วันจันทร์ที่ 23 กรกฎาคม พ.ศ. 2561
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

คนมองว่าบ้า!! นุ๊ก สุทธิดา เคลียร์ชัด ทำไมถึงเปลี่ยนศาสนา?!?

นุ๊ก สุทธิดา เผยสาเหตุที่ตัดสินใจเปลี่ยนศาสนาเป็นอิสลาม เพราะเชื่อในศรัทธาของพระองค์ เข้าใจศาสนาทุกศาสนามีจุดมุ่งหมายเหมือนกัน แต่มีความศรัทธาอันแรงกล้าเลยตัดสินใจเปลี่ยนนับถืออิสลาม ชีวิตในตอนนี้ยังเหมือนเดิมไม่มีอะไรเปลี่ยน ส่วนเรื่องหัวใจยังโสดสนิท ด้วยความที่ตนเองเป็นคนติสต์เลยทำให้คนข้างนอกรู้สึกเข้าถึงยาก รับว่าเหงา หากจะมีแฟนอยากได้คนที่เข้าใจและเข้ากับตนเองได้ ยังรับงานในวงการบันเทิงเหมือนเดิม แต่เลือกที่จะรับงาน อันด้วยข้อจำกัดของศาสนาและเป็นคนที่ไม่ชอบทำอะไรยากจนเกินไป...

หลังจากมีข่าวออกมาว่าสาว นุ๊ก สุทธิดา เกษมสันต์ ณ อยุธยา เปลี่ยนศาสนาจากพุทธ ไปนับถือศาสนาอิสลาม ก็กลายเป็นที่ฮือฮาทันที เพราะก่อนหน้านี้เจ้าตัวก็เพิ่งจะตัดสินใจโกนหัวลาบวชไปช่วงหนึ่ง แล้วเหตุใดทำไมอยู่ดีๆ ถึงเปลี่ยนไปนับถืออิสลาม อะไรดลใจให้เธอทำอย่างนั้น บันเทิงไทยรัฐออนไลน์ ได้มีโอกาสขอนัดสัมภาษณ์สาวนุ๊ก ซึ่งเจ้าตัวก็ตอบแบบหมดเปลือกในทุกๆ เรื่องที่ถาม พร้อมทั้งเธอได้ให้แง่คิดที่น่าสนใจทีเดียว

กับสามีเก่า?
"ก็คือก็หย่าตั้งแต่ตอนนั้นแล้วค่ะ เรียบร้อยไม่มีอะไรค้างต่อกัน สิ่งที่เราขอก็คือขอหย่าเท่านั้นเอง ไม่ได้เรียกร้องอะไร ง่ายๆ แค่เซ็นใบหย่าเท่านั้นเอง" น้องๆ อยู่กับใคร? "คือเราขอหย่าอย่างเดียวนะคะ เราไม่ได้ขอสิทธิ์ในการเลี้ยงดูลูก เราไม่ได้ขออะไร เพราะฉะนั้นสิทธิ์ก็ยังเป็นปกตินะคะ แต่ลูกอยู่กับเรา อยู่ในความปกครองของเรา เพราะฉะนั้นคดีความก็ไม่มีอะไรมากน่ะค่ะ ไม่ได้มีการฟ้องร้อง เพราะมันก็ไกล่เกลี่ยกันได้ แค่เซ็นใบหย่าก็จบ ไม่ได้มีการยืดเยื้ออะไร ไม่มีว่าต้องส่งเสียเราหรืออะไรทั้งสิ้นค่ะ ก็คือแค่แยกกันค่ะ"

ตอนนี้นุ๊กทำอะไรอยู่ เพราะไม่ค่อยเห็นออกสื่อเหมือนเมื่อก่อน?
"ตอนนี้เหรอคะ เออมีหลายคนถามว่าทำมาหากินอะไร (ยิ้ม) นุ๊กว่านุ๊กโชคดีนะ เป็นคนไม่เดือดร้อนเรื่องอาชีพ แต่ความรักอาจจะเดือดร้อน อาชีพนี้รู้สึกว่าตั้งแต่เด็กจนโตไม่เคยมีปัญหาว่าเราจะทำอะไร ตั้งแต่เราจำความได้เลย ไม่เคยรู้สึกว่าไม่มีเงินใช้ค่ะ แต่ก็ไม่ได้มีเงินเก็บเยอะ แต่พอรู้สึกว่าเงินเก็บเริ่มน้อย ก็จะมีงาน เราก็เลยรู้สึกว่ามันมีคนซัพพอร์ต เพราะว่าเราได้มาก็ให้ไปด้วย ค่อนข้างเยอะค่ะ ทำบุญด้วย ตั้งแต่เด็กแล้วเราให้เยอะมากกว่าให้ตัวเอง ก็เลยรู้สึกว่ามีเงินอยู่เรื่อยๆ เมื่อประมาณ 2-3 ปีที่แล้วทำบริษัทผลิตรายการอยู่ 8 รายการของช่องเคเบิล ก็ค่อนข้างกำไรดี คือเป็นคนที่ชอบทำงานง่ายๆ สบายๆ จังหวะที่ทำงานแล้วกำไรดีเราก็ทำค่ะ ช่วงนั้นเคเบิลบูมมากค่ะ พอเริ่มที่จะมีกระแสของทีวีดิจิตอลเข้ามา เคเบิลยังคงอยู่แต่มาเริ่มดาวน์เมื่อช่วงปลายปี แต่ว่านุ๊กอ่ะเลิกทำเคเบิลตั้งแต่ต้นปี ด้วยความที่นุ๊กไม่ชอบทำงานยาก รู้สึกว่าข้างหน้าไปมันยากแล้ว แล้วเรารู้สึกว่าเราเซฟตัวเองไว้หางานอื่นดีกว่า เพราะว่าสิ่งที่เราได้มามันก็เยอะแล้ว คือถ้าเรารู้จักพอ เราจะตกปลาในทะเลจุดนี้ได้นานแค่ไหนเพื่อที่จะย้ายจุด เรื่องนี้ก็เหมือนกันค่ะ ถ้าทำต่อไปก็ทำได้ แต่เหนื่อยซึ่งไม่คุ้มค่ะ"

