วันอาทิตย์ที่ 16 ธันวาคม พ.ศ. 2561
บริการข่าวไทยรัฐLogin
ระบุชัดสกสค. ตั้งใจ-ฉ้อโกง อายัด 183 ล้านเรียกตัวสอบกลุ่ม ‘เสี่ยบิ๊ก’

ระบุชัดสกสค. ตั้งใจ-ฉ้อโกง อายัด 183 ล้านเรียกตัวสอบกลุ่ม ‘เสี่ยบิ๊ก’

  • Share:

ปปง.แถลงอายัดทรัพย์สิน 183 ล้านบาท เสี่ยบิ๊ก และพวกเครือบริษัทบิลเลี่ยนฯ รวม ทั้งบัญชีเงินฝากผู้เกี่ยวข้องทั้งหมดอีก 32 ล้านบาท หลังพบเอกสารหลักประกันที่ใช้ปล่อยกู้ให้กับบริษัทเสี่ยบิ๊ก 3,000 ล้านบาท เป็นเอกสารปลอมเกือบทั้งหมด เลขาธิการ ปปง.ระบุชัด ตั้งใจมาโกง เชื่อมีการยักย้ายถ่ายโอนอย่างรวดเร็ว จากยอดบัญชีเงินฝากของผู้เกี่ยวข้องที่อายัดไว้ มียอดรวมแค่ 32 ล้านบาทเท่านั้น ด้านอธิบดีดีเอสไอเตรียมส่งหลักฐานทุจริตกองทุน ช.พ.ค.ให้ ป.ป.ช.สางต่อ พร้อมจ่อเรียก “เสี่ยบิ๊ก” มาสอบปากคำ

กรณี พล.อ.ไพบูลย์ คุ้มฉายา รมว.ยุติธรรม ประธานกรรมการศูนย์อำนวยการต่อต้านการทุจริตแห่งชาติ (ศอตช.) ให้ดีเอสไอตรวจสอบกรณีสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมสวัสดิการและสวัสดิภาพครู และบุคลากรทางการศึกษา (สกสค.) ทำธุรกรรมทางการเงินระหว่างกองทุนเงินสนับสนุนพิเศษและส่งเสริมความมั่นคง ตามโครงการสวัสดิการเงินกู้กองทุนฌาปนกิจ สงเคราะห์ช่วยเพื่อนครูและบุคลากรทางการศึกษา (ช.พ.ค.) กับบริษัทบิลเลี่ยน อินโนเวเท็ด กรุ๊ป จำกัด ของนายสัมฤทธิ์ บัณฑิตกฤษดา หรือเสี่ยบิ๊ก ประธานบริหารสโมสรฟุตบอลเพื่อนตำรวจ เบื้องต้นพบการทุจริตเงินกองทุน ช.พ.ค. 3,000 ล้านบาท หลังปล่อยกู้ให้บริษัทบิลเลี่ยนฯ โดยพบหลักฐานการค้ำประกันเงินกู้ล้วนปลอมเกือบทั้งหมด ทั้งดราฟต์ธนาคาร HSBC มูลค่า 100 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ เงินสกุลดีน่าโครเอเชีย 950 ล้านเหรียญโครเอเชีย เป็นเงินเก่ายกเลิกการใช้ไปแล้ว ใบหุ้นสโมสรเรดดิ้งมูลค่า 50 ล้านปอนด์ ก็เป็นชื่อของคนอื่นไม่ใช่ชื่อนายสัมฤทธิ์ ตามที่เสนอข่าวไปนั้น

โดยความคืบหน้าล่าสุดเรื่องนี้ เมื่อเวลา 10.30 น. วันที่ 5 มิ.ย. ที่สำนักงาน ปปง. พ.ต.อ.สีหนาท ประยูรรัตน์ เลขาฯ ปปง.แถลงผลการประชุมคณะกรรมการธุรกรรมครั้งที่ 8/2558 เรื่องอายัดทรัพย์สินอดีตผู้บริหารสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมสวัสดิการและสวัสดิภาพครูและบุคลากรทางการศึกษา (สกสค.) กับพวก 146 รายการ มูลค่ารวม 183 ล้านบาท ฐานทุจริตผิดต่อหน้าที่ ปล่อยเงินกู้ให้บริษัทเอกชนโดยไม่สามารถใช้คืนเงินได้

