วันศุกร์ที่ 20 เมษายน พ.ศ. 2561
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

จับตา "เมิร์ส-โควี" โคโรน่าไวรัส 2012

วันที่ 3 มิ.ย. 2558 ที่ผ่านมา ที่กรมควบคุมโรคได้มีการประชุมเตรียมความพร้อมรับมือ “ไวรัสโคโรน่า สายพันธุ์ใหม่ 2012 หรือเมิร์ส-โควี” (MERS-CoV) หลังจากที่มีรายงานการตรวจพบผู้ป่วยติดเชื้อไวรัสโคโรน่าสายพันธุ์ใหม่ 2012 หรือ เมิร์ส-โควี ในประเทศเกาหลีใต้ ที่ล่าสุดมีรายงานพบผู้ป่วยในเกาหลีใต้แล้วถึง 30 ราย เสียชีวิต 2 ราย และมีผู้ที่ต้องเฝ้าระวังติดตามอาการ เนื่องจากมีประวัติสัมผัสใกล้ชิดกับผู้ป่วยอีกประมาณ 700-800 ราย

สถานเอกอัครราชทูตไทย ณ กรุงโซล ประเทศเกาหลีใต้ได้ออกประกาศเตือนชาวไทยในเกาหลีใต้ โดยเฉพาะคนที่อาศัยในเมืองแดจอน และพื้นที่ใกล้เคียงให้เพิ่มความระมัดระวังหลีกเลี่ยงการอยู่ที่สาธารณะ ซึ่งอาจเป็นแหล่งติดเชื้อได้ หมั่นล้างมือให้สะอาด ใช้หน้ากาก อนามัยปิดปากและจมูก เมื่อมีอาการไอ จาม หากเป็นไข้ให้พบแพทย์ทันที หากสงสัยว่ามีบุคคลในครอบครัวติดเชื้อดังกล่าว นอกจากพบแพทย์แล้วให้แจ้งสถานเอกอัครราชทูตฯทราบด้วย

นพ.โสภณ เมฆธน อธิบดีกรมควบคุมโรค บอกว่า ศ.นพ.รัชตะ รัชตะนาวิน รมว.สาธารณสุข ได้สั่งการให้กรมควบคุมโรคติดตามสถานการณ์การระบาดที่เกาหลีใต้และจีนอย่างใกล้ชิด โดยเชื้อไวรัสโคโรน่า สายพันธุ์ ใหม่ 2012 เป็นสาเหตุทำให้เกิดโรคติดเชื้อทางเดินหายใจเฉียบพลัน มีอาการรุนแรงคล้ายโรคซาร์ส เชื้อจะลุกลามเข้าปอดอย่างรวดเร็ว ติดต่อกันจากการไอ จาม

องค์การอนามัยโลกรายงานสถานการณ์โรคล่าสุดในเดือนพฤษภาคม 2558 พบผู้ป่วยแล้วใน 5 ประเทศ ได้แก่ ซาอุดีอาระเบีย สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ กาตาร์ อิหร่าน และเกาหลีใต้ มากกว่า 40 เสียชีวิต 4 ราย

“การระบาดของโคโรน่าไวรัส 2012 ที่เกาหลีใต้ ยังคงเป็นการระบาดเฉพาะในกลุ่มผู้ป่วยที่มีความเชื่อมโยงหรือเกี่ยวข้องกับผู้ป่วยรายแรกคนเดียวกัน และทางการของประเทศที่เกี่ยวข้องทั้งต้นทางคือเกาหลีใต้ และประเทศจีนที่พบผู้เดินทางเป็นผู้สัมผัสโรค ได้มีมาตรการเข้มงวด มีระบบในการจัดการโรคได้ดี โดยการกักกันผู้สัมผัสโรค ผู้ป่วยทั้งหมดอยู่ในห้องแยก โอกาสที่จะมาสู่ประเทศไทยจากกรณีเกาหลีใต้ยังมีน้อย จึงขอให้ประชาชนอย่าตื่นตระหนก และกระทรวงสาธารณสุขไทยยังไม่มีข้อห้ามในการเดินทางไปยังประเทศที่มีการระบาด” คุณหมอโสภณบอก

ไวรัสโคโรน่า สายพันธุ์ใหม่ 2012 หรือเมิร์ส–โควี คืออะไร...

จากข้อมูลระบุว่า ไวรัสตัวนี้จัดอยู่กลุ่มโคโรน่าไวรัสเช่นเดียวกับไข้ หวัดซาร์ส แต่ไม่ใช่ตัวเดียวกับซาร์ส ซึ่งโดยปกติไวรัสกลุ่มนี้จะก่อให้เกิดอาการในระบบทางเดินอาหาร และระบบทางเดินหายใจ มีอาการตั้งแต่ระดับอ่อนๆเป็นไข้หวัดธรรมดา และรุนแรงถึงขั้นหายใจติดขัด ระบบการหายใจล้มเหลวและเสียชีวิตในที่สุด

จริงๆแล้ว โคโรน่าไวรัส 2012 ที่เรียกว่าเมิร์ส-โควี นี้ไม่ใช่ไวรัสที่เพิ่งค้นพบ เป็นไวรัสที่ทำให้เกิดโรคในคนและสัตว์ แต่มีการพบในคนครั้งแรกตั้งแต่เดือนเมษายน 2555 การแพร่ระบาดของโรคส่วนใหญ่อยู่ในประเทศในแถบตะวันออกกลาง มักพบในกลุ่ม
ผู้เดินทางไปแสวงบุญ ผู้สัมผัสอูฐ หรือดื่มนมอูฐ ปัจจุบันยังไม่มีวัคซีนและยารักษา