หยุดไปหมดเลยเหรอ?
"ก็ค่อยๆ หยุดทีละรายการนะคะ จนที่เหลือเป็นลูกจ้างเค้า แล้วก็หยุดยาวเลยค่ะ แต่ว่าตอนนั้นก็มาปีนผ้าด้วยค่ะ คือส่วนหนึ่งไม่ชอบทำงานยาก เป็นคนติสต์ค่ะ ไม่ค่อยรับงานเยอะ คือชีวิตรู้สึกว่าทำงานเป็นแค่ส่วนหนึ่ง แต่ว่าเราต้องใช้ชีวิตด้วย คือนุ๊กเป็นคนไม่ค่อยใช้ตังค์ แต่นุ๊กเป็นคนใช้ชีวิตค่ะ เพราะฉะนั้นนุ๊กจะไม่เสียเวลาในชีวิตมากไปกับการหาตังค์จนเกินไป นุ๊กยังมีเพื่อนอาจจะน้อยนะ แต่ก็มีเพื่อนที่ใช้เวลาในการแชตคุยกัน หรือถามสารทุกข์สุกดิบ ยังมีลูกที่เราจะต้องให้เวลาเค้าเต็มๆ ค่ะ แล้วก็มีคุณพ่อคุณแม่ บางทีเรารู้สึกว่าอยู่บ้านเดียวกันก็จริง ถ้าเราไม่ได้พูดกันเลยมันก็ไม่ได้ ชีวิตมีหลายอย่างที่ต้องทำค่ะ ก็เลยเลือกรับงานที่ตามใจตัวเอง

เพราะฉะนั้นเนี่ย พอหยุดเคเบิลปุ๊บก็มาออกกำลังกาย มาปีนผ้า สอนปีนผ้าแล้วก็เริ่มโชว์ มันก็ค่อนข้างได้ตังค์เยอะพอสมควรนะคะในช่วงนึง แต่ว่าก็อย่างที่บอกเป็นคนติสต์ คือว่านุ๊กติสต์มากนะคะ คนอื่นไม่รู้ว่านุ๊กติสต์ถ้าไม่ใช่คนที่สนิทกัน คนจะชอบตีความคำว่าติสต์คือต้องแต่งตัวเซอร์ๆ แต่งตัวไม่เหมือนชาวบ้าน แล้วก็พูดจาไม่รู้เรื่อง แต่นุ๊กว่านุ๊กแต่งตัวธรรมดา ไม่เซอร์ ไม่หรูหราอะไร แล้วก็พูดจารู้เรื่องนะคะ แต่ว่ามีความติสต์ในแบบของนุ๊ก ซึ่งเพื่อนจะจับต้องยากเหมือนกันในบางเรื่อง หลายๆ คนก็มองว่าทำไมนุ๊กต้องทำตัวแปลกๆ จริงๆ นุ๊กว่านุ๊กไม่ได้แปลกนะคะ แต่นุ๊กไม่อยู่ในสังคม และนุ๊กมีโลกส่วนตัวของนุ๊ก ชอบที่จะอยู่กับตัวเอง พอนุ๊กอยู่กับตัวเองมากๆ ทุกอย่างที่นุ๊กทำมันไม่ได้ตามใครนะคะ มันแค่ตามใจตัวเอง เพราะเราอยู่กับตัวเอง เราไม่มีกระแสให้ตาม มันก็เลยกลายเป็นดูแปลก คือจริงๆ ก็แค่สนองนี้ดคนๆ นึง

นุ๊กกลับบ้านไม่เคยเปิดทีวีเลย ไม่รู้ว่าโลกข้างนอกเป็นยังไง ไอจีนุ๊กก็ไม่ได้ฟอลโลว์ดารา ฟอลโลว์ดาราจะเป็นแค่ดาราที่มาฟอลโลว์นุ๊กและนุ๊กฟอลโลว์กลับ จะมีดาราแค่ 2 คนที่เค้าไม่ได้ฟอลโลว์นุ๊ก แล้วนุ๊กฟอลโลว์เค้า นอกนั้นในไอจีนุ๊กที่นุ๊กฟอลโลว์จะเป็นนักกีฬา นักกายกรรม เพราะฉะนั้นในโลกของนุ๊กก็จะไม่ค่อยรู้เรื่อง ข่าวไม่รู้ นอกจากข่าวอะไรที่ดังๆ หรือว่านุ๊กตามไลน์คุณสรยุทธ์ ก็จะตามเรื่องเล่าเช้านี้ก็จะรู้ข่าวเป็นข้อๆ แต่นุ๊กไม่เคยเข้าไปดู เราก็จะรู้ว่า อ๋อ 5 ประเด็นที่มันเกิดขึ้นในบ้านเรามันมีอะไรบ้าง ไม่เคยเปิดทีวี จะดูก็ต่อเมื่อมีกีฬาแมตช์สำคัญ อย่างโซเชียล เฟซบุ๊ก ทวิตเตอร์ ก็เล่นแต่ของตัวเอง ก็รับผิดชอบในหน้าของตัวเอง จะมีใครมาถามเรามาตอบเรา ชีวิตอยู่กับกีฬาทั้งวัน ก็คือจะไม่รับงานเยอะจนไม่มีเวลาออกกำลังกาย มีเส้นของนุ๊กค่ะ ถ้าช่วงไหนมีงานมามากหรืองานที่เลี่ยงไม่ได้ มีความเกรงใจที่ต้องไปแล้วมันติดกันนานๆ นุ๊กจะหงุดหงิดแล้ว มันเสียเวลาที่นุ๊กจะออกกำลังกาย ก็เหมือนกับเรื่องการมีแฟนมั้งคะ ถามนุ๊ก นุ๊กก็อยากมีแฟนนะคะ ไม่ใช่ว่าไม่อยาก ไม่ได้ว่าอกหักช้ำรักหรือปิดใจไปเลย มันเหมือนพอมีแฟนแล้วอ่ะ สิ่งที่เราทำประจำเป็นรูทีนของเรา มันก็ต้องไปแชร์กับคนอื่น มันยังไม่เจอคนที่ใช่"

อย่างนี้คือโสด?
"โสดค่ะ"

เหงาไหม?
"มันก็มีเหงานะ เหงาตอนช่วงก่อนนอน เหมือนเราอยากจะคุยกับใครสักคน แต่พอถ้าคุยมันจะเสียเวลาวันพรุ่งนี้นุ๊กอีกยิบย่อยเลยค่ะ สุดท้ายเราจะรู้สึกผิดที่เราเลือกที่จะมาออกกำลังกายมากกว่าที่จะไปออกเดต มันก็จะเป็นอย่างนี้"

มีคนเข้ามาคุย เข้ามาจีบบ้างไหม?
"ก็ไม่ค่อยนะคะ ด้วยความที่นุ๊กอยู่ในฟิตเนสตลอดเวลา"