พ.ต.อ.สีหนาทกล่าวว่า ปปง.ได้รับหนังสือร้องเรียนจากอดีตผู้อำนวยการ สกสค.ให้ตรวจสอบพฤติการณ์อดีตเลขาฯ สกสค. กับพวกในการใช้อำนาจในตำแหน่งหน้าที่อนุมัติเงินกองทุนของ สกสค. ให้กับบริษัท บิลเลี่ยน อินโนเวเท็ด กรุ๊ป จำกัด กู้ยืมเงินโดยไม่มีหลักประกัน น่าเชื่อว่าอดีตเลขาฯ สกสค.กับพวก มีเจตนายักยอกเงินกองทุน โดย ปปง.ได้รับรายงานจากคณะกรรมการติดตามและตรวจสอบการใช้จ่ายงบประมาณภาครัฐ (คตร.) ให้ตรวจสอบ สกสค. เฉพาะกรณีการทำธุรกรรมทางการเงินระหว่าง สกสค. และบุคลากรทางการศึกษากับบริษัท บิลเลี่ยนฯ พบว่า อดีตเลขาฯ สกสค. ร่วมกับกรรมการฌาปนกิจสงเคราะห์ช่วยเพื่อนสมาชิกคุรุสภา (ช.พ.ค.) นำเงิน ช.พ.ค.ให้บริษัท บิลเลี่ยนฯ กู้ยืมเงินผ่านการซื้อตั๋ว สัญญาใช้เงิน 3 ครั้ง เป็นเงิน 3,000 ล้านบาท มีพฤติการณ์ที่อาจเกี่ยวข้องกับการฉ้อโกง ปลอมแปลงเอกสารการฟอกเงิน และอาจเข้าข่ายการทุจริต

พ.ต.อ.สีหนาทกล่าวต่อว่า เบื้องต้นเชื่อได้ว่า อดีตผู้บริหารของ สกสค.กับพวก และบริษัทบิลเลี่ยนฯ มีพฤติการณ์เกี่ยวข้องกับความผิดตามกฎหมายว่าด้วยความผิดของพนักงานในองค์การ หรือหน่วยงานของรัฐ หรือความผิดต่อตำแหน่งหน้าที่หรือทุจริตต่อหน้าที่ตามกฎหมายอื่น อันเป็นความผิดมูลฐานตามมาตรา 3 (5) แห่ง พ.ร.บ.ฟอกเงิน พ.ศ.2542 ดังนั้น คณะกรรมการธุรกรรมครั้งที่ 8/2558 มีมติอายัดทรัพย์สินของ 1.นายสัมฤทธิ์ บัณฑิตกฤษดา กรรมการบริษัท บิลเลี่ยนฯ 2.นายยศวัจน์ ถิรพรสวัสดิ์ กรรมการในเครือบริษัท บิลเลี่ยนฯ 3.นายสิทธินันท์ หลอมทอง กรรมการผู้มีอำนาจบริษัท บิลเลี่ยนฯ 4. นายมงคล เอี่ยงศุภพานนท์ กรรมการผู้มีอำนาจบริษัท บิลเลี่ยนฯ และที่เกี่ยวกับการกระทำความผิดไว้ชั่วคราวทั้งหมด 146 รายการ อาทิ โฉนดที่ดิน 33 แปลง เอกสาร น.ส.3 อีก 16 แปลง รวม 49 แปลง หุ้นบริษัทสัญญาประกันภัย จำกัด (มหาชน) ของนายสัมฤทธิ์ รวมมูลค่าทรัพย์สินประมาณ 183 ล้านบาท

เลขาฯ ปปง.กล่าวต่อว่า ส่วนบัญชีเงินฝากของผู้ที่เกี่ยวข้องที่ได้รับโอนเงินประกอบจากบริษัท บิลเลี่ยนฯ และบริษัทในเครือนายสัมฤทธิ์ กับพวก เป็นกลุ่มกรรมการ สกสค.และ ช.พ.ค. ประกอบด้วย 1.นายเกษม กลั่นยิ่ง อดีตเลขาฯ สกสค. 2.นายสมศักดิ์ ตาไชย เลขาฯ สกสค. คนปัจจุบัน แต่ถูก พล.ร.อ.ณรงค์ พิพัฒนาศัย รมว.ศึกษาฯ ลงนามยกเลิกสัญญาจ้างทำให้นายสมศักดิ์ พ้นจากตำแหน่งเลขาฯ สกสค.เมื่อวันที่ 29 พ.ค ที่ผ่านมา 3.นายสุรเดช พรหมโชติ รองเลขาฯ สกสค.พ้นจากตำแหน่งพร้อมนายสมศักดิ์ รวม 63 รายการ เป็นเงินประมาณ 32 ล้านบาท