ในเดือน พ.ค.2557 ข้อมูลจากศูนย์ป้องกันควบคุมโรคแห่งยุโรป (European Centre for Disease Prevention and Control) รายงานว่า พบผู้ป่วยยืนยันทั้งสิ้น 495 ราย เสียชีวิต 141 ราย ใน 17 ประเทศ ได้แก่ จอร์แดน ซาอุดีอาระเบีย กาตาร์ สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ อังกฤษ ฝรั่งเศส เยอรมนี ตูนิเซีย อิตาลี โอมาน คูเวต มาเลเซีย ฟิลิปปินส์ กรีซ อียิปต์ สหรัฐอเมริกา และเยเมน โดยในช่วงเวลาดังกล่าวจนถึงปัจจุบัน ไม่มีรายงานการพบทั้งผู้ป่วยและผู้เสียชีวิต มีเพียงผู้ที่อยู่ในข่ายที่ต้องเฝ้าระวังเท่านั้น

อธิบดีกรมควบคุมโรค บอกว่า ขอแนะนำให้ประชาชนที่มีความจำเป็นต้องเดินทางไปตะวันออกกลาง ปฏิบัติตามคำแนะนำของกระทรวงสาธารณสุขอย่างเคร่งครัด งดสัมผัสกับอูฐ หรือดื่มนมอูฐดิบ ล้างมือด้วยสบู่บ่อยๆ และหากเดินทางกลับประเทศไทยแล้ว ภายใน 14 วัน พบมีอาการป่วย มีไข้ ไอ มีน้ำมูก เจ็บคอ ให้ใส่หน้ากากอนามัยและให้รีบพบแพทย์ แจ้งประวัติการเดินทางไปต่างประเทศทันที เนื่องจากแหล่งแพร่เชื้อไวรัสนี้อยู่ในประเทศตะวันออกกลางเป็นหลัก

สำหรับประเทศไทย ได้มีการเฝ้าระวังโรคนี้ตั้งแต่มีรายงานพบผู้ป่วยในแถบตะวันออกกลางเมื่อปี 2555 จนถึงปัจจุบัน และยังไม่มีการพบผู้ป่วยในประเทศไทย อย่างไรก็ตาม จะยังคงมาตรการอย่างต่อเนื่อง 3 เรื่อง คือ 1.ให้สำนักงานสาธารณสุขจังหวัดและโรงพยาบาลทุกแห่ง เฝ้าระวังผู้ป่วย เน้นกลุ่มที่มีอาการคล้ายไข้หวัดใหญ่ คือมีไข้สูง ไอ ถ่ายเหลว อาเจียน และมีประวัติเดินทางกลับจากประเทศตะวันออกกลาง หรือเป็นนักท่องเที่ยวที่เดินทางมาจากประเทศที่พบผู้ป่วย 2.ให้กรมควบคุมโรควางแผนการดูแลสุขภาพชาวไทยมุสลิมที่จะเดินทางไปร่วมพิธีฮัจญ์ที่ประเทศซาอุดีอาระเบีย จะเริ่มเดินทางช่วงกลางเดือนสิงหาคมนี้ จำนวน 10,400 คน และ 3.จัดทำคำแนะนำในการดูแลสุขภาพและป้องกันโรคแก่ประชาชนทั่วไปที่จะเดินทางไปยังพื้นที่เสี่ยง

คุณหมอโสภณ บอกว่า กลุ่มเสี่ยงที่จะมีอาการป่วยรุนแรง ควรระมัดระวังเป็นพิเศษ ได้แก่ ผู้ที่เป็นโรคเบาหวาน โรคปอดเรื้อรัง โรคไตวาย ขอให้หลีกเลี่ยงการเที่ยวชมฟาร์ม พื้นที่โรงเก็บผลผลิตทางการเกษตร และตลาดที่มีอูฐอยู่ แต่หากจำเป็นต้องเข้าไปในพื้นที่ดังกล่าว ขอให้หลีกเลี่ยงการสัมผัสอูฐ ตลอดจนหลีกเลี่ยงการดื่มน้ำนมดิบจากอูฐ ที่ยังไม่ผ่านการฆ่าเชื้อ รวมทั้งการกินอาหารที่ไม่สะอาด หรือผลิตภัณฑ์ที่ไม่ผ่านการล้างปอกเปลือก หรือปรุงให้สุก เนื่องจากอาจมีการปนเปื้อนสารคัดหลั่งของสัตว์ได้

“ขอแนะนำให้ประชาชนที่มีความจำเป็นต้องเดินทางไปตะวันออกกลาง ปฏิบัติตามคำแนะนำของกระทรวงสาธารณสุข งดสัมผัสกับอูฐ หรือดื่มนมอูฐดิบ ล้างมือด้วยสบู่บ่อยๆ และหากเดินทางกลับประเทศไทยแล้ว ภายใน 14 วัน พบมีอาการป่วย คือ มีไข้ ไอ มีน้ำมูก เจ็บคอ ให้ใส่หน้ากากอนามัยและขอให้รีบพบแพทย์ แจ้งประวัติการเดินทางไปต่างประเทศทันที เนื่องจากแหล่งแพร่เชื้อไวรัสนี้อยู่ในประเทศตะวันออกกลางเป็นหลัก” อธิบดีกรมควบคุมโรคย้ำ พร้อมกับบอกว่า เบื้องต้นประเทศไทยจะนำเอางบประมาณ และมาตรการเฝ้าระวังป้องกันโรคติดเชื้ออีโบลามาใช้ในการป้องกันโรคเมิร์ส-โควีก่อน หากประชาชนมีข้อสงสัยโทร.สอบถามได้ที่ สายด่วนกรมควบคุมโรค 1422 ตลอด 24 ชั่วโมง.

5 มิ.ย. 2558 12:45 ไทยรัฐ