วันศุกร์ที่ 27 เมษายน พ.ศ. 2561
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

อำนาจคุมกำลัง ชี้ชะตา "ประยุทธ์"

ผ่าจุดเสี่ยงกองทัพ “ขยับขุนศึก” ควบแน่น คสช.

ร้อนสลับฝน อากาศเมืองไทยช่วงเปลี่ยนผ่านฤดู

พร้อมๆกับวันเวลาที่เข้าสู่เดือนมิถุนายน ผ่านครึ่งปีมาแล้ว

และนั่นก็ครบกำหนดที่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี หัวหน้า คสช.ต้องนำทีมชี้แจงผลการดำเนินงานในรอบ 6 เดือนของคณะรัฐมนตรีและความคืบหน้าในรอบ 1 ปีของกระบวนการปฏิรูป ต่อที่ประชุมเสวนาแม่น้ำ 3 สายคือ สภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) สภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) และ ครม.

พร้อมๆกับสัญญาณการต่อ “โปรโมชั่นอำนาจพิเศษ”

กับข้อเสนอที่ถูก “จุดพลุ” ออกมาจากทิศใดทิศหนึ่ง ชงให้ พล.อ.ประยุทธ์และรัฐบาลทหาร คสช.อยู่สานต่อยุทธศาสตร์การปฏิรูปประเทศไปเลย 2 ปี ก่อนเปิดให้มีการเลือกตั้งทั่วไป

ไม่ให้การปฏิวัติ “เสียของ” ซ้ำแล้วซ้ำอีก

ตามอาการที่นายกฯและหัวหน้า คสช.ก็แบะท่ารับเป็นเชิง โยนให้เป็นเรื่องของประชาชน

“ผมเฉยๆ ถ้าให้ผมอยู่ผมก็ทำ อยู่ด้วยความชอบธรรมนะ ไม่ได้อยู่ด้วยอำนาจ ถ้าทุกคนอยากให้ผมอยู่ ผมก็อยู่ ผมก็ทำให้ แต่ต้องช่วยปกป้องผมจากภายนอกประเทศ รวมถึงภายในประเทศด้วย ที่กล่าวหาว่าผมอยากสืบทอดอำนาจ

ซึ่งผมไม่ต้องการอำนาจ เพราะผมไม่ได้ผลประโยชน์ ผมต้องการทำประเทศชาติให้ดีขึ้น แต่จะทำอย่างไร ผมไม่รู้ มันเป็นเรื่องของรัฐธรรมนูญ”

โยนหิน หยั่งกระแส เปิดทางล่วงหน้า

เอาเป็นว่า ประเมินสัญญาณประกอบกับเงื่อนไขสถานการณ์ตามโปรแกรมภายหลังมีการเปิดช่องให้ทำประชามติร่างรัฐธรรมนูญใหม่ ตามโปรแกรมที่นายวิษณุ เครืองาม รองนายกฯ ฝ่ายกฎหมาย กะคร่าวๆจะทำประชามติได้ในเดือนมกราคม 2559

และยังมีเรื่องของกฎหมายลูกประกอบรัฐธรรมนูญ ดังนั้นการเลือกตั้งจะเกิดได้อย่างเร็วที่สุดในเดือนกันยายนปีเดียวกัน ยังไม่นับกระบวนการขั้นตอนกว่าจะตั้งรัฐบาลชุดใหม่

สรุปเส้นทางอำนาจพิเศษของ พล.อ.ประยุทธ์อย่างต่ำก็น่าจะยาวไปถึงต้นปี 2560

สัญญาณต่อโปรโมชั่นพิเศษถูกส่งออกมาหยั่งกระแสแต่หัววัน ในขณะที่ความต่อเนื่องของงานตามโรดแม็ป คสช. ก็ยังเดินหน้าต่อเนื่อง

ตามโปรแกรมที่คณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญได้ปิดขั้นตอนการรับข้อเสนอของฝ่ายต่างๆในการปรับแก้ร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญร่างแรกไปแล้ว

เข้าสู่ขั้นตอนการจัดหมวดหมู่ เรียงมาตราเพื่อปรับแก้

โดยที่กระแสวิพากษ์วิจารณ์ เสียงของพวกที่อยู่ในข่ายได้เสียผลประโยชน์ยังดังอยู่เป็นระยะ

ที่แน่ๆระหว่างกระบวนการไปสู่รัฐธรรมนูญร่างสุดท้าย จะได้เห็นตัวตนที่แท้จริงของแต่ละกลุ่มแต่ละขั้วที่สะท้อนความต้องการล็อกความได้เปรียบในกติกาใหม่ของประเทศไทย

ตามธรรมชาติของประชาธิปไตยคือการต่อรองอำนาจและผลประโยชน์

และที่ตีคู่กันมาก็คือยุทธศาสตร์ปรองดองของ คสช.ที่ถือว่าเดินได้อย่างต่อเนื่อง

ล่าสุดศูนย์ปรองดองสมานฉันท์เพื่อการปฏิรูป (ศปป.) ได้จัดการเสวนาปรองดองสมานฉันท์เพื่อความมั่นคงและยั่งยืนในสังคมไทย เป็นครั้งที่ 2 ณ สโมสรทหารบก ถนนวิภาวดีรังสิต

โดย พล.อ.ฉัตรเฉลิม เฉลิมสุข เสนาธิการทหารบก เป็นประธาน

มีการส่งเทียบเชิญทั้งทีมงานพรรคเพื่อไทย อาทิ นายสุรพงษ์ โตวิจักษณ์ชัยกุล นายนพดล ปัทมะ นายกิตติรัตน์ ณ ระนอง นายจาตุรนต์ ฉายแสง ขณะที่นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ และนายสาธิต ปิตุเตชะ มาเป็นตัวแทนพรรคประชาธิปัตย์

ส่วนกลุ่มการเมืองก็มีนายจตุพร พรหมพันธุ์ นายเหวง โตจิราการ แกนนำกลุ่ม นปช. นายสมศักดิ์ โกศัยสุข นายสุริยะใส กตะศิลา แกนนำม็อบพันธมิตรฯ รวมถึงทีมงานม็อบ กปปส.อย่างนายเสรี วงษ์มณฑา และนายเจิมศักดิ์ ปิ่นทอง

มากันพร้อมหน้าพร้อมตา ครบทุกขั้วขัดแย้ง

สวนทางกับบรรยากาศเครียดๆ แรงกระเพื่อมทางการเมืองจากปมการยึดหนังสือเดินทางและการลุยถอดยศ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี

โดยสถานการณ์ด้านความมั่นคงยังไม่มีสัญญาณป่วนอย่างที่ทหาร ตำรวจ เฝ้าระวัง

รัฐธรรมนูญ ปรองดอง เดินหน้าตามโปรแกรม ยังอยู่ในโรดแม็ป คสช.

แต่ที่แทรกคิวขึ้นมาให้จับตา กับประเด็นการแต่งตั้งผู้บัญชาการทหารบกคนใหม่

ตามปรากฏการณ์ที่ พล.อ.ประยุทธ์ เล่นบทเข้มปรามสื่อมวลชน อย่าโยงประเด็นการแต่งตั้งน้องชายคือ “บิ๊กติ๊ก” พล.อ.ปรีชา จันทร์โอชา ผู้ช่วย ผบ.ทบ. ขึ้นเป็น ผบ.ทบ.คนใหม่

เพื่อเป็นการช่วยค้ำรัฐบาล คสช.

“สื่อเวลาเขียนก็ขอให้เขียนให้ถูกต้อง ไม่ใช่ไปเขียนว่าอำนาจคือเรื่องการอยากอยู่ต่อในตำแหน่ง โดยมีน้องชายผมคอยออกมาปกป้อง อย่ามาพูดอย่างนี้กับผม”

พล.อ.ประยุทธ์ย้ำเสียงแข็ง “ผมทำงานไม่มีพี่มีน้อง”

ก่อนตัดบทเลยว่า สื่อไม่ต้องรีบเขียนเพราะไม่ใช่เรื่องของสื่อ ไม่ต้องไปเขียนว่าใครจะเป็น เพราะคนที่จะเขียนคือ พล.อ.อุดมเดช สีตบุตร ผบ.ทบ.คนปัจจุบัน

โดยแต่ละเหล่าทัพก็จะไปเข้าการพิจารณาของแต่ละคณะ และทั้งหมด ทุกคนจะเอาบัญชีของตัวเองเข้าสู่ที่ประชุม สภากลาโหม ซึ่งมีคณะกรรมการแต่งตั้ง ถ้าทุกคนดูแล้วแต่ละกองทัพไม่มีปัญหา เขาก็ตั้งตามนั้น

ฟังดูก็ว่ากันตามหลักการทั่วไป

แต่เรื่องของเรื่อง จุดน่าสนใจ เบื้องต้นเลยเป็นคิวที่ พล.อ.ประยุทธ์วกโยงเข้าเรื่องเอง

โดยที่นักข่าวไม่ได้ถามถึงประเด็นการตั้ง ผบ.ทบ.คนใหม่แต่อย่างใด อีกทั้งในจังหวะที่กำลังเคลียร์กระแสวิจารณ์เรื่องการอยู่ต่อในอำนาจของ คสช.

งานนี้มองอีกนัยก็เหมือนจงใจ “เขี่ยลูก” หยั่งเชิงกันในที

ด้วยฟอร์มนี้ “บิ๊กตู่” น่าจะหวังเช็กกระแสบางอย่าง

อย่างไรก็ดี ถ้าว่ากันตามเงื่อนเวลามันก็เข้าสถาน-การณ์ ตามจังหวะการปรับย้ายในกองทัพเพื่อรองรับการเกษียณอายุราชการสิ้นเดือนกันยายน

จะต้องเริ่มจัดโผทำบัญชีโยกย้ายกันตั้งแต่ช่วงนี้

และว่ากันจริงๆเลยมันก็มีความเคลื่อนไหวมาก่อนหน้าแล้ว จากกระแสข่าวลือบิ๊กทหารที่มีตำแหน่งในคณะรัฐมนตรี ต้องลาออกจากกองทัพเพื่อเปิดทางให้พวกที่จ่อคิวอยู่ได้เลื่อนขึ้นมาแทน

ซึ่งหนึ่งในนั้นก็คือชื่อของ “บิ๊กนมชง” พล.อ.ฉัตรชัย สาริกัลยะ รมว.พาณิชย์ ที่พ่วงเก้าอี้ใหญ่ในกองทัพคือตำแหน่งรอง ผบ.ทบ.

ตามทางข่าวจึงมีการมองไปถึงการเปิดพื้นที่ให้มีการขยับ “5 เสือ ทบ.”

โดยเฉพาะการพุ่งเป้าโฟกัสไปที่การปูเส้นทางให้ พล.อ.ปรีชาในฐานะน้องชาย พล.อ.ประยุทธ์ได้จ่อเสียบจ่าฝูงกองทัพบก

ก่อนที่ พล.อ.ประยุทธ์จะออกมาบอกปัด และกระแสซาลงไปชั่วขณะ

แต่ข่าววงในก็กรุ่นๆมีข้อมูลกระเส็นกระสายอยู่ตลอดเวลา และล่าสุดเมื่อ พล.อ.ประยุทธ์โยนทุ่นออกมาเองในจังหวะใกล้กำหนดที่ พล.อ.อุดมเดชจะเกษียณอายุราชการในเดือนกันยายนนี้

มันก็ยิ่งเร้าสถานการณ์วัดใจระหว่าง “น้องร่วมค่าย” กับ “น้องร่วมสายโลหิต”

แน่นอนชื่อของ พล.อ.ปรีชา เป็นเป้าโฟกัสเพราะนามสกุล “จันทร์โอชา”

ขณะที่คู่แคนดิเดตอีกคนคือ พล.อ.ธีรชัย นาควานิช ผู้ช่วย ผบ.ทบ. เป็นนักเรียนเตรียมทหารรุ่น 14 ร่วมรุ่นกับ พล.อ.อุดมเดช
ว่ากันตามอาวุโส พล.อ.ธีรชัยย่อมมีภาษีกว่า

อีกทั้งยังมีสถานะเป็น “น้องรัก” ของ พล.อ.ประยุทธ์ และสายตรงของ “บิ๊กป้อม” พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกฯ และ รมว.กลาโหม เพราะเป็นทหารที่เติบโตมาในเส้นทางนักรบตะวันออก

พร้อมสืบทอดตำนาน “บูรพาพยัคฆ์”

นี่แหละปมที่น่าจะทำให้ พล.อ.ประยุทธ์หนักใจ เจอโจทย์โคตรยากในการตัดสินใจ

จริงอยู่ถ้าว่ากันตามหลักการ โดยข้อบังคับของกระทรวงกลาโหมที่ว่าด้วยการแต่งตั้งนายทหารชั้นนายพล ตามพระราชบัญญัติการจัดระเบียบของกระทรวงกลาโหม 2551 การโยกย้ายนายทหารระดับชั้นนายพล จะอยู่ภายใต้คณะกรรมการตามมาตรา 25 ที่ประกอบด้วย รมว.กลาโหม รมช.กลาโหม ผบ.ทหารสูงสุด ผบ.เหล่าทัพ และปลัดกระทรวงกลาโหม เป็นกรรมการและเลขานุการ

ไม่เกี่ยวกับนายกรัฐมนตรีหรือหัวหน้า คสช.แต่อย่างใด

แต่นั่นหมายถึงในสถานการณ์ปกติ ไม่ใช่ภาวะปัจจุบันที่บ้านเมืองอยู่ในช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อจากการที่ทหารยึดอำนาจการปกครอง ภายใต้ “รัฏฐาธิปัตย์” ทุกอย่างอยู่ในกำมือของคนคุมอำนาจพิเศษ

พล.อ.ประยุทธ์คือผู้ถือดุลอำนาจตัวจริงเสียงจริง

และสิ่งสำคัญเหนืออื่นใดก็คือ เงื่อนสถานการณ์ภายใต้ยุทธศาสตร์ที่ คสช.มีภารกิจในการถือธงปฏิรูป ยกเครื่องใหญ่ประเทศไทยไปปักที่จุดหมายปลายทาง

ขบวนคุ้มกัน ฐานค้ำอำนาจรัฐบาลต้องแข็งแกร่ง

การโยกสลับขุมกำลังหลักในกองทัพ ไล่ตั้งแต่จ่าฝูงกองทัพบก ลดหลั่นลงมาในระดับการคุมกำลัง แม่ทัพภาค ไปยันผู้บัญชาการกรมถือว่าเป็นความท้าทาย

ขืนส่งไม้ไม่ดี ไม้หล่นกลางทางมีผลเสียหายแน่

การบริหารจัดการบนพื้นฐานการสร้างความมั่นคงทางอำนาจจึงต้องมาเป็นอันดับแรก

แต่การเลือกระหว่าง “น้องรักร่วมค่าย” กับ “น้องร่วมสายโลหิต” ก็จำเป็นต้องประเมินผลบวกผลลบ

เป็นโจทย์ยากที่จะฟันธงระหว่างความไว้เนื้อเชื่อใจน้องร่วมท้อง กับ ภาวะทางใจกับพี่น้องร่วมค่าย ภายใต้เงื่อนสถานการณ์ที่แรงเสียดทานภายนอกจากฝ่ายต้านและฝ่ายที่เสียผลประโยชน์พร้อมจะลุกฮือได้ทุกขณะ ถ้าสถานการณ์ภายในแกว่งจะยิ่งไปกันใหญ่

ขืน คสช.ยืนไม่มั่น เกิดปมแตกคอจากการหักเหลี่ยมอำนาจกันเอง

เกิดจังหวะพลิกผันขึ้นมา มันจะเอาไม่อยู่.

“ทีมการเมือง”

6 มิ.ย. 2558 08:41 ไทยรัฐ