วันอังคารที่ 20 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2561
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

“หม่อมอุ๋ย” เป่ามนต์เสก “ข้าวแพง” ขอเวลา 1 เดือนดันราคาเพิ่มขึ้นพันบาทต่อตัน

“ชาวนา” จ้องตาไม่กะพริบ “หม่อมอุ๋ย” ขอเวลา 1 เดือนปลดล็อกสต๊อกข้าว ดันราคาพุ่ง 1,000 บาทต่อตัน ประกาศแยกสต๊อกข้าวเสื่อม 12 ล้านตันออกจากตลาดข้าวขายทำแอลกอฮอล์ ชี้ถ้าราคาข้าวขึ้นถึงจะนอนตาหลับ ด้าน “พาณิชย์” แจ้งประมูลข้าวลอตใหม่ 16 มิ.ย.กว่า 1 ล้านตัน จ่อเปิดขายอีก 2 ครั้งในปีนี้

ม.ร.ว.ปรีดิยาธร เทวกุล รองนายกรัฐมนตรีเปิดเผยว่า จะขอใช้เวลาอีกประมาณ 1 เดือน ในการกำหนดแผนการระบายข้าวในสต๊อกรัฐบาลจากโครงการรับจำนำจำนวน 17 ล้านตัน เพื่อทำให้ราคาข้าวขึ้นมาได้อีกประมาณ 1,000 บาท ก็ถือว่าเป็นที่น่าพอใจ โดยขณะนี้ราคาข้าวเปลือกเจ้าอยู่ที่ตันละ 7,500-8,000 บาท ถือว่ายังต่ำอยู่จึงเป็นโจทย์ของรัฐบาลที่จะต้องช่วยให้ราคาข้าวขึ้นไปได้ประมาณอีกตันละ 1,000 บาท เพื่อความสบายใจว่าชาวนาปลูกข้าวขายได้ราคามากกว่าต้นทุนจะได้ไม่เป็นหนี้

ทั้งนี้ จากการปรึกษากับภาคเอกชน ได้ระบุว่า ปัญหาสำคัญคือประเทศไทยมีสต๊อกข้าวสารอยู่ 17 ล้านตัน เป็นที่รับรู้ของตลาดโลก ซึ่งจะรอปล่อยออกมาเมื่อไหร่ไม่รู้ ตัวสต๊อกข้าวสาร 17 ล้านตันจึงเป็นตัวกดราคา เพราะข้าวสารที่ขายกันระหว่างประเทศมีประมาณ 38 ล้านตันเท่านั้น ดังนั้น โจทย์ของรัฐบาลคือทำอย่างไรให้ข้าวสารในสต๊อก 17 ล้านตันหายไปจากความรู้สึกนึกคิดของพ่อค้าข้าว ซึ่งขณะนี้ พล.อ.ฉัตรชัย สาริกัลยะ รมว.พาณิชย์ ได้พิจารณาในรายละเอียดข้าวสาร 17 ล้านตันแล้วพบว่าเป็นข้าวดีหรือข้าวเกรดเอ และข้าวเกรดบีที่สามารถปรับปรุงแล้วขายได้ รวมกันประมาณ 4 ล้านตันกว่า ซึ่งส่วนนี้จะเริ่มหาจังหวะขายออกไป

ขณะที่ข้าวสารที่ยังเหลืออีก 12 ล้านตันกว่า ในจำนวนนี้ 2 ล้านตันเป็นข้าวที่เน่าแล้วขายไม่ได้ เป็นอาหารสัตว์ก็กินไม่ได้ ส่วนอีก 10 ล้านตันกว่า จะเป็นประเภทเริ่มเสีย หรือกองคลุกเคล้าจนแยกไม่ออก มาคิดกันว่า 2 ล้านตันที่เน่าแล้ว และอีก 10 ล้านตันกว่าที่เริ่มเสียแล้วจะทำอย่างไรถึงจะออกจากใจพ่อค้าได้ วิธีคิดคือต้องเอาไปทำอย่างอื่นในลักษณะที่ได้ผลตอบแทนพอควร โดยจะให้ขายเหมือนข้าวเกรดซีที่ขายไปได้ กก.ละ 5 บาทก็คงไม่ไหว

“ผมกำลังคิดว่าจะเอาไปทำอะไร ที่คิดได้ตอนนี้อย่างหนึ่งคือเอาไปทำแอลกอฮอล์ แต่กำลังดูให้ชัดเจนทำแล้วจะไปขายที่ไหน กระทบกับใครอีก และขายได้ราคาเท่าไหร่ ถ้าผมคิดอันนี้ออกภายใน 1 เดือนผมก็จะประกาศเลย จะช่วยให้สต๊อกข้าว 12 ล้านตันแยกออกมา จะไม่ขายในตลาดข้าว ทำอันนี้ได้เชื่อว่าราคาข้าวจะดีขึ้น แต่การขายข้าวนี่ต้องระวัง ชุ่ยไม่ได้ จะโดนอีกฝ่ายโจมตีว่ารัฐบาลนี้ทำให้เกิดความเสียหายโดนฟ้องตายเลย ของที่ยังไม่ทันเน่าต้องระวังในการขาย ผมต้องระวังเรื่องนี้ด้วย เพราะถ้าเอาข้าวไปทำอย่างอื่น เราจะต้องขายในราคาที่ได้ดีกว่าขายข้าวแบบเน่าๆ แต่ไม่ต้องขายให้ได้ราคา กก.ละ 11 บาท แบบในอดีต เพราะรู้ว่าเป็นไปไม่ได้อยู่แล้ว ถ้าราคาข้าวขึ้นถึงจะนอนตาหลับ ขอเดือนเดียวจะปลดล็อกราคาข้าวให้สูงขึ้นได้”