หรือเค้ามองว่าเราอาจจะเป็นคนที่เข้าถึงยาก?
"ส่วนหนึ่งด้วยค่ะ เพราะเวลานุ๊กมาฟิตเนส คนก็ไม่ค่อยกล้าคุยกับนุ๊ก นุ๊กก็สวัสดีทุกคนนะคะ เจอใครมองหน้าก็ยิ้ม แต่ว่าเวลานุ๊กเล่นเราจะมีแผนเลยว่าเราจะทำอะไรบ้าง ด้วยความที่เราเป็นครูมาก่อน มันต้องมีแผนอยู่แล้ว เพราะฉะนั้นเวลามีคนมาคุยกับเรา เราก็จะรู้สึกว่ามันไม่ตามแผน ทุกอย่างไปตามเวลาหมดเลย นุ๊กเป็นคนออกกำลังกาย คือออกกำลังกายจริงๆ แล้วถ้าเสร็จตามแผนที่วางไว้แล้ว จะเล่นกับเพื่อนได้ แต่จะเป็นคนที่ต้องทำตามแพลนที่ตั้งไว้ก่อน เพราะเรามีเป้าหมาย ถ้าเราไม่ทำก็จะแพ้ตัวเอง"

ลูกๆ ของเราตอนนี้อายุเท่าไรแล้ว?
"10 ขวบคนนึง 9 ขวบคนนึงค่ะ เลี้ยงเองค่ะ"

เราเป็นคุณแม่เลี้ยงเดี่ยว เป็นทั้งพ่อและแม่ให้กับเค้า เค้าเข้าใจไหม?
"เข้าใจค่ะ คือเราเลี้ยงลูกอย่างระวัง วันที่เราหย่ากับสามี ช่วงที่แยกบ้านกันเราก็ไปพบจิตแพทย์เด็ก เราก็เริ่มปรึกษาเรื่อยมา ทุกปีเราต้องไป เรารู้สึกว่าลูกคือสิ่งที่เราต้องรับผิดชอบ คนที่เราสร้างขึ้นมาแล้วต้องรับผิดชอบ ให้ความสำคัญดูแลเค้า ไม่ว่าจะเป็นเรื่องจิตใจ เรื่องการสอน คำพูดเรามันจะทำให้เค้าเป็นอย่างนั้น นุ๊กก็ไม่ได้เป็นแม่เลี้ยงเดี่ยวคนเดียวนะคะ ต้องขอบคุณคุณพ่อคุณแม่นุ๊กด้วย เพราะเราอยู่ด้วยกันหมดเลย เราจะแบ่งพาร์ทกันว่าตอนไหนเราจะดูลูก ตอนไหนเค้าจะช่วยซัพพอร์ตเรา เราโชคดีที่เรามีคุณพ่อคุณแม่ที่ดี ถ้าถามจริงๆ นุ๊กก็เป็นทั้งพ่อทั้งแม่ มันก็เลยเป็นเรื่องที่ธรรมชาติของนุ๊กมากเลย"

มีเคยคุยกันไหมว่า ถ้าแม่มีแฟนใหม่ลูกจะว่ายังไง?
"ล่าสุดเลยค่ะ เค้าเคยบอกว่าแม่ไม่ต้องมีแฟนหรอก อยู่กับปีบโป้นั่นแหละ ปีบโป้จะไม่มีแฟน ล่าสุดมีแบบมาพูดว่า แม่จะมีแฟนใหม่ก็ได้นะ แต่ขอปีบโป้เลือกนะ เหมือนเค้ามีแฟนไง คนโตนี้รักแม่มาก เราก็มีคุยเล่นกัน ไม่ทำให้มันยาก อย่างเค้าไปเจอแฟนใหม่พ่อ เค้าก็จะเงียบ ไม่กล้าบอกกลัวแม่เศร้า กลัวแม่ว่า ถ่ายรูปมาก็จะเอาไปซ่อน เราก็บอกลูกไม่ต้องซ่อนนะ ไหนแม่ดูหน่อย เราก็อุ๊ย นี่ใครสวยจังเลย เค้าก็เงียบ เราก็ถามไปว่าวันนี้ไปเจอปาป๊ามาเป็นยังไงบ้าง คนนี้สวยจังเลย ลูกก็จะบอกว่า ไม่เห็นสวยเลย เราก็จะบอกเค้าว่า ไม่ว่าเค้าอย่างนั้น เราต้องสอนเค้า เราต้องทำให้เค้ารู้ว่าทุกอย่างง่ายและสบายมาก อย่ามีอคติในแง่ลบ ก็จะต้องสอนค่ะ เค้าก็จะเริ่มเข้าใจค่ะ ต้องขอบคุณแฟนใหม่ของปาป๊านะ ที่เค้ามาดูแลปาป๊าให้เรา เราอยู่กัน 3 คน ปาป๊าไม่มีใครดูแล เราต้องขอบคุณเค้านะ ลูกเค้าก็จะเข้าใจ ถึงบอกว่าเวลาเราเลี้ยงลูก ถ้าเราโยนเมล็ดพันธุ์ที่มันเน่าเสียให้เค้า มันก็จะไปบ่มความเน่าเสียในจิตใจ ซึ่งความเน่านั้นมันคือความเน่าของเรา เราต้องไม่ไปโยนสิ่งนั้นให้ลูก หรือว่าเวลาจะตอบลูกแต่ละอย่าง นุ๊กจะคิดก่อนแต่ไม่คิดนาน ไม่งั้นจะไม่มั่นใจ"

เรายังมีโอกาสติดต่อคุณพ่อของลูกๆ เหมือนเดิม?
"เจอค่ะ คือนุ๊กก็เป็นเพื่อนปกตินะคะ เจอก็จับมือ กอดเป็นปกติ ในเชิงเพื่อน แต่เค้าก็แข็งๆ หน่อยไม่ค่อยชิน คือเราก็เฉยๆ เรื่องมันผ่านมานานแล้ว นุ๊กไม่ได้คิดว่ามันเป็นความผิดใครค่ะ"

