึงความรุนแรง และอาการของโรคด้วยว่า “สำหรับโอกาสการเสียชีวิตจากโรคปวดบวมตะวันออกกลาง มีประมาณ 37% ถือว่าเป็นอัตราเสี่ยงที่สูงมาก โดยเฉพาะในกลุ่มผู้สูงอายุจะมีอัตราเสียชีวิตสูงกว่าเด็กและวัยรุ่น โรคนี้ติดต่อทางการสัมผัส มีระยะฟักตัว 5—7 วัน ซึ่งเราควรเฝ้าระวังอาการ 2 สัปดาห์ อาการของโรคคือจะเกิดกับระบบทางเดินหายใจ รุนแรงถึงขั้น ปอดบวมและระบบหายใจล้มเหลว ขณะนี้ไม่มี ยาต้านไวรัสจำเพาะและไม่มีวัคซีน การรักษาเป็นการประคับประคองระบบภูมิคุ้มกันของเราเข้าไปทำการรักษา”

อย่างไรก็ตาม นายแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านไวรัสฯ ได้แสดงความมั่นใจกับการรับมือกับโรคนี้ของประเทศไทยโดยระบุว่า สำหรับการควบคุมโรคนั้น ประเทศไทยมีประสบการณ์จากการควบคุมโรคซาร์ส ไข้หวัดนก ไข้หวัดใหญ่ 2009 โรคมือเท้าปาก จึงมั่นใจว่าประเทศไทยสามารถรับมือการแพร่ระบาดของโรคปอดบวมตะวันออกกลางได้แน่นอน โดยที่คณะแพทยศาสตร์ จุฬาฯ โรงพยาบาลในมหาวิทยาลัย โรงพยาบาลศูนย์ จะมีห้องแยก สำหรับผู้ป่วยทางเดินหายใจ เรียกว่า negative pressure ซึ่งลมหรืออากาศในห้องจะไม่หลุดออกมา อากาศในห้องจะต้อง ผ่านเครื่องกรองอากาศซึ่งดักจับเชื้อโรคไว้ ส่วนโรงพยาบาลจังหวัดหรือโรงพยาบาลอำเภอ หากพบผู้ป่วยที่สงสัยว่ามีอาการของโรคปวดบวมตะวันออกกลาง ก็สามารถคัดแยกผู้ป่วยไว้ในห้องต่างหากได้ การระวังโรค คือ การรักษาสุขอนามัย กินร้อน ช้อนกลาง เวลาไม่สบาย ไอจามต้องปิดปาก และล้างมือบ่อยๆ


“คำแนะนำสำหรับผู้ที่จะเดินทางไปในประเทศที่มีการแพร่ระบาด เช่น ผู้แสวงบุญฮัจญ์ หรือท่องเที่ยวในประเทศเกาหลีใต้ ขณะนี้องค์การอนามัยโลก ยังไม่ได้ประกาศห้าม แต่ผู้ที่จะเดินทางต้องเตรียมตนเอง ตรวจสุขภาพก่อนเดินทาง หากเดินทางไปตะวันออกกลาง ควรหลีกเลี่ยงการไปฟาร์มอูฐ ขี่อูฐ ดื่มนมอูฐ หลีกเลี่ยงการสัมผัสผู้ป่วย เมื่อกลับจากประเทศที่มีการระบาด ต้องเฝ้าระวังทุกคน อย่างน้อย 2 สัปดาห์ ถ้ามีอาการ ไอ เจ็บ คอ มีน้ำมูก ต้องแจ้งประวัติการเดินทางทุกครั้ง ซึ่งจะถูกแยกใน รพ. ก็จะลดการแพร่ระบาดใน รพ.ได้ ถ้าเราทำได้เช่นนี้เราก็จะป้องกันการระบาดได้ ด้านการตรวจวินิจฉัยของประเทศไทย เนื่องจากจุฬาฯ ได้เชื้อนี้มาตั้งแต่ปี 2012 สามารถพัฒนาการตรวจวินิจฉัย ซึ่งทราบผล 4-6 ชม. และตรวจยืนยันผลอีกครั้ง ผมเชื่อว่า จุฬาฯพร้อม ประเทศไทยพร้อมที่จะต่อสู่โรคร้ายเพื่อคนไทยทุกคน” ศ.นพ.ยง ตบท้ายด้วยมาตรการที่จะช่วยสกัดโรคเมอร์สโควี ไม่ให้ย่างกรายเข้ามาเกิดระบาดในประเทศไทย

ทีมข่าวสาธารณสุข ขอให้สิ่งที่ ศ.นพ.ยง ภู่วรวรรณ ประเมินศักยภาพของประเทศไทยต่อโรคระบบทางเดินหายใจ เมอร์ส ว่า “เอาอยู่” สามารถทำได้จริง

แต่สิ่งที่เราอดห่วงไม่ได้ และต้องขอฝากทุกหน่วยงาน ที่ต้องเอาจริงเอาจังให้การเฝ้าระวังดูแลกรณีที่อาจจะมีผู้ป่วยในประเทศไทย หรือเดินทางเข้ามาในประเทศไทย ขณะที่การดูแลรักษาสุขภาพของตัวเองและคนใกล้ชิดก็เป็นเรื่องที่ต้องไม่มองข้ามเพราะการตั้งอยู่บนความประมาทย่อมเป็นบ่อเกิดแห่งหายนภัยได้เสมอ.

ทีมข่าวสาธารณสุข

ถึงเวลานี้ เชื่อว่าหลายคนคงคุ้นหูแล้วกับคำว่า MERS COv ที่มาจากคำว่า Middle East Respiratory Syndrome ซึ่งเป็นโรคที่เกิดจากเชื้อไวรัสและกำลังแพร่ระบาดอยู่ในประเทศเกาหลีใต้ขณะนี้... 8 มิ.ย. 2558 12:44 ไทยรัฐ