วันพุธที่ 21 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2561
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

“ฐากร”แนะใช้ม.44 เปิดทางขายใบอนุญาต ผ่าทางตัน “ทีวีดิจิตอล”

หลังเกิดวิกฤติในหมู่ผู้ประกอบการช่องทีวีดิจิตอล จนบางรายถึงกับประกาศคืนใบอนุญาต เพราะประสบปัญหาขาดทุนบักโกรก เขย่าขวัญผู้ประกอบการทีวีดิจิตอล แม้บางรายโดยเฉพาะช่องฟรีทีวีเดิมจะอยู่รอดได้ แต่หลายรายยังออกอาการร่อแร่ลูกผีลูกคน

ไม่ว่าปัญหาจะเกิดจากเหตุปัจจัยอันใด และอุตสาหกรรมทีวีดิจิตอลจะเดินหน้าอยู่รอดต่อไปได้อย่างไร!!

นายฐากร ตัณฑสิทธิ์ เลขาธิการ กสทช. ได้นำเสนอบทความ ที่เสนอแนะแนวทางในการผ่าทางตัน หาทางออกให้กับผู้ประกอบการที่มีปัญหา ไม่สามารถเดินหน้าดำเนินธุรกิจทีวีดิจิตอลต่อได้ ไว้อย่างน่าสนใจ ดังนี้

**********

ขณะนี้เป็นที่รู้กันอย่างกว้างขวางว่าสถานการณ์ของผู้ประกอบการทีวีดิจิตอลหลายรายกำลังอยู่ในภาวะน่าห่วง บางรายถึงขั้นประกาศไม่ยอมจ่ายเงินค่าประมูลช่องที่เหลือให้กับสำนักงานคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) เนื่องจากขาดสภาพคล่องและแจ้งขอเลิกใบอนุญาต

เจ้าของสถานีทีวีดิจิตอลรายหนึ่งทำนายทายทักว่า อนาคตจะมีผู้ประกอบการทีวีดิจิตอลประสบความสำเร็จเพียง 5-6 ราย คาดว่าเมื่อถึงสิ้นปี 2559 จะมีผู้ประกอบการอีก 10 ราย เผชิญกับปัญหารุมเร้าและต้องเหนื่อยกับการดำเนินธุรกิจอย่างหนัก ถ้าหากสายป่านไม่มากพอและใจไม่แข็งพอยากที่จะเดินต่อไปได้

ผลจากผู้ประกอบการทีวีดิจิตอลไม่จ่ายเงินค่าประมูลดังกล่าวได้ส่งแรงกระทบต่อความเชื่อมั่นด้านการลงทุน

ราคาหุ้นของธนาคารที่ค้ำประกันให้กับผู้ประกอบการทีวีดิจิตอลรายดังกล่าวปรับลดลงแตะระดับต่ำสุดในรอบปี อีกทั้งมูลค่าหลักทรัพย์ตามราคาตลาด หรือมาร์เก็ตแคป ช่วงเวลาเดียวกัน ปรับลดลง 1.6 หมื่นล้านบาท จากระดับ 3.59 แสนล้านบาท เหลือ 3.43 แสนล้านบาท

ผู้บริหารระดับสูงของธนาคารแห่งหนึ่งออกมายอมรับว่า การที่มีผู้ประกอบการทีวีดิจิตอลยื่นขอคืนใบอนุญาตทีวีดิจิตอลให้กับ กสทช.นั้น ถือว่าเป็นส่วนหนึ่งของความเสี่ยงของธุรกิจทีวีดิจิตอล ซึ่งเกิดขึ้นเป็นครั้งแรกในประเทศไทย

นายธนาคารผู้นั้นยอมรับว่าจะต้องพิจารณาถึงความเสี่ยงดังกล่าวมากขึ้น โดยพิจารณาผู้ประกอบการเป็นรายๆไปว่ามีความแข็งแกร่งเพียงพอและมีรายการโทรทัศน์ที่เป็นที่นิยมของประชาชนหรือไม่

ขณะเดียวกัน ผู้บริหารระดับสูงของธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ให้สัมภาษณ์ระบุว่า ธปท.เฝ้าติดตามดูแลอย่างใกล้ชิด