เหมือนเราเสพติดการออกกำลังกายไปแล้ว?
"อาจจะเป็นเพราะเรามีเป้าหมาย คือนุ๊กเป็นคนทำอะไรทุกเรื่องน่ะค่ะ มี 2 ทางคือทำกับไม่ทำ ในชีวิตมีแค่นี้จริงๆ ถ้าทำนุ๊กก็จะต้องมาวางแล้วว่าทำเพื่ออะไร เหมือนเรียนหนังสือค่ะ นุ๊กจะเริ่มคิดว่า ถ้าเราเลือกที่จะทำแล้ว วัตถุประสงค์มีกี่ข้อ อ่ะอย่างแรกชอบ อย่างที่สองเราหาตังค์รึเปล่า หรือเราทำเพราะเราชอบล้วนๆ สามเราจะทำเพื่ออะไร แต่พอมันเป็นวัตถุประสงค์ล้วนๆ แล้ว เราจะเริ่มเห็นสิ่งที่เราต้องการลางๆ แล้วนุ๊กก็จะมองมันทุกวัน ทำให้มันชัดขึ้นทุกวันๆ คือนุ๊กจะมองวัตถุประสงค์หลักๆ ก่อน อย่างเช่นตอนนุ๊กปีนผ้า นุ๊กไม่เคยใช้ร่างกายทำอะไรมานานแล้ว มันก็เหมือนยาก แล้วเราปรับเปลี่ยนชีวิต เราก็รู้วัตถุประสงค์ของเราตอนแรก ต้องคิดใกล้ๆ ก่อนนะคะ อย่างเพิ่งคิดไกลๆ ขอแค่ทำท่ายากๆ ให้มันได้หลายๆ ท่า พอทำได้ปุ๊บมันจะดีมากเลย วันหนึ่งถ้าเราได้เป็นครู เราได้โชว์มันคงจะเจ๋งมากเลย เรามีเป้าหมายน่ะค่ะ เรารู้ว่าเราทำอะไรเพื่ออะไร อย่างเรื่อง ละหมาด ถ้านุ๊กจะรับอิสลาม นุ๊กจะต้องท่องให้ได้เอง ไม่กระท่อนกระแท่น ไม่งั้นจะไม่รับ ก็คิดอย่างนั้น บางคนเค้าบอกว่า ศรัทธาก็รับได้เลย แต่นุ๊กไม่คิดอย่างนั้น เราว่ามันไม่ใช่ เราต้องทำได้ ศรัทธาอย่างเดียวมันไม่พอ นุ๊กก็ตั้งเป้าว่าจะละหมาด 3 บทให้ครบและต้องทำให้ได้ 5 เวลา และก็ต้องจำกระบวนการทุกอย่างในเรื่องของการละหมาดตั้งแต่อาบน้ำจนถึงการละหมาดเสร็จ ให้ได้ภายในเดือนนึง เราตั้งเป้าแล้วค่ะ และนิสัยของนุ๊กคือเวลานุ๊กตั้งเป้าทุกครั้งของการตั้งเป้าน่ะค่ะ นุ๊กจะต้องทำให้ดีกว่าเป้าหมายทุกครั้ง อย่างสรุปละหมาดนุ๊กทำได้ทั้งหมดทั้งมวลที่จำได้ถึงขั้นที่ เราพอใจที่เราตั้งเป้าไว้แล้ว 2 อาทิตย์ครึ่ง ซึ่งไม่ถึงเดือน นุ๊กจะรู้สึกนุ๊กชนะ แต่ถ้าทำได้ตามเป้าก็โอเค ถ้าถามว่าเป็นการเสพติดการออกกำลังกาย นุ๊กว่านุ๊กไม่ได้เสพติดนะคะ เพียงแต่ว่านุ๊กทำอะไรนุ๊กมีเป้าหมาย นุ๊กว่าตอนแรกมันเกิดจากเราว่าง เราไม่มีแฟนน่ะค่ะ คนที่เค้ามีแฟนเค้าต้องเอาเวลาส่วนหนึ่งให้แฟนใช่มั้ยคะ แต่ส่วนนั้นเราไม่รู้จะให้ใคร เราก็เลยเอามาให้กีฬา แต่พอเอามาให้กีฬาก็เลยกลายเป็นคนติดกีฬาไปเลย พอเราติดกีฬามากๆ มันก็จะกลายเป็นว่า ถ้าเราจะไปแลกกับการมีแฟน คิดหนักเลย คิดว่าไม่ดีกว่า"

การเปลี่ยนศาสนาของเรา หลายคนตกใจว่าทำไมอยู่ดีๆ เราถึงเปลี่ยน มีอะไรมาดลใจให้เราทำอย่างนั้น?
"จริงๆ นุ๊กเป็นคนที่ให้ความสำคัญเรื่องศาสนามาตั้งแต่เด็กนะคะ อายุ 18 ก็เริ่มนั่งสมาธิ ชอบอ่านหนังสือ ปรัชญา ศาสนา เพราะฉะนั้นก็ไม่น่าแปลก เพราะว่านุ๊กก็ไม่น่าจะเป็นคนแปลกในความรู้สึกนุ๊กนะคะ เพราะว่าเรื่องปรัชญา ศาสนา กีฬา มันอยู่โซนเดียวกัน ฉะนั้นสมองนุ๊กน่าจะทำงานด้านเดียว นุ๊กก็เลยคิดว่าจริงๆ นุ๊กไม่ใช่คนแปลกหรอก สมองนุ๊กอาจทำงานด้านเดียว และอีกด้านที่คนเค้าทำกัน สมองนุ๊กอาจไม่ทำเท่านั้นเอง (ยิ้ม)"

คนเค้ามองทำไมเราถึงเปลี่ยนศาสนาไปเป็นอิสลามล่ะ?
"จริงๆ มันก็ปกติเนอะ เพราะทุกคนก็เปลี่ยนกันได้เนอะ ก่อนจะเปลี่ยนศาสนาก็บวชนะคะ ตอนนั้นที่บ้านค่อนข้างจะตกใจ คือที่บ้านไม่เคร่งศาสนาเลยค่ะ ต่อให้เป็นพุทธก็ไม่เคร่ง แต่ก็ไม่ได้ไม่นับถือนะคะ เค้าก็ตื่นเช้ามาใส่บาตร แต่นุ๊กชอบอ่านหนังสือ ชอบไปปฏิบัติธรรม ค่อนข้างให้ความสำคัญ วันที่เราจะบวชที่บ้านตกใจมาก และไม่อยากให้บวชด้วยนะคะ เห็นสายตาเค้าเรารู้ว่าเค้าช็อก แต่ก็ไม่มีอะไรห้ามเราได้ อันนี้มันจะบวชเค้าก็คงห้ามไม่ได้ พอกลับมาปลายปีก็เริ่ม คือมันเริ่มเรื่องมาจากว่า เรามีเพื่อนเป็นอิสลาม เราก็รู้สึกว่าทำไมอ่ะ เราอ่านหนังสือเรื่องปรัชญาศาสนา ก็พอรู้ประวัติคร่าวๆ ทำไมเราไม่รู้จักอิสลาม อิสลามพูดถึงอะไร เราก็เริ่มสนใจค่ะ นุ๊กเป็นคนที่แบบนั่งๆ อยู่บ้านก็ลุกเลย ขับรถออกไปร้านหนังสือเลย คือเป็นคนอย่างนี้ก็ไม่รู้ว่านุ๊กแปลกรึเปล่า ก็ไปหาหนังสือแต่ไม่มีสักเล่มเลย เลยเสิร์ชหาในอินเทอร์เน็ตแต่กลัวว่าเราแสบตาเลยไปให้เค้าปริ๊นต์มาจากมือถือปึกนึงมาอ่าน อ่านได้ 3 วัน คืองง มันมีภาษาอาหรับภาษาอะไรที่เราไม่รู้จักค่ะ อ่านวันแรกเราก็ข้ามๆ ไป อ่านอันไหนไม่เข้าใจก็ข้ามไป พอมารวมกันมันก็งงๆ อยู่ดีว่าถ้าจะมาอ่านเองใช้เวลา 10 ปีกว่าที่เราจะเข้าใจว่าเค้าพูดอะไร