พ.ต.อ.สีหนาทกล่าวต่อว่า ส่วนบัญชีของสโมสรฟุตบอลโล่เงิน จำกัด (มหาชน) ฟุตบอลสโมสรตำรวจ และบริษัทสัญญาประกันภัย จำกัด (มหาชน) ทั้งหมด 33 บัญชี รวมเงินประมาณ 43 ล้านบาท ได้ยับยั้งการทำธุรกรรมไว้ชั่วคราว เป็นเวลาประมาณ 10 วัน โดยพบว่ามีการโอนเงินเข้าบัญชีประมาณ 105 ล้านบาท แต่มีเงินคงเหลือในบัญชี 1 ล้านบาท ดังนั้นต้องตรวจสอบว่า เงินจำนวนดังกล่าวถูกนำไปใช้อะไรบ้าง ส่วนเงินที่นำไปลงทุนบริษัทสัญญาประกันภัย จำกัด (มหาชน) อยู่ระหว่างตรวจสอบ อย่างไรก็ตาม ฝากไปยังประชาชนที่เป็นลูกค้าบริษัทประกันภัยว่า ไม่ต้องกังวล ยังสามารถทำธุรกรรมทางการเงินกับบริษัทดังกล่าวได้ตามปกติ เนื่องจากเป็นเงินคนละส่วนกับการลงทุนในคดี ตอนนี้ ปปง. อายัดทรัพย์สินที่พบทั้งหมดมูลค่า 183 ล้านบาท แต่เชื่อว่ายังมีทรัพย์สินที่ไปซุกซ่อนกับบุคคลที่เกี่ยวข้องอีก ส่วนบัญชีเงินสดที่อายัดไว้ 32 ล้านบาท ถือว่าเป็นจำนวนน้อย เพราะมีการยักย้าย ถ่ายโอนออกไปจากบัญชีอย่างรวดเร็ว หลังจากมีการโอนเงินเข้าบัญชี

“สำหรับกรณีการนำเงินไปลงทุนสร้างโรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ จากการตรวจสอบเส้นทางการเงิน ไม่พบว่ามีการนำเงินไปลงทุนในประเด็นดังกล่าวเลย ชัดเจนว่าเป็นการตั้งใจฉ้อโกงตั้งแต่เริ่มต้น โดยทุกอย่างถูกเตรียมการไว้หมด ทั้งนี้ พฤติการณ์ดังกล่าว ไม่ใช่การทำนิติกรรมอำพราง แต่เป็นพฤติการณ์ที่ตั้งใจโกงตรงๆ เพราะนิติกรรมอำพรางจะต้องมีการทำสัญญาหรือเอกสาร แต่กรณีนี้ไม่มีเลย” พ.ต.อ.สีหนาทกล่าว

วันเดียวกัน ที่กรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) นางสุวณา สุวรรณจูฑะ อธิบดีดีเอสไอ กล่าวว่า ได้ให้ พ.ต.ท.พงศ์อินทร์ อินทร์ขาว รองอธิบดีเอสไอ พร้อมชุดสอบสวนตรวจสอบตามข้อเท็จจริง ใครผิดถูกว่ากันตามหลักฐานและกฎหมาย ทั้งนี้เตรียมส่งหลักฐานให้ ป.ป.ช.ดำเนินการ เนื่องจาก ป.ป.ช.มีอำนาจหน้าที่โดยตรง ส่วนด้านการสืบสวนสอบสวน ดีเอสไอจะตรวจสอบคู่ขนานไปด้วย หากพบข้อมูลอะไรเพิ่มเติม จะส่ง ป.ป.ช.และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ส่วนเรื่องการเรียกตัวนายสัมฤทธิ์ บัณฑิตกฤษดา เจ้าของบริษัทบิลเลี่ยน อินโนเวเท็ด กรุ๊ป จำกัด และประธานบริหารสโมสรฟุตบอลเพื่อนตำรวจมาสอบปากคำอยู่ระหว่างดำเนินการ หากพบใครมีส่วนเกี่ยวข้องจะเรียกสอบสวนทั้งหมด