ม.ร.ว.ปรีดิยาธรกล่าวด้วยว่า เศรษฐกิจไทยค่อยๆปรับดีขึ้นมาตลอดเพียงแต่ไม่พรวดพราด แยกเป็น 2 ตัว คือตัวเศรษฐกิจกับความรู้สึก ตัวเศรษฐกิจเห็นชัดเจนว่าจากที่ผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (จีดีพี) ติดลบเพิ่มขึ้นมาเป็นบวก ส่วนสาเหตุที่ความรู้สึกว่าเศรษฐกิจไม่คึกคักเพราะเศรษฐกิจสีเทา หรือเศรษฐกิจนอกระบบ ถูกปราบปรามไปเยอะเพื่อให้สังคมดีขึ้น เงินที่เคยสะพัดลดลง ความคึกคักจึงหายไป ต้องอดทนอีกสักพัก แต่หลังจากนี้ 1 ปี จะเริ่มเข้ารูปเข้ารอย ตนเองเข้าใจว่าจะเป็นอย่างนี้มาตั้งแต่แรก ซึ่งต้องอดทน

วันเดียวกันนางดวงพร รอดพยาธิ์ อธิบดีกรมการค้าต่างประเทศ เปิดเผยว่า กรมฯ ได้ออกประกาศเปิดระบายข้าวสารในสต๊อกรัฐบาลเป็นครั้งที่ 3 ของปีนี้ ปริมาณ 1.06 ล้านตันให้กับผู้สนใจ ส่วนใหญ่เป็นข้าวขาว 5% และปลายข้าวอยู่ใน 153 คลัง จาก 35 จังหวัด โดยจะเปิดให้ผู้สนใจตรวจสอบคุณภาพข้าว วันที่ 8-12 มิ.ย.นี้ ประกาศผู้ผ่านคุณสมบัติในวันที่ 16 มิ.ย. ยื่นซองเสนอราคาและจะเปิดซองในวันเดียวกัน ซึ่งกรมฯ จะเสนอรายชื่อผู้ยื่นประมูลที่ผ่านเกณฑ์มูลค่าขั้นต่ำให้ประธานคณะกรรมการนโยบายและบริหารจัดการข้าว (นบข.) พิจารณาอนุมัติการขายต่อไป

“เชื่อว่าการเปิดประมูลข้าวครั้งนี้จะมีผู้สนใจเข้าร่วมจำนวนมาก เพราะผลผลิตข้าวนาปรังออกสู่ตลาดหมดแล้ว และยังไม่มีใครรู้ว่าปัญหาภัยแล้งจะส่งผลกระทบต่อผลผลิตข้าวฤดูกาลใหม่มากน้อยเพียงใด คาดว่าจะมีผู้ซื้อข้าวไปเก็บไว้ ส่วนราคาข้าวแม้ในตลาดโลกจะลดลง แต่ราคาข้าวไทยกลับเพิ่มขึ้น เพราะผลผลิตในท้องตลาดไม่มี”

ทั้งนี้ กระทรวงพาณิชย์ได้เปิดประมูลข้าวไปแล้ว 6 ครั้ง นับตั้งแต่คณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) บริหารประเทศ คิดเป็นปริมาณกว่า 2.017 ล้านตัน มูลค่ารวม 22,374 ล้านบาท ยังคงเหลือข้าวในสต๊อกอีกประมาณ 16 ล้านตัน ซึ่งในจำนวนนี้มีข้าวคุณภาพดีทั้งสิ้น 2.6 ล้านตัน และเตรียมจะระบายในช่วงก่อนข้าวนาปีจะออกอีกราว 2 ครั้ง ส่วนข้าวที่เหลืออีก 13-14 ล้านตัน เป็นข้าวที่มีทั้งคุณภาพดีและเสื่อมคุณภาพปนกันอยู่ บางส่วนยังเป็นข้าวที่ติดคดี ซึ่งตำรวจอยู่ระหว่างเร่งรัดดำเนินคดี โดยข้าวกลุ่มนี้ กรมฯ อยู่ระหว่างพิจารณาแนวทางระบายที่เหมาะสม เพราะเป็นข้าวที่ไม่เหมาะสมกับการบริโภค ซึ่งอาจเสนอ นบข.อนุมัติให้ระบายไปสู่ภาคอุตสาหกรรม.