โชคดีมากเลยหลังจากนั้นที่อ่านและไม่เข้าใจ ก็เจอคุณฮาน่า ฮาน่าก็จะอยู่ในกลุ่มเดียวกัน วันนั้นเจอเค้า นุ๊กว่ามันเป็นพระประสงค์นะคะ ที่ให้เลือกที่จะมาศึกษาทางนี้ เหมือนกับว่าเราคุยๆ กับฮาน่าและเรานึกขึ้นมาได้ เราก็ถามว่า ฮาน่าเอาฮิวโก้ไปเรียนที่ไหนอ่ะ เค้าก็ถามว่าทำไม นุ๊กบอกว่านุ๊กอยากไปเรียน อยากรู้เค้าพูดอะไร คือตอนนั้นยังไม่คิดจะเปลี่ยนนะคะ คือแค่อยากรู้พื้นฐานเบื้องต้น ก็ไม่ได้กะจะเรียนยาวด้วย อยากเรียนคร่าวๆ ฮาน่าก็บอกว่าเรียนที่มูลนิธิสันติชล ปรากฏว่ามูลนิธินี้กับบ้านนุ๊กอยู่ซอยติดกัน และนุ๊กเป็นคนชอบทำอะไรใกล้ๆ บ้านเพราะทำอะไรหลายๆ อย่าง เราก็ไปเรียนเลย คือครั้งแรกที่นุ๊กไปเจอครูที่สอน เหมือนกับเค้าเปิดใจนุ๊กอ่ะ ตอนแรกนุ๊กก็กั้นๆ นิดนึงนะคะ แต่ว่าก็ด้วยความที่เดินเข้าไปประชาสัมพันธ์ ทีมงานเข้าต้อนรับดีมาก เค้าต้อนรับทุกคนดี คนในนั้นยิ้มแย้มเราก็รู้สึกคลายๆ ละ เพราะคิดว่าหลายๆ คนก็คงจะกลัวนะพวกมุสลิม เราก็จะรู้สึกว่าข่าวหรืออะไรที่ออกมา ซึ่งจริงๆ มันก็คือการที่เราไม่รู้จักกันและกันอย่างถ่องแท้ มันก็เลยทำให้เกิดความเข้าใจผิด หรือเกิดความไม่เข้าใจกันเกิดขึ้นนะคะ เพราะว่ามุสลิมพื้นฐานของเค้าคือการอยู่ร่วมกันในสังคมของเค้า เพราะฉะนั้นมันยิ่งกลายเป็นเราจะเข้าไปรู้จักเค้าได้ยาก พอมีข่าวออกมาที คนอื่นก็รู้จักจากข่าว จะไม่ได้รู้จักตัวตน พอนุ๊กไปเรียน ตอนแรกก็รู้สึกอย่างนั้นเหมือนกัน เราก็ยังมีกำแพงของเรา ครูผู้สอนพาเราไปปฐมนิเทศก่อน ครูคนนี้เก่งมาก มีความรู้เรื่องพุทธศาสนาเยอะมาก ซึ่งนุ๊กก็จะชื่นชมคนนี้มาก นุ๊กเชื่อว่าการที่เราจะศรัทธาอะไรบางอย่างเป็นเรื่องสำคัญ นุ๊กก็จะพูดเสมอว่า 3 สิ่งที่เป็นเรื่องสำคัญคือ ศรัทธา ความรัก ความหวัง ถ้าคนเราไม่มี 3 สิ่งนี้ คุณจะต้องถามตัวเองว่าเราอยู่เพื่ออะไร ชีวิตจะไร้สาระมาก ศรัทธาที่นุ๊กบอกว่ามันสำคัญมาก ไม่ว่าคุณจะนับถือศาสนาอะไร มันดีที่คุณนับถือ ดีกว่าไม่มีศาสนา เวลานุ๊กไปเจอคนที่ไม่มีศรัทธาในอะไรเลย หรือคิดว่าตัวเองมีศาสนาแต่ตัวเองไม่ได้สร้างศรัทธาอะไรเลย ไม่ได้รู้จักว่าสิ่งที่ตัวเองนับถือคืออะไร เป็นเรื่องที่น่าเศร้ามาก ถ้าคุณไม่มีศรัทธาคุณจะไม่สามารถทำสิ่งที่ยิ่งใหญ่เกินลิมิตชีวิตที่คุณจะทำได้เลย นุ๊กไม่รู้ว่าคนอื่นจะคิดว่านุ๊กเศร้า เสียใจกับเรื่องอะไร แต่จริงๆ แล้ว นุ๊กไม่เคยเสียใจเลย ไม่ได้ทุกข์ทน เป็นคนที่ไม่เคยทุกข์ทนกับอะไรเลยในชีวิต ชีวิตค่อนข้างสบาย ถึงแม้จะโชคร้ายในเรื่องความรักหรืออะไรหลายๆ อย่าง และก็ไม่เคยประสบความสำเร็จในเรื่องความรักเลย แต่ก็ไม่ได้คิดว่าทุกข์ทน คิดว่าชีวิตก็เหมือนกันเป็นเรื่องปกติ แล้วก็ค่อนข้างจะไม่ทุกข์ทนจากอะไร ทุกอย่างมาจากเรื่องศรัทธานี้ล่ะค่ะ เรามีศรัทธา แล้วก็เรื่องกีฬา นุ๊กว่าข้ามสิ่งที่เราทำไม่ได้มาหลายอย่างมาก เพราะว่าเราศรัทธา เรามีสะพาน เวลาที่นุ๊กเห็นคนที่ไม่มีศรัทธาในอะไรเลย รู้สึกสงสาร มันจะไม่มีปาฏิหาริย์อะไรเลยเกิดขึ้นในชีวิต มันน่าเศร้า"

จากแต่ก่อนในสมัยที่เราออกอัลบั้มเราเปลี่ยนไปมาก คิดไหมว่าเราจะเปลี่ยนไปเยอะขนาดนี้?
"เหรอคะ นุ๊กไม่เปลี่ยนนะ (หัวเราะ)"

