วันพุธที่ 12 ธันวาคม พ.ศ. 2561
บริการข่าวไทยรัฐLogin
ชี้กวางเป็นม้า

ชี้กวางเป็นม้า

  • Share:

หนังสือเล่มหนา ประโยคอมตะประวัติศาสตร์จีน เหยียนมู่สุ่ย เขียน รำพรรณ รักศรีอักษร แปล (สำนักพิมพ์โพสต์บุ๊ก มี.ค.2558) เบื้องหลังคารมมีคมสมัยราชวงศ์จีน เปิดเผยธาตุแท้ผู้ยิ่งใหญ่ และใจคอไพร่ฟ้า หนังสืออ่านนอกเวลา สำหรับท่านนักปกครองและผองผู้นำ

ผมจงใจเลือกประโยคตัวอย่าง จากฉินสื่อหวง (จิ๋นซีฮ่องเต้) “ตระกูลข้าต้องอยู่ตลอดไป สืบทอดตำแหน่งฮ่องเต้รุ่นแล้วรุ่นเล่า” ยั่วให้อ่าน เรื่องของขันที จ้าวเกา ยุคสมัยปลายสมัยจ้านกว๋อ ต่อสมัยฉิน

ชาติกำเนิด ตระกูลขุนนาง สถานภาพ อัครมหาเสนาบดี ความสามารถพิเศษ กลับขาวเป็นดำ กลับดำเป็นขาว อัจฉริยะด้านกฎหมาย ผลงานยิ่งใหญ่ ใส่ร้ายหลี่ซือ กุนซือสำคัญของฉินสื่อหวงได้สำเร็จ

ปีสุดท้ายรัชกาลฉินเอ๋อซื่อ หรือพระเจ้าจิ๋นที่สอง อำนาจราชสำนักตกอยู่ในมือจ้าวเกา ฉินเอ้อซื่อถูกกำราบเหมือนเด็กว่านอนสอนง่าย ฮ่องเต้เป็นเพียงตราประทับ

ครั้งหนึ่งจ้าวเกาส่งให้คนจูงกวางเดินเข้าท้องพระโรง แล้วกราบทูลฮ่องเต้ “ฝ่าพระบาท โปรดทอดพระเนตร ม้าตัวนี้สวยงามมาก เป็นม้าหายาก อยากทูลถวายฝ่าพระบาท...”

ฉินเอ้อซื่อไม่เชื่อสายตา ตรัสด้วยความประหลาดใจ “เจ้าก็เห็นแล้วว่าเป็นกวาง ทำไมบอกว่าเป็นม้า”

“ฝ่าพระบาททอดพระเนตรให้ดี นี่คือม้าฝีเท้าเยี่ยม” น้ำเสียงหนักแน่น สีหน้าแววตาจ้าวเกาเรียบเฉย

“เจ้าเข้าใจผิดหรือไม่” ฉินเอ้อซื่อยังเชื่อครึ่งไม่เชื่อครึ่ง “ทำไมม้ามีเขา”

อัครมหาเสนาบดี ได้ทีจึงชี้ไปที่บรรดาขุนนาง...“หากฝ่าพระบาท ไม่ทรงเชื่อ โปรดตรัสถามทุกคนที่นี่”

ตอนแรกพวกขุนนางเห็นเป็นเรื่องขบขัน เขาอาจแยกคางคกกับกบไม่ออก แต่ไม่ถึงกับแยกม้ากับกวางไม่ออก ปัญหาตรงหน้า พวกเขา

รู้ว่า อยู่ในสนามชิงอำนาจ สิ่งสำคัญไม่ได้อยู่ที่การแยกออก อะไรจริงอะไรเท็จ

ทุกสายตาเหลือบมองไปที่อัครมหาเสนาบดี สายตาจ้าวเกาคมกริบ จ้องดูอย่างวางอำนาจ จึงรู้ทันทีนั้น งานนี้เป็นการทดสอบ การเลือกข้าง

โจทย์การเมือง...ตรงหน้า พวกขุนนางแบ่งเป็นสองพวก พวกแรกมากกว่าครึ่ง ขานรับเสียงดัง ว่า “นั่นคือม้า”

แต่ก็ยังมีขุนนางไม่น้อย...ที่ละอายใจ หลุดปากตามที่สายตาเห็นว่า “เป็นกวาง”

การถกเถียงระหว่าง พวกที่เลือกเห็นกวางเป็นม้า และพวกที่เห็นกวางเป็นกวาง ดำเนินไปในท้องพระโรง ฮ่องเต้ฉินเอ้อซื่อฟังจนเหนื่อยล้า สั่งเลิกประชุม หลังประชุม...จ้าวเกาก็ให้คะแนน...พวกขุนนาง

ที่เห็นกวางเป็นม้า ถือว่า เลือกข้างเขา ภักดีมั่นคงต่อเขาได้คะแนนเต็ม

พวกที่เห็นกวางก็คือกวาง จ้าวเกากาคะแนนศูนย์ บทลงโทษแบ่งเป็นสองระดับ ระดับเบาปลดออกจากตำแหน่ง ระดับหนักประหารชีวิต

สำนวน ชี้กวางเป็นม้า...เหยียนมู่สุ่ย เล่าเรื่องแล้วสอนว่า แสดงถึงความโอหังบ้าคลั่งของผู้กุมอำนาจ ที่ไม่เห็นใครกระทั่งฮ่องเต้อยู่ในสายตา

ย้อนกลับไปอ่านประโยคของฉินสื่อหวง (จิ๋นซีฮ่องเต้) อีกครั้ง “ตระกูลข้าจะต้องอยู่ตลอดไป สืบทอดตำแหน่งฮ่องเต้คนแล้วคนเล่า” หลังสวรรคต โอรสฉินเอ้อซื่อ สืบทอดเป็นฮ่องเต้ได้ 5 ปี แผ่นดินในมือขันทีจ้าวเกา...ราชวงศ์ฉินก็ล่มสลาย

สถานการณ์บ้านเมืองของเรา กวางก็ยังมองเห็นเป็นกวาง ม้าก็ยังมองเห็นเป็นม้า...อยู่นะครับ เรื่องที่ทหารเขาประกาศต่อเวลา...
อำนาจไปอีกปีสองปี...เป็นเรื่องที่พอมีเหตุผล...ทำใจได้

กฎกติกา...ที่ใช้คำว่าปฏิรูป ยังไม่ลงตัวเป็นรูปเป็นร่าง...นักการเมืองสองขั้ว เล่นกฎหมู่ในกติกาประชาธิปไตย จนบ้านเมืองถึงทางตัน ยังไม่มีเค้ารู้สึก...สำนึกตัว...

หากคืนอำนาจ...ให้สีหนึ่งสีใด...ไม่ช้า...บ้านเมืองก็เข้ารอยเดิม...สงครามกลางเมือง

ครึ้มฟ้าครึ้มฝนอย่างนี้ ใช้หลัก น้ำขึ้นให้รีบตัก คงยังไม่ได้ ต้องช้าๆได้พร้าเล่มงาม...ต่อไปอีกสักพัก รอเวลาเมื่อฟ้าใส ค่อยมาว่ากันใหม่...อีกที.

กิเลน ประลองเชิง

คุณอาจสนใจข่าวนี้

คุณอาจสนใจข่าวนี้