วันพุธที่ 21 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2561
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

โอ๋แม่นํ้า3สาย ให้งานทำต่อ

‘ตู่’จัดให้ถ้ารธน.ไม่ผ่าน ‘ปู’มีแววรอดถอดถอน คดีคืนพาสปอร์ตพี่ชาย

“บิ๊กป้อม” ปฏิเสธราวีถอดยศ “ทักษิณ” ยันให้ความเป็นธรรมไม่ตามล้างแค้นใคร อสส.ตั้งพนักงานสอบสวนร่วมเอาผิด ม.112 ขณะที่ “ปู” ลุ้นหลุดบ่วงคืนพาสปอร์ตพี่ชาย “ปานเทพ” เผยผลไต่สวนระดับจนท.ชี้ “ปึ้ง-ขรก.บัวแก้ว” เกี่ยวข้อง ป.ป.ช.ชุดใหญ่เล็งสแกนหลักฐานอีกรอบ “ประยุทธ์” ปลอบ สนช.-สปช.-กมธ.ยกร่างฯไม่ต้องกลัวตกงาน แพลมไต๋รธน.ไม่ผ่านต่ออายุลุยต่อ “วิษณุ” ระบุ ครม.ได้ข้อยุติให้ทำประชามติ สปช.กลุ่มพลังงานชงซาวเสียงปฏิรูป 2 ปีก่อนเลือกตั้ง “สารี” ดันยุบรวม 3 องค์กรอิสระใช้ชื่อเดียว “สมัชชาขับเคลื่อนปฏิรูป-ปรองดอง” วงสัมมนาสับเละร่าง รธน. “โภคิน” ฉะใส่ล็อกให้แก้ยากเปิดทางเรียกทหารยึดอำนาจ “จุรินทร์” เฉ่งกลายพันธุ์เป็นฉบับครึ่งผีครึ่งคน

กรณีคณะกรรมการ ป.ป.ช.เตรียมสรุปแจ้งข้อกล่าวหา น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรีและนายสุรพงษ์ โตวิจักษณ์ชัยกุล อดีต รมว.ต่างประเทศ กรณีการคืนหนังสือเดินทางให้ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกฯโดยมิชอบภายในเดือน มิ.ย. ล่าสุดเจ้าหน้าที่รายงานในเบื้องต้นว่า น.ส.ยิ่งลักษณ์ไม่น่าจะมีส่วนเกี่ยวข้อง

“บิ๊กป้อม” ปัดตามราวีถอดยศ“ทักษิณ”

เมื่อเวลา 10.00 น. วันที่ 3 มิ.ย. ที่ทำเนียบรัฐบาล พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรีและรมว.กลาโหม ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีการถอดยศ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ว่า เป็นเรื่องของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ (สตช.) ตนไม่เข้าไปเกี่ยวข้อง ส่วนความเคลื่อนไหวใต้ดินสืบเนื่องจากการถอดยศนั้นไม่น่าจะมีอะไร เพราะทุกอย่างทำตามขั้นตอนกฎหมาย เราพยายามสร้างความเป็นธรรมในสังคม ยืนยันว่าไม่ได้กล่าวโทษติดตามล้างแค้นใคร เมื่อถามว่าการข่าวประเมินกรณีที่ พ.ต.ท.ทักษิณออกมาแสดงบทบาทขณะที่รัฐธรรมนูญกำลังเข้าด้ายเข้าเข็มต้องการกระตุ้นอะไรหรือไม่ พล.อ.ประวิตร กล่าวว่า ไม่ทราบ ตนไม่ใช่ พ.ต.ท.ทักษิณ ตอบไม่ได้ และไม่กังวล เราทำทุกอย่างตามขั้นตอนโรดแม็ป พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯและหัวหน้า คสช.เน้นย้ำว่าต้องเดินไป ไปได้แค่ไหนก็ไป ส่วนการพบระเบิดอาวุธสงครามในหลายพื้นที่ กทม. ตำรวจรายงานมาให้ทราบ ส่วนใหญ่เป็นระเบิดเก่า ไม่ได้เชื่อมโยงอะไร ที่เอามาทิ้งไว้ในหลายพื้นที่ เพราะไม่ได้ใช้งานแล้ว ต้องเอามาทิ้ง อะไรจะเข้าตัวก็ต้องเอาออกเสียก่อน ไม่ใช่เรื่องแปลกอะไร

ฮึ่มปรองดองต้องไม่ปลุกระดม

ที่กระทรวงมหาดไทย พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา รมว.มหาดไทย กล่าวถึง การถอดยศ พ.ต.ท.ทักษิณจะ ส่งผลกระทบต่อการสร้างความปรองดอง หรือเป็นจุดเปลี่ยนให้กลุ่มคนเสื้อแดงออกมาเคลื่อนไหวหรือไม่ว่า เป็นคนละส่วนกัน อะไรต้องดำเนินการก็ดำเนินการไป ต้องบอกให้สังคมทราบ ต้องช่วยกันสร้างความเข้าใจกับกลุ่มคนเหล่านี้ว่าต้องอยู่ภายใต้กฎหมาย ขอย้ำว่าต้องทำความเข้าใจกับสื่ออย่างเดียว สื่อไม่รู้แล้วคนอื่นจะรู้ได้อย่างไร หากสื่อพูดรู้เรื่องคนอื่นก็รู้เรื่องหมด ที่ผ่านมาก็พูดชัดแล้วว่าการปรองดองคืออยู่ร่วมกันอย่างสันติสงบ ภายใต้ความคิดเห็นแตกต่างกัน แต่ต้องไม่ปลุกระดมเอาความขัดแย้งมาเป็นเงื่อนไขสร้างความรุนแรง ส่วนการพบระเบิดที่กองบัญชาการตำรวจนครบาล (บช.น.) ไม่น่าจะมีอะไรรุนแรง เข้าใจว่าทุกคนอยากให้บ้านเมืองสงบ ทราบดีว่าหากทำอะไรรุนแรงก็ไม่ใช่หนทางแก้ไขปัญหา เจ้าหน้าที่เป็นผู้กระทำหรือกระทำกับเจ้าหน้าที่รัฐ ก็คิดว่าไม่ใช่แนวทาง เราต้องอยู่ในความสงบ ภายใต้กฎหมาย

อสส.ตั้งชุดสอบสวนร่วมเอาผิดม.112

ที่สำนักงานอัยการสูงสุด นายโกศลวัฒน์ อินทุจันทร์ยง รองโฆษกสำนักงานอัยการสูงสุด เปิดเผยความคืบหน้ากรณีพนักงานสอบสวน บก.ปอท.ส่งสำนวนคดีให้อัยการ เพื่อให้ดำเนินคดี พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกฯในความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 และความผิดตาม พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ฯว่า อัยการได้พิจารณาสำนวนแล้ว แต่เนื่องจากเป็นคดีที่เกิดขึ้นนอกราชอาณาจักร ตามกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญามาตรา 20 ให้อัยการสูงสุดเป็นพนักงานสอบสวนผู้รับผิดชอบ หรือจะมอบให้อัยการคนใด หรือพนักงานสอบสวนคนใดหรืออัยการร่วมกับพนักงานสอบสวน เป็นผู้ทำการสอบสวนก็ได้ นายตระกูล วินิจนัยภาค อัยการสูงสุด ได้มีคำสั่งแต่งตั้งคณะทำงานชุดพนักงานสอบสวนร่วมระหว่างอัยการกับพนักงานสอบสวนในคดีนี้แล้ว มีเจ้าหน้าที่ตำรวจ ปอท.และคณะทำงานอัยการสำนักงานการสอบสวน เป็นทีมพนักงานสอบสวนร่วมกันพิจารณาสำนวนคดีดังกล่าว ตามขั้นตอนแล้วหากคณะทำงานพิจารณาสำนวนคดีเสร็จสิ้นแล้ว จะต้องส่งให้อัยการสูงสุดพิจารณาเพื่อชี้ขาดเป็นที่สุด

ชี้สังคมคาใจตั้ง “ชัยยะ” หน.ทีมเชือด

นายอนุสรณ์ เอี่ยมสะอาด รักษาการรองโฆษกพรรคเพื่อไทย กล่าวถึงกรณี พล.ต.อ.สมยศ พุ่มพันธุ์ม่วง ผบ.ตร. ตั้ง พล.ต.อ.ชัยยะ ศิริอำพันธ์กุล ที่ปรึกษา (สบ 10) เป็นประธานคณะกรรมการดำเนินการถอดยศ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกฯว่า ความจริงคณะกรรมการชุดก่อนหน้านี้ มีความเห็นไปแล้วว่าไม่สามารถถอดยศ พ.ต.ท.ทักษิณได้ แต่ชุดของพล.ต.อ.ชัยยะกลับพิจารณาจนมีมติเป็นเอกฉันท์ ทั้งที่หลักการไม่ควรตั้งคนที่มีอคติหรือทัศนคติที่เป็นลบมาดำเนินการ นอกจากนี้ ยังมีกระแสข่าว พล.ต.อ.ชัยยะ เป็นน้องชายแท้ๆของนายสนธิ ลิ้มทองกุล แกนนำพันธมิตรฯ ซึ่งถือเป็นคู่ขัดแย้งหลักมาดำเนินการ สังคมจะวางใจในความเป็นกลางได้อย่างไร

“ปู” ส่อรอดคืนพาสปอร์ตพี่ชาย

ด้านนายปานเทพ กล้าณรงค์ราญ ประธานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) กล่าวถึงความคืบหน้าการไต่สวนข้อเท็จจริงน.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี และนายสุรพงษ์ โตวิจักษณ์ชัยกุล อดีต รมว.ต่างประเทศ กรณีการคืนหนังสือเดินทางให้ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกฯโดยมิชอบ ขัดต่อระเบียบกระทรวงการต่างประเทศว่า เจ้าหน้าที่กำลังเตรียมสรุปและรายงานผลการตรวจสอบให้ที่ประชุม ป.ป.ช.พิจารณาว่าจะแจ้งข้อกล่าวหาหรือไม่ภายในเดือน มิ.ย. แต่เบื้องต้นเจ้าหน้าที่รายงานว่าจากการไต่สวนของเจ้าหน้าที่สรุปได้ว่า น.ส.ยิ่งลักษณ์ไม่น่าจะมีส่วนเกี่ยวข้องในขั้นตอนการคืนหนังสือเดินทางให้ พ.ต.ท.ทักษิณ แต่ผู้เกี่ยวข้องจะเป็นระดับรัฐมนตรีและเจ้าหน้าที่กระทรวงการต่างประเทศที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับขั้นตอนการคืนพาสปอร์ต อย่างไรก็ตาม ที่ประชุม ป.ป.ช.ต้องพิจารณาข้อมูลหลักฐานอย่างละเอียดอีกครั้ง เพื่อดูว่ามีข้อมูลเพียงพอที่จะแจ้งข้อกล่าวหาหรือไม่

ป.ป.ช.เรียกรับข้อหาเงินเยียวยา

นายปานเทพยังกล่าวถึงความคืบหน้าการแจ้งข้อกล่าวหา น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี และ ครม. รวม 34 คน กรณีจ่ายเงินเยียวยาแก่ผู้ได้รับผลกระทบจากการชุมนุมทางการเมือง พ.ศ.2548-2553 โดยมิชอบว่า ล่าสุด ป.ป.ช.ได้ส่งหนังสือแจ้งข้อกล่าวหาไปยังผู้ถูกกล่าวหาทุกคนแล้ว โดยกำหนดให้มารับทราบข้อกล่าวหา หรืออาจมาให้ถ้อยคำเบื้องต้นได้ระหว่างวันที่ 9-30 มิ.ย. ตามความสะดวกของแต่ละคนว่าจะเดินทางมาในวันใด โดยอาจจะมารับทราบข้อกล่าวหาเอง หรือส่งทนายความมาแทนก็ได้ ทั้งนี้ในส่วน น.ส.ยิ่งลักษณ์นั้น ป.ป.ช.ได้ประสานไปให้เดินทางมารับทราบข้อกล่าวหาในวันที่ 9 มิ.ย. แต่ น.ส.ยิ่งลักษณ์ยังไม่ได้ตอบกลับมาว่าจะมารับทราบข้อหาในวันดังกล่าวหรือไม่ และจะมาด้วยตัวเองหรือส่งทนายความมาแทน

ส่ง “วิชัย” แถลงเปิดคดี 248 อดีต ส.ส.

นายปานเทพ กล่าวว่า ส่วนกรณีสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) กำหนดวันพิจารณาคดีถอดถอนอดีตส.ส. 248 คน กรณีแก้ไขรัฐธรรมนูญเรื่องที่มา ส.ว.โดยมิชอบ นัดแรกในวันที่ 26 มิ.ย.นั้น ป.ป.ช.มอบให้นายวิชัย วิวิตเสวี กรรมการ ป.ป.ช. เป็นผู้ทำหน้าที่แถลงเปิดสำนวนต่อ ป.ป.ช. ส่วนกรณีคดีอาญาของ ส.ส.ที่เสียบบัตรแทนกัน ขณะนี้กำลังอยู่ในขั้นเตรียมที่จะแจ้งข้อกล่าวหาผู้เกี่ยวข้องประมาณ 4-5 คน

“บิ๊กตู่” ย้ำเรื่องประชามติ

เมื่อเวลา 13.00 น. ที่กระทรวงการคลัง พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้า คสช.ให้สัมภาษณ์ถึงการแก้ไขเพิ่มเติม รัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราวปี 57 เพื่อเปิดทางให้มีการทำประชามติว่า ไม่ใช่ตนมีมติให้ทำประชามติ แต่ตนบอกถ้าเขาต้องการจะทำประชามติก็ให้เขาทำได้ ถ้าเป็นความต้องการและประชาชนต้องการมีส่วนร่วมก็ทำสิ โดยการแก้ไขรัฐธรรมนูญชั่วคราว และ ครม.เห็นชอบด้วยไหม ถ้าเขาจะทำประชามติ ต้องไปผ่านเส้นทางขึ้นมาไปสู่คสช.เพื่อแก้ไขรัฐธรรมนูญ เข้าใจระบบการทำงานแบบนี้นะ ไม่ใช่มีมติให้ทำหรือไม่ให้ทำ หรืออยากทำก็ทำ เพราะวันนี้ตนอยู่ได้เพราะรัฐธรรมนูญ ไม่ได้อยู่ด้วยอำนาจ เมื่อถามว่า ต้องให้ สปช.พิจารณารับหรือไม่รับ ร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ก่อนใช่หรือไม่ พล.อ.ประยุทธ์กล่าวว่า ขั้นตอนต้องเป็นอย่างนั้น

แม่น้ำ 3 สายไม่ต้องกลัวตกงาน

“ขั้นตอนคือ 1. สปช.รับหรือไม่รับร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ถ้าไม่รับร่างก็ต้องร่างใหม่ และเดิมต้องตั้งสปช.และ กมธ.ยกร่างรัฐธรรมนูญใหม่ ก็ต้องมาดูว่า ถ้าจะให้ สปช.อยู่ต่อแล้วแก้รัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราวได้ไหม และใครจะมาร่างรัฐธรรมนูญใหม่ นั้นแหละต้องไปคิดมา ผมมีหน้าที่แก้รัฐธรรมนูญให้ ฉะนั้นทั้งสปช. สนช. และ กมธ.ยกร่างฯก็ไม่ต้องกังวลว่า ถ้าไม่ผ่านแล้วจะไม่มีงานทำ เดี๋ยวมันหาทำกันจนได้แหละ ทุกคนหวังดี แต่ข้างหนึ่งก็ไม่อยากให้เกิดขึ้น อยากกลับไปที่เดิม จะได้มีอำนาจมากมายที่จะทำอะไรมันก็เป็นสองข้างอยู่แบบนี้ตลอด” พล.อ.ประยุทธ์กล่าว

โยน สปช.ชี้ชะตาผ่านร่างแรก

พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.กลาโหม ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีความเป็นห่วงว่า กมธ.ยกร่างรัฐธรรมนูญจะไม่ยอมปลดล็อกอะไรเลยว่า ไม่เป็นไร ยอมหรือไม่เป็นหน้าที่ สปช.จะลงคะแนน เมื่อถามว่า แม่น้ำ 5 สายเป็นเนื้อเดียวก็ต้องไปด้วยกันหรือไม่ พล.อ.ประวิตร กล่าวว่า ไปด้วยกันไม่ได้หรอก คสช.เป็นต้นกำเนิด ไม่ได้ไปดูรัฐธรรมนูญ ไม่ใช่คนร่างฯจะเกี่ยวได้อย่างไร ถ้าจะเกี่ยวก็คือ ครม.แต่เกี่ยวน้อยในส่วนเสนอแก้ไขร่างรัฐธรรมนูญ เมื่อถามว่า เลือกตั้งจะมีในปี 2559 หรือ 2560 พล.อ.ประวิตรกล่าวว่า ใครก็กำหนดไม่ได้ นายกฯก็บอกไม่ได้ เพราะมีโรดแม็ปอยู่แล้ว

“วิษณุ” เผย ครม.สรุปแล้วทำประชามติ

นายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรีฝ่ายกฎหมาย กล่าวถึง การแก้ไขรัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราว เพื่อนำไปสู่การทำประชามติว่า คุยกันไปได้ระดับหนึ่งแล้ว แต่ยังติดบางอันที่ต้องถาม คสช.จะคิดอย่างไร เช่น ถ้าโหวตแล้วไม่ผ่านจะทำอย่างไร ถ้าให้คิดเองอาจจะไม่ชอบก็ได้ หลักคือแก้เพื่อไปสู่การทำประชามติ และบัดนี้ยุติแล้วว่าจะทำประชามติ ครม.ให้สัญญาณชัดเจน ถ้าผ่าน สปช.ก็ให้ไปสู่การทำประชามติและทำภายในกี่วันก็ชัดเจนแล้ว ตกประมาณเดือน ม.ค.59 เมื่อถามว่า เหตุผลที่ตัดสินใจทำประชามติคืออะไร นายวิษณุกล่าวว่า หากไม่ระบุให้ทำประชามติเชิงบังคับ ก็จะกลับมาที่เดิมว่าใครจะเป็นผู้ตัดสินใจเหมือนโยนเผือก สู้ทำไปเลยดีกว่า ทั้งนี้ หากร่างรัฐธรรมนูญไม่ผ่านแล้วจะใช้วิธีใด อยู่ระหว่างชั่งน้ำหนักข้อดีข้อเสีย 4 ทางเลือก คือ 1. ตั้ง สปช.และ กมธ.ยกร่างรัฐธรรมนูญใหม่ 2. อาจให้สนช.ทำ 3. อาจตั้งกรรมการ กมธ. หรือสภาร่างรัฐธรรมนูญ 4. ให้ ครม.คสช.เป็นคนทำ โดยจะทำเองหรือหยิบรัฐธรรมนูญฉบับใดมาก็ได้

ชี้ กมธ.ยอมแก้ แต่ไม่ทั้งหมด

นายวิษณุ กล่าวว่า สำหรับการพิจารณาปรับแก้ร่างแรกรัฐธรรมนูญ เชื่อว่า กมธ.ยกร่างฯจะแก้ไขแต่ไม่แก้หมด ส่วนที่ไม่แก้เราก็ไม่รู้ว่าเป็นเรื่องใหญ่หรือเรื่องเล็ก วันที่ 6 มิ.ย.ตนจะไปชี้แจงเพราะมีบางส่วนที่ไม่ได้เขียนละเอียด จะได้บอกเขาว่ามีเหตุผลอะไร บางทีรัฐบาลไม่ได้คิดเองแต่เป็นทางผ่าน เวลากว่า 3 ชั่วโมงคงเพียงพอ ถ้าหากประชามติผ่าน กมธ.ยกร่างฯ ยังต้องอยู่เพื่อทำกฎหมายลูก ในบทเฉพาะกาล กมธ.ยกร่างฯ ต้องอยู่ไปจนถึงวันเลือกตั้งและเปิดสภาวันแรก หรือหากร่างฯ ไม่ผ่านการโหวตของ สปช.หรือทำประชามติไม่ผ่านก็หมดหน้าที่วันนั้นเลย

นายสุรชัย เลี้ยงบุญเลิศชัย รองประธาน สนช. คนที่ 1 กล่าวว่า เชื่อว่า กมธ.ยกร่างฯ จะปรับปรุงให้เกิดความยอมรับจากทุกฝ่าย เพื่อให้รัฐธรรมนูญออกมาดีที่สุด คงไม่มีฝ่ายใดได้สิ่งที่ต้องการ 100% ส่วนร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราว คาดว่ารัฐบาลจะส่งร่างแก้ไขมาให้ สนช.ภายในเดือน มิ.ย.

กมธ.ห้ามสื่อฟังชี้แจงขอแก้ รธน.

เมื่อเวลา 09.00 น.ที่รัฐสภา มีการประชุมคณะกรรมาธิการ (กมธ.) ยกร่างรัฐธรรมนูญ ที่มีนายบวรศักดิ์ อุวรรณโณ ประธาน กมธ.ยกร่างฯ เป็นประธานการประชุม เพื่อรับฟังคำชี้แจงประกอบคำขอแก้ไขเพิ่มเติมร่างรัฐธรรมนูญเป็นวันที่สอง ช่วงเช้าเป็นคิวของ สปช.กลุ่มพลังงานและสิ่งแวดล้อม นำโดยนายมนูญ ศิริวรรณ สปช. และช่วงบ่าย สปช. กลุ่มสื่อมวลชนและการคุ้มครองผู้บริโภค นำโดยนายประสาร มฤคพิทักษ์ สปช. ก่อนเข้าสู่วาระ นายบวรศักดิ์กล่าวในที่ประชุมว่า เพื่อให้เป็นอิสระ ในการพิจารณาและการสอบถาม จึงมีมติขอร้องผู้สื่อข่าวว่าหลังจากนี้ในห้องประชุมให้มีเฉพาะ กมธ.ยกร่างฯ และเจ้าหน้าที่เท่านั้น จากนั้นได้เชิญผู้สื่อข่าว และช่างภาพออกจากห้องประชุม

เปล่าปิดหูปิดตาสื่อมวลชน

นายปกรณ์ ปรียากร โฆษก กมธ.ยกร่างฯ กล่าวว่า ขณะนี้กำหนดเฉพาะวาระการรับฟังคำชี้แจงประกอบคำขอแก้ไขเพิ่มเติมร่างรัฐธรรมนูญจากผู้เสนอและผู้รับรองคำขอแก้ไขเท่านั้น ส่วนการพิจารณาลงรายมาตราในลำดับถัดไป อาจของดเข้าฟังเป็นรายประเด็นที่ยังไม่มีการตกผลึก หรือต้องใช้การพิจารณารายละเอียดที่อาจมีบางส่วนพาดพิงถึงบุคคลที่สามเท่านั้น บางประเด็นอาจให้เข้าฟังเหมือนเดิม ขณะที่การเปิดเผยรายละเอียดของการพิจารณาจะยึดการแถลงข่าวเป็นหลัก ยืนยันว่าไม่ได้ปิดกั้นหรือตีกรอบการตรวจสอบของสื่อมวลชน

ชงประชามติปฏิรูป 2 ปีก่อนเลือกตั้ง

ต่อมาเวลา 13.00 น.นายมนูญ ศิริวรรณ สปช. แถลงภายหลังเข้าชี้แจงคำขอแก้ไขร่างรัฐธรรมนูญว่า คำขอแก้ไขกลุ่มตนมีทั้งสิ้น 68 ประเด็น สาระสำคัญคือ ขอให้ตัดกลุ่มการเมืองทิ้งทุกมาตรา ไม่เห็นด้วยกับการลงคะแนนบัญชีรายชื่อแบบโอเพ่น-ลิสต์ แต่เห็นด้วยกับรูปแบบการเลือกตั้งแบบสัดส่วนผสม ส่วน ส.ว.ขอให้ปรับลดจำนวนลงเหลือ 150 คน โดยมาจากการสรรหา 73 คน และเลือกตั้งจังหวัดละคน 77 คน ขณะที่มาตรา 193 ว่าด้วยการเห็นชอบหนังสือสัญญาของรัฐสภา เห็นว่าเนื้อหาครอบคลุมมากเกินไป อาจทำให้เป็นอุปสรรคต่อการบริหารราชการแผ่นดินได้ ขอปรับแก้ให้ครอบคลุมเฉพาะการทำสัญญาเพื่อเปิดเสรีทางการค้าและสัญญาที่ก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงอาณาเขตของรัฐเท่านั้น และกำหนดให้มีการทำประชามติไว้ในบทเฉพาะกาล 2 เรื่อง ได้แก่ 1.ประชาชนเห็นชอบกับร่างรัฐธรรมนูญหรือไม่ 2.เห็นควรให้มีการปฏิรูปเป็นเวลา 2 ปีก่อนการเลือกตั้งหรือไม่ ให้มีการทำประชามติในวันเดียว แต่ให้ถามสองคำถามดังกล่าวพร้อมกัน

“กลุ่มประสาร” ขอเพิ่ม 10 ประเด็น

ด้านนายประสาร มฤคพิทักษ์ สปช. กล่าวว่า ทางกลุ่มเสนอให้แก้ไขร่างรัฐธรรมนูญรวม 93 ประเด็น โดยขอเพิ่มเติมใหม่ 10 ประเด็น คือเพิ่มมาตรา 50/1 ให้ปิโตรเลียมเป็นทรัพยากรของปวงชนชาวไทย และให้มีบริษัทพลังงานแห่งชาติบริหารจัดการ มาตรา 63/1 ให้พลเมืองใช้สิทธิทางศาลฟ้องร้องติดตามสาธารณสมบัติของชาติคืนจากผู้ครอบครองโดยมิชอบ มาตรา 70/1 จัดตั้งกองทุนสนับสนุนป้องกันปราบปรามการทุจริตโดยประชาชน มาตรา 241/1 จัดตั้งศาลคดีทุจริตเป็นศาลชำนาญการพิเศษ มาตรา 246/1 การตรวจสอบการใช้อำนาจรัฐ ต้องกำหนดเวลาที่ชัดเจนให้รวดเร็วยิ่งขึ้น มาตรา 274/1 ให้คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตภาครัฐเป็นองค์กรอิสระตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 275/1-5 ให้แยกผู้ตรวจการแผ่นดินออกเป็นการเฉพาะ มาตรา 276/1-2 ให้แยกคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติเป็นการเฉพาะ มาตรา 281/1 ปฏิรูปการป้องกันและปราบปรามการทุจริตและประพฤติมิชอบ และมาตรา 295/1 ปฏิรูประบบการคุ้มครองผู้บริโภคทั้งระบบ เพิ่มสิทธิพลเมือง รวมถึงสิทธิเสรีภาพสื่อสารมวลชน

ยุบรวมขับเคลื่อนปฏิรูป–ปรองดอง

น.ส.สารี อ๋องสมหวัง สปช. กล่าวว่า จะเสนอให้ตัดคณะกรรมการยุทธศาสตร์ชาติ สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ และคณะกรรมการสร้างความปรองดองแห่งชาติ โดยควบรวมเข้าด้วยกัน 3 คณะกรรมการ ให้เป็นชุดเดียวในชื่อ “สมัชชาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศและการสร้างความปรองดองแห่งชาติ” ไว้ในรัฐธรรมนูญ

นายวสันต์ ภัยหลีกลี้ สปช. กล่าวว่า ตนเสนอให้