แต่ตอนเด็กเราดูใสๆ ?
"นุ๊กว่าตอนนี้ก็เป็นอย่างนั้นนะคะ นุ๊กก็เป็นคนที่ห่วงเล่นตลอดเวลาเหมือนเดิมในนิสัยของนุ๊กนะคะ ทำอะไรด้วยหัวใจมากกว่าสมองอยู่เสมอ ยังมีความเป็นเด็กอยู่น่ะค่ะ ไม่มีผู้หญิงคนไหนที่อายุจะ 40 แล้วไม่มีคิดอะไรมากมาย นอกจากทำงานแล้วก็พอระดับหนึ่ง และออกกำลังกายระดับหนึ่ง มันไม่ค่อยมีคนปัญญาอ่อนอย่างนี้หรอก (ยิ้ม) คือสไตล์การใช้ชีวิต นิสัย นุ๊กว่าเหมือนเดิม แต่ว่าอาจจะแบบผ่านการเรียนรู้ในแต่ละเรื่อง คือนุ๊กจะไม่ค่อยมาทุกข์ทน เสียใจมันเสียใจอยู่แล้วเวลาเกิดเรื่องไม่ดี แต่จะไม่เก็บมาทุกข์ทน เพราะนุ๊กถือว่าทุกเรื่องมันเป็นบทเรียน เราต้องยินดีกับทุกเรื่องที่เกิดขึ้น เราต้องฉลาดขึ้น แต่ถ้าเรายังทุกข์ทนอยู่ แสดงว่าเรายังโง่เหมือนเดิม แต่ว่าถ้าเราไม่ทุกข์ทน จงระวังว่าความไม่ทุกข์ทนจะกลายเป็นความไม่แคร์และผิดซ้ำๆ อันนี้ก็น่ากลัวใช่มั้ยคะ เราผ่านบทนี้มาแล้ว เพราะฉะนั้นเราจะไม่กลับไปเศร้าเรื่องเดิม ให้เรื่องนี้มันเป็นครูเราในการใช้ชีวิตต่อไป เราจะเริ่มเห็นแล้วค่ะ บางทีเราเลือกที่จะเจอกับมัน แต่ถ้ารู้ว่ามันคือปัญหาเราก็เลือกที่จะไม่เจอก็มี"

อย่างตอนที่เราจะเปลี่ยนศาสนา มีข่าวออกมาหลายคนก็ตกใจว่าทำไมเราเปลี่ยนไปได้ขนาดนี้?
"โชคดีที่ไม่ได้เสพอินเทอร์เน็ต ถามว่าติสต์รึเปล่า คือนุ๊กเป็นคนจริง ถ้าทำอะไรจะทำจริง ชีวิตมี 2 อย่างคือ ทำกับไม่ทำ แล้วเป็นคนที่ไม่ชอบให้ใครมาบังคับ ชอบอยู่ในกฎเกณฑ์ที่ตัวเองยอมรับมันและสร้างมันขึ้นมา ตอนที่ไปเรียนศาสนาแล้วรู้สึกว่าครูที่สอน เข้าไปปุ๊บ เค้ารู้พุทธเยอะ เราก็เลยรู้สึกว่าเค้ารู้จักเราแล้วทำไมเราถึงไม่รู้จักเค้า เราก็ต้องเปิดใจที่จะรู้จักเค้า มันเป็นก้าวแรก คือศาสนาทุกศาสนาสอนเหมือนกันแต่วิธีการบอกกล่าวไม่เหมือนกัน การที่จะให้เรารับลดในอัตตาตัวตนทางพุทธศาสนาหรือทางอิสลามมี แต่ว่าต่างกันเท่านั้นเอง เพราะฉะนั้นศาสนาทุกศาสนาสอนเหมือนกัน ต่างกันแค่การบอกกล่าวและกฎต่างๆ ซึ่งอิสลามค่อนข้างเยอะ เรารับอิสลามถ้าเราเคร่งจริงๆ ถ้าเราปฏิบัติตามได้ทั้งหมด ก็เหมือนเราบวชเลยนะ แต่ต่างกันที่ว่าอิสลามไม่มีพระ จะมีการครองเรือนได้ ในพุทธไม่ได้เท่านั้นเอง เราก็เลยรู้สึกว่าทุกอย่างคล้ายกัน เราก็เลยได้ผลอะไรหลายอย่างในกฎของเค้า ที่นุ๊กชอบเลยจริงคือละหมาด ในตอนที่นุ๊กเป็นพุทธอ่ะ นุ๊กก็พยายามนั่งสมาธิทุกวัน นั่งวันละชั่วโมง ทีนี้เราเอามาปรับใช้ในชีวิตประจำวันของเรายากนิดนึง แต่พอเราเปลี่ยนเป็นละหมาด 5 เวลา ถ้าของพุทธเราขาดการนั่งสมาธิไปวันนึงหรือสองวัน ก็จะรู้สึกว่าไม่ดีแล้ว เพราะฉะนั้นต้องนั่งไม่ให้ขาดเลย แต่ในอิสลามต้องละหมาด ถ้าไม่ละหมาดจะบาป เราจะมีคำว่า บาป อยู่ข้างหลังแล้ว มันบังคับเราอยู่ในตัว 5 เวลา อย่างเวลาเราโมโหเราไม่ดีแล้ว มันก็จะมีละหมาดมาตัดทุกๆ ช่วงเวลา เราก็เข้าใจในกฎของเค้าค่ะ การถือศีลอดก็ดี การคิดเงินเก็บที่เรามีอยู่ก็ดีแล้วเอาไปบริจาคทาน คือแต่ละเรื่องที่เรามองเห็นในข้อดี ทำไมเราจะไม่รับ เราก็รู้สึกรับอิสลาม"

การใช้ชีวิตในบ้าน อย่างในบ้านเป็นพุทธและเราเป็นอิสลามคนเดียว มันต้องมีการปรับอะไรไหม?
"เราว่ามันไม่ใช่เรื่องยากแค่อยู่ร่วมกันเหมือนครอบครัวปกติ มันยากก็แค่ตรงเราเยอะกันเองน่ะค่ะ เค้าจะต้องเปลี่ยนตามเราหรือว่าแม่อยากให้เราเปลี่ยนกลับ ถ้าเกิดความคิดตรงนี้มันเกิดขึ้นปุ๊บมันยากทันทีที่จะใช้ชีวิตอยู่ด้วยกัน แต่โชคดีที่บ้านไม่ได้สร้างความยากให้นุ๊กและนุ๊กก็ไม่ได้สร้างความยากอะไรให้ที่บ้าน ก็เลยไม่มีอะไรกัน ก็แค่เราไม่ทานหมูแล้วก็ไม่ทานเลือด ซึ่งมันก็ไม่ได้เป็นเรื่องยากนะคะ และเค้าก็ไม่เคยห้ามเรา เค้าก็รู้สึกเหมือนตอนที่เราจะบวชน่ะค่ะ เค้าก็ไม่ชอบหรอก แหยๆ ทั้งคู่ ทำไมมันสุดโต่งอะไรรึเปล่า เราถึงบอกว่าที่บ้านมันถึงง่ายตรงที่ว่า ถ้าเค้าจะกลัวเราว่าบ้ารึเปล่า เค้าจะรู้เพราะเค้าเห็นการใช้ชีวิตของเราในทุกวัน ซึ่งคนนอกอาจจะไม่เห็น เช่นตอนเราเป็นพุทธเราก็ปฏิบัติ ใจเย็นขึ้น เค้าจะเริ่มเห็น เราพาที่บ้านเข้าวัด เค้าจะเห็นแล้วว่าเราชัดเจน ตอนที่เราเป็นมุสลิม แรกๆ เค้าคงคิดว่าเราอยากแต่งตัวบ้าๆ รึเปล่า เราไปตามใคร เค้าก็คงคิดเหมือนกัน เพราะว่าเราดูเคร่งดีในตอนเป็นพุทธ แต่พอเค้าเห็นเราละหมาด เค้าเห็นเราไม่ยอมกินหมูจริงๆ เค้าเริ่มเห็นละหมาดเราไม่ขาดเลย มันต้องทำให้เห็นน่ะค่ะเรื่องพวกนี้ จะไปบอกว่าอันนั้นมันดี อันนี้มันไม่ดี คนเราอ่ะพูดไปก็เหนื่อย เค้าก็ต้องเห็นน่ะค่ะ พอเค้าเห็นเค้าก็จะเริ่มยอมรับ ก็สบาย ที่บ้านไม่มีปัญหา"