ส่วนสาเหตุที่ทำให้ทีวีดิจิตอลอยู่ในภาวะน่าห่วงมีอยู่หลายปัจจัยด้วยกัน ทั้งเรื่องของสถานการณ์ทางเศรษฐกิจซบเซา รายได้หลักของทีวีนั้นมาจากการโฆษณา เมื่อเศรษฐกิจย่ำแย่ งบฯโฆษณาก็ย่อมต้องหดหายเป็นเงาตามตัว ประกอบกับจำนวนช่องทีวีดิจิตอลเกิดขึ้นพร้อมๆกันถึง 24 ช่อง โดย 3 ช่องเป็นผู้ประกอบการรายเดิมที่มีศักยภาพสูง แต่ที่เหลือ 21 ช่อง เป็นผู้ประกอบการรายใหม่ ต้องมาแย่งชิงเรตติ้งและงบฯโฆษณาอย่างดุเดือดเข้มข้น

อีกสาเหตุหนึ่งมาจากการเปลี่ยนผ่านจากทีวีอนาล็อกไปสู่ระบบดิจิตอลทีวี ซึ่ง กสทช.ยอมรับว่าเป็นโครงการใหม่ แน่นอนย่อมต้องมีอุปสรรคปัญหา เช่นการขยายโครงข่ายการรับชมทีวีดิจิตอลเป็นไปอย่างล่าช้า รวมทั้งการทำประชาสัมพันธ์ให้ประชาชนได้รับทราบ

นอกจากนี้แล้ว ผู้ประกอบการทีวีดิจิตอลที่ตกอยู่ในภาวะย่ำแย่ ไม่สามารถนำใบอนุญาตที่ได้จากการประมูลไปโอนหรือเปลี่ยนมือให้กับนักลงทุนรายอื่นๆที่สนใจและมีศักยภาพเพราะติดขัดปัญหาข้อกฎหมายซึ่งระบุชัดว่า ใบอนุญาตไม่สามารถจะโอนให้แก่กันให้ถือเป็นสิทธิเฉพาะตัว

ด้วยปัญหาที่เกิดขึ้นและผลกระทบที่ตามมารวมทั้งแนวโน้มอนาคตข้างหน้าที่หลายฝ่ายคาดการณ์ว่าจะเป็นไปในทิศทางที่ไม่ดีนัก

ในฐานะทำหน้าที่เป็นเลขาธิการ กสทช.ได้คลุกคลีกับปัญหาทีวีดิจิตอลมาตลอด จึงใคร่เสนอทางออกเพื่อให้โครงการเปลี่ยนผ่านจากทีวีอนาล็อกเป็นระบบทีวีดิจิตอลไปอย่างราบรื่นกว่าที่เป็นอยู่ ณ ปัจจุบัน โดยเห็นควรแก้ไขกฎหมายในสองฉบับ 2 มาตรา

คือ มาตรา 9 ของพระราชบัญญัติการประกอบกิจการกระจายเสียงและกิจการโทรทัศน์ พ.ศ.2551 ที่ระบุว่า ใบอนุญาตประกอบกิจการกระจายเสียงและกิจการโทรทัศน์เป็นสิทธิเฉพาะตัวของผู้ได้รับใบอนุญาตจะโอนแก่กันมิได้

มาตรา 43 ของพระราชบัญญัติองค์กรจัดสรรคลื่นความถี่และกำกับการประกอบกิจการวิทยุกระจายเสียง วิทยุโทรทัศน์และกิจการโทรคมนาคม พ.ศ.2553 ที่ระบุว่า ใบอนุญาตให้ใช้คลื่นความถี่เพื่อกิจการกระจายเสียงและกิจการโทรทัศน์ เป็นสิทธิเฉพาะตัวของผู้ได้รับใบอนุญาต จะโอนแก่กันมิได้

ตามเจตนารมณ์ของกฎหมายทั้งสองฉบับ มุ่งหวังให้ผู้ได้รับใบอนุญาตประกอบกิจการด้วยตัวเองเพื่อป้องกันการนำใบอนุญาตที่ประมูลได้จาก กสทช.ไปขายหรือทำกำไรซึ่งสร้างภาระให้กับประชาชนต่อไป