ขณะที่ พล.ร.อ.ณรงค์ พิพัฒนาศัย รมว.ศึกษาธิการ (ศธ.) เปิดเผยภายหลังเชิญ พ.ต.ท.พงศ์อินทร์ อินทรขาว รองอธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ หรือดีเอสไอ และนายพินิจศักดิ์ สุวรรณรังค์ ผู้ตรวจราชการ ศธ. ในฐานะปฏิบัติหน้าที่เลขาฯ สกสค.เข้าหารือความคืบหน้าในการตรวจสอบการดำเนินโครงการที่ไม่โปร่งใสในสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมสวัสดิการและสวัสดิภาพครูและบุคลากรทางการศึกษา (สกสค.) ว่า ได้รับรายงานเรื่องการตรวจสอบเช็คเงินสดธนาคารแลนด์แอนด์เฮ้าส์ ที่บริษัท บิลเลี่ยนฯ ได้นำมาเป็นหลักทรัพย์ค้ำประกัน ระบุหน้าเช็ค 2,100 ล้านบาท ผลการตรวจสอบธนาคารได้รายงานให้ทราบว่า มีวงเงินไม่เพียงพอที่จะจ่ายตามจำนวนเงินหน้าเช็ค ดีเอสไอและสำนักงานสกสค.จะต้องรวบรวมหลักฐานเพื่อดำเนินการตามกฎหมายต่อไป ส่วนกรณีที่มีข่าวว่า ดีเอสไอเตรียมเรียกเจ้าหน้าที่ของสำนักงาน สกสค. 10 ราย คาดว่าน่าจะมีส่วนเกี่ยวข้องกับโครงการดังกล่าวเข้าให้ข้อมูลนั้น ได้รับการยืนยันจากรองอธิบดีดีเอสไอว่า ยังไม่มีรายชื่อเจ้าหน้าที่ สกสค.ที่จะเรียกมาให้ข้อมูลแต่อย่างใด

มีรายงานด้วยว่า หลังจากได้รับการยืนยันจากทางธนาคารแลนด์แอนด์เฮ้าส์ ว่าเช็คเงินสดที่ บริษัทบิลเลี่ยนฯ นำมาเป็นหลักทรัพย์ค้ำประกัน ระบุหน้าเช็ค 2,100 ล้านบาท มีเงินไม่เพียงพอจ่ายตามจำนวนตัวเลขหน้าเช็ค และ รมว.ศธ.ได้สั่งการให้สำนักงาน สกสค.ดำเนินการตามกฎหมายนั้น ล่าสุดนายพินิจศักดิ์ ได้มอบหมายให้ฝ่ายกฎหมายไปแจ้งความเพื่อดำเนินคดีกับบริษัทบิลเลี่ยนฯ พร้อมทั้งได้มีหนังสือแจ้งไปยังหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อนำไปใช้เป็นข้อมูลในการตรวจสอบและดำเนินคดีกับผู้ที่เกี่ยวข้องต่อไป

นอกจากนี้ ผู้สื่อข่าวยังได้รับการเปิดเผยจากเจ้าหน้าที่ในสำนักงาน สกสค.ว่า ในการประชุมบอร์ด สกสค.ที่ผ่านมา นอกจากจะมีมติเลิกจ้างนายสมศักดิ์ ตาไชย อดีตเลขาฯ สกสค.แล้ว ที่ประชุมยังเห็นชอบในข้อบังคับคณะกรรมการส่งเสริมสวัสดิการและสวัสดิภาพครู และบุคลากรทางการศึกษาว่าด้วยกองทุนสนับสนุนพิเศษและส่งเสริมความมั่นคงตามโครงการสวัสดิการเงินกู้ ช.พ.ค. และ ช.พ.ส.2558 และขณะนี้ รมว.ศธ.ได้ลงนามในข้อบังคับฉบับดังกล่าวแล้ว ซึ่งข้อบังคับดังกล่าวจะมีผลทำให้ยกเลิกระเบียบสำนักงาน สกสค.ว่าด้วยกองทุนสนับสนุนพิเศษและส่งเสริมความมั่นคงตามสวัสดิการเงินกู้ ช.พ.ค. พ.ศ.2557 และ ช.พ.ส.2557 ส่งผลให้คณะ กรรมการกองทุนสนับสนุนพิเศษฯที่มีทั้งสิ้น 18 คน มีนายเกษม กลั่นยิ่ง เป็นประธาน ต้องสิ้นสุดการทำหน้าที่ และตามข้อบังคับใหม่ได้มีการกำหนดกรรมการบริหารกองทุนฯขึ้นมาใหม่ 11 คน มีเลขาธิการ สกสค.เป็นประธาน โดยขณะนี้อยู่ระหว่างการดำเนินการตามข้อบังคับดังกล่าว

คุณอาจสนใจข่าวนี้

คุณอาจสนใจข่าวนี้