ลูกๆ ของเราว่ายังไงบ้าง?
"ลูกเนี่ยตอนบวชเค้าร้องไห้ แม่ของเค้าคือสมบัติ ก่อนจะบวชเค้าก็ไม่มานอนกับเรา 2-3 วัน พอรู้ว่าแม่จะไปบวชน่ะค่ะ ช่วงแรกๆ ที่กลับมาก็จะไม่เดินกับแม่เพราะแม่น่าเกลียด (หัวเราะ)"

เราได้มีการอธิบายให้ลูกเข้าใจไหม?
"ก็ทำให้มันสบายๆ ค่ะ เราจะทำทุกอย่างให้มันสบาย คือชีวิตนะ นุ๊กว่าถ้าเราทำให้มันยากก็ยาก แต่ถ้าเราใช้ให้มันง่ายก็ง่าย และโลกใบนี้มันสั้นมาก แล้วยังไม่รับประกันว่าจะอยู่ถึงค่าเฉลี่ยของมนุษย์ปกติรึเปล่า เพราะฉะนั้นใช้ชีวิตให้มันง่ายน่ะค่ะ ดีที่สุด คิดเยอะไม่เท่าไร แต่ชอบคิดแทน คนเราชอบคิดแทน อย่างสมมติว่าคนก็จะเริ่มคิดแทนนุ๊กว่ามันเป็นอะไร มันบ้ารึเปล่า มันอาจจะอกหักช้ำรักจากใครรึเปล่า หรือมีแฟนรึเปล่า ซึ่งเจ้าตัวไม่ได้อะไรเลย แค่ไปเรียนแล้วก็ถูกใจ ก็เปลี่ยนก็แค่นั้นเอง ชีวิตง่ายมาก อันนี้แหละเชื่อมั้ยว่ามันกลับมาสอนนุ๊ก คือนุ๊กอ่ะเจอคนที่คิดแทนนุ๊ก เราไม่เคยโกรธเลยนะ เพราะเราก็เคยเป็นอย่างนั้น เราไม่ได้โกรธนะ เวลาคนมองว่าบ้ารึเปล่านุ๊กก็ยังขำเลย นุ๊กรู้สึกเค้ายังคิดว่าเราบ้ารึเปล่า เรายังคิดเลยแต่ว่าเราไม่ได้บ้านะ เรายังมีสติที่จะรู้ คนอื่นคิดว่าเราบ้า เราก็อายเหมือนกัน จริงๆ เราก็ไม่ได้อยากอย่างนี้ แต่ว่าเราเลือกทางนี้แล้ว ครั้งแรกที่คลุมหัวแล้วเดิน อายจะตาย อายมาก ไม่ใช่ว่ารู้สึกแต่งตัวสวยนะ ด้วยนิสัยนุ๊กสไตล์นุ๊ก นุ๊กไม่ใช่คนสไตล์นี้ เป็นคนห้าวๆ จะให้นุ๊กมาฟรุ้งฟริ้งนุ๊กไม่เป็น คือทำได้วันสองวัน หน้ามันเหมือนคนแบ๊วๆ แต่ถ้าให้ใช้ชีวิตอย่างนี้ทุกวันทำไม่ได้ มันไม่ใช่ตัวนุ๊กเลย แต่ว่ามันก็ต้องยอมรับในกฎที่เราเลือก ข้อดีของอิสลามคือเราดิวกับพระเจ้า เราไม่ได้ดิวกับคนที่มาเห่าใส่เราทุกคน เพราะฉะนั้นเนี่ยไม่ว่าใครจะพูดยังไงกับเรา เรากลับมาคิดพิจารณาปรับปรุงตัวเองได้แต่ไม่แคร์ เพราะว่าคนที่จะตัดสินตอนที่เราตายคือพระเจ้าเท่านั้น ไม่มีใครมาตัดสินเรา อิสลามไม่มีพระหรือไม่มีสิ่งที่มาเทียบเคียงในพระองค์เลย เพราะฉะนั้นไม่มีแน่นอนที่จะมาตัดสินเราได้ เราฟังเค้าได้ พิจารณาตัวเอง แก้ไขได้แต่ว่ายังไงเราต้องแคร์พระองค์ที่สุด ตอนที่แต่งไปเราก็กลัวว่าคนจะมองเราบ้าเหมือนกัน แต่ก็ต้องทำน่ะค่ะ เพราะว่าเราเลือกแล้ว เราก็ทำ ถ้าทำครึ่งๆ กลางๆ นุ๊กจะรู้สึกว่านุ๊กหลงทาง เพราะนุ๊กเคยเป็นพุทธที่สุดเหมือนกันค่ะ นุ๊กว่านุ๊กเป็นหนึ่งในพุทธศาสนิกชนที่ดี ณ ตอนนั้น เพราะฉะนั้นตอนนี้ก็ต้องทำให้สุดเหมือนกัน ไม่งั้นจะกลายเป็นหลงทางครึ่งๆ กลางๆ"

เปลี่ยนศาสนามานานรึยัง?
"เพิ่งเปลี่ยนมาได้ประมาณ 2-3 เดือนเองค่ะ"

มีคิดไหมว่าเราอาจจะเปลี่ยนกลับคืน?
"เออแปลกมาก คนว่านุ๊กบ้า นุ๊กไม่เคยโกรธเลยนะ เพราะนุ๊กคิดว่าเราเจอคนพวกเรา เราก็คงจะคิดว่ามันบ้า (ยิ้ม) แต่เวลาที่คนมาพูด อย่างคุณย่ามาพูด นุ๊กก็จะตึ้บไปเหมือนกัน แต่คุณย่าเค้าน่ารัก ท่านรักนุ๊กมาก ท่านก็บอกว่า จะนับถืออะไรก็ดีแล้วล่ะลูก เสื้อผ้าก็เก็บไว้บ้างนะลูก อย่าเก็บไปให้ใครเค้าหมด เผื่อวันหนึ่งเราจะเปลี่ยนกลับ เราจะรู้สึกว่าอันนี้เป็นคำพูดที่เราไม่ชอบ เพราะเราไม่ได้คิดที่จะเปลี่ยนไปเปลี่ยนกลับ แต่ก็ไม่โกรธอะไรนะคะ แค่รู้สึกไม่ชอบ แต่เวลาคนว่า เราบ้า เราจะขำ ไม่ได้โกรธหรอก"

งานในวงการบันเทิงยังทำเหมือนเดิมไหม?
"ยังทำเหมือนเดิมค่ะ รับละคร ยังถ่ายละครอยู่เหมือนเดิม คลุมผมก็ยังคลุมอยู่ในวันที่ต้องคลุม ถ้าถามว่าจะคลุมตลอดมั้ย คือก็ต้องยอมรับก่อนอย่างแรก ในทุกกฎที่เป็นเกี่ยวกับศาสนา นุ๊กชอบ นุ๊กรักเกือบทุกกฎเลย แต่เรื่องแต่งกายเป็นกฎที่นุ๊กเก็ตนะคะ พอเราทำสักพักเราจะรู้ว่าข้อดีคืออะไร แต่ไม่อิน อย่างสมมติว่าเรื่องละหมาดนุ๊กอินมาก ต่อให้ยังไม่ถือ เข้าเดือนกำลังจะถือ นุ๊กอินเพราะนุ๊กเข้าใจ แต่เรื่องการแต่งกาย นุ๊กโดนคนมุสลิมมาว่า ไม่ชอบให้ใครมาบังคับค่ะ ถ้าซ้ายปุ๊บนุ๊กจะขวาเลย ด้วยพื้นฐานครอบครัวและการเกิดมานุ๊กไม่เคยแต่งตัวสไตล์นี้ เพราะฉะนั้นมันเป็นเรื่องที่ยุ่งยาก เป็นเรื่องที่เกินจะต้องบวกเวลาเข้าไปเพิ่มในชีวิต และด้วยความที่นุ๊กไม่ใช่คนเซ็กซี่หรือแต่งตัวโป๊ เราก็คิดว่าเราจะโป๊เกินไปรึเปล่า เพราะฉะนั้นเรื่องนี้มันไม่อิน เพื่อนนุ๊กเคยถามจะคลุมผมไปตลอดไหม เราก็บอกไม่รู้ คิดแค่ว่านุ๊กอยากคลุมก็คลุม แต่ยังไม่มีวันไหนที่ไม่อยากคลุมเท่านั้นเอง อย่าไปคิดไกล"

ละครที่เรารับตอนนี้มีเรื่องอะไรบ้าง?
"มีของโมโนเรื่องนึง เรื่อง น้ำใสใจจริง แล้วก็ของช่อง 3 กุหลาบตัดเพชร"

รับงานตามปกติไม่ได้มีข้อจำกัด?
"รับงานตามปกติค่ะ คือทุกคนถามว่าปกติมั้ย ก็ปกตินะ แต่ข้อจำกัดก็คือไม่โป๊หรือว่าไม่มีบทกอดจูบ ซึ่งก็ไม่เคยได้รับอย่างนี้อยู่แล้ว ไม่มีใครป้อนอย่างนี้มาอยู่แล้ว และเราก็รู้สึกว่าเราก็ไม่ใช่สาวแนวนี้ ไม่ใช่ไม่ชอบนะคะ เวลาเห็นคนเซ็กซี่ละชอบมอง แต่นุ๊กเคยที่จะแต่งตัวไปงานและมันเซ็กซี่ สุดท้ายนุ๊กก็ต้องถอดเพราะมันไม่เข้ากับตัวเอง คนเรามันสวยไม่เหมือนกัน มันมีสไตล์การดำเนินชีวิตไม่เหมือนกันเท่านั้นเอง"

ถ้าสมมติมีคอนเสิร์ตอีกสักครั้ง เราสามารถขึ้นเล่นได้ตามปกติไหม?
"จริงๆ การร้องเพลงมันก็เป็นเรื่องที่ไม่ได้ถูกต้องนะคะ เล่นละครก็ไม่ใช่เรื่องที่ดี อย่างดูหนังฟังเพลงก็ไม่ใช่เรื่องที่ดีนะคะในอิสลาม แต่อย่างที่บอกก็เป็นเรื่องที่เราดิวกับพระองค์ ขออนุญาต คือนุ๊กก็ไม่สะดวกใจร้องเพลงเท่าไรนะคะ อาชีพนุ๊กมันเหมือนกับว่า ถ้าเรามองอาชีพเราคือนักแสดงใช่มั้ยคะ เราจะขอพระองค์มันง่ายเพราะนั่นมันคืองาน แต่ว่าการร้องเพลงนานๆ ที เรายังมองว่ามันไม่ใช่งานทั้งหมด นอกจากเงินมันเยอะจริงๆ นะคะ (ยิ้ม) มีมินิคอนเสิร์ตติดต่อมาค่ะ แต่นุ๊กไม่ได้รับ ทำอะไรตามใจตัวเองค่ะ บางทีเงินเยอะก็ไม่ได้รับเสมอไป"

แฟนคลับเราล่ะ?
"ก็ยังมีกลุ่มที่เค้ายังอยู่ แต่ก็โชคดีค่ะ ในความที่นุ๊กเป็นตัวนุ๊กค่ะ เค้าจะชอบนุ๊กในแบบที่เป็นตัวของเรา นุ๊กก็จะเป็นคนพูดตรงๆ ค่ะ เป็นตัวเรามันดีตรงนี้ เรามองว่า ดีเนอะเราอยู่กับเค้า เราสบายใจ เจอแฟนคลับ ไปกินข้าวกัน ใช้เวลาทั้งวันไม่อึดอัด และเค้าก็รักเราจริงๆ ในแบบที่เราเป็น ไม่ได้รักเราที่เราเป็นคนโน้นคนนี้".

นุ๊ก สุทธิดา เผยสาเหตุที่ตัดสินใจเปลี่ยนศาสนาเป็นอิสลาม เพราะเชื่อในศรัทธาของพระองค์ เข้าใจศาสนาทุกศาสนามีจุดมุ่งหมายเหมือนกัน แต่มีความศรัทธาอันแรงกล้าเลยตัดสินใจเปลี่ยนนับถืออิสลาม ชีวิตในตอนนี้ยังเหมือนเดิมไม่มีอะไรเปลี่ยน 7 มิ.ย. 2558 16:58 8 มิ.ย. 2558 15:58 ไทยรัฐ