แต่เนื่องจากสถานการณ์ได้เปลี่ยนไป การประมูลทีวีดิจิตอลในครั้งนี้ มีราคาสูงกว่าราคาเริ่มต้นถึง 3 เท่าตัว (ราคาเริ่มต้นประมูล 16,253.30 ล้านบาท ผลการประมูลรวม 54,422.74 ล้านบาท) จึงกลายเป็นภาระอันหนักหน่วงในการชำระเงินประมูลในแต่ละงวดและนำมาซึ่งปัญหาอื่นๆมากมาย ดังที่กล่าวข้างต้น

แม้ว่าในขณะนี้ กสทช.จะมีกฎกติกาอนุญาตให้ผู้ประกอบการทีวีดิจิตอล สามารถควบรวมกิจการและอนุญาตให้เปลี่ยนแปลงผู้ถือหุ้นได้ก็ตาม แต่นั่นเป็นเพียงการควบรวมใบอนุญาตด้วยกันเองเท่านั้น ไม่ได้เปิดโอกาสโอนเปลี่ยนมือไปสู่ผู้ที่มีศักยภาพและมีความพร้อมรายใหม่ๆเข้ามาดำเนินการแทนได้

หากปล่อยให้สถานการณ์ดำเนินไปในลักษณะเช่นนี้ต่อไปเรื่อยๆ อาจเกิดภาวะหนี้เสียของทีวีดิจิตอล มีจำนวนกว่า 30,000 ล้านบาท และอาจจะส่งผลกระทบต่อสถาบันการเงินและเศรษฐกิจในภาพรวมของประเทศได้ เนื่องจากผู้ประกอบการดิจิตอลทีวีไม่สามารถหาเงินไปชำระหนี้ตามกำหนด

ดังนั้น จึงขอเสนอแนวทางดังนี้ แนวทางที่ 1 เสนอให้สภานิติบัญญัติแห่งชาติ เร่งรีบดำเนินการแก้ไขกฎหมายทั้งสองมาตรา ได้แก่มาตรา 9 พระราชบัญญัติการประกอบกิจการกระจายเสียงและกิจการโทรทัศน์ พ.ศ.2551 และมาตรา 43 พระราชบัญญัติองค์กรจัดสรรคลื่นความถี่และกำกับการประกอบกิจการวิทยุกระจายเสียง วิทยุโทรทัศน์และกิจการโทรคมนาคม พ.ศ.2553 โดยให้ผู้มีใบอนุญาตดิจิตอลทีวี สามารถโอนเปลี่ยนมือได้ แต่ต้องได้รับความเห็นชอบจาก กสทช.

แนวทางที่ 2 เสนอให้คณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ออกคำสั่งตามมาตรา 44 ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย ฉบับชั่วคราว พ.ศ. 2557 โดยให้ออกประกาศแก้ไขกฎหมายทั้งสองฉบับของ กสทช.ให้ใบอนุญาตทีวีดิจิตอลสามารถโอนเปลี่ยนมือได้ แต่ต้องได้รับความเห็นชอบจาก กสทช.

ทั้งสองแนวทางดังกล่าว ถึงแม้จะให้โอนเปลี่ยนมือใบอนุญาตทีวีดิจิตอลได้ แต่ กสทช.จะยังคงปฏิบัติตามหลักเกณฑ์คืออนุญาตให้ผู้ถือครองช่องรายการ ถือครองได้ไม่เกิน 3 ช่อง เพื่อป้องกันการครอบงำและเป็นผู้มีอำนาจเหนือตลาดในด้านสื่อ

แนวทางที่เสนอเช่นนี้เชื่อว่าน่าจะเป็นทางออกของผู้ประกอบการทีวีดิจิตอลที่ไม่สามารถประกอบกิจการต่อไปได้ สามารถโอนเปลี่ยนมือไปให้ผู้มีศักยภาพและมีความพร้อมประกอบกิจการต่อไป และรายได้ที่รัฐควรจะได้นั้น จะเป็นไปตามผลการประมูลเช่นเดิม

อีกทั้งยังช่วยป้องกันภาวะหนี้เสียที่อาจจะเกิดขึ้นกับสถาบันการเงินในอนาคตข้างหน้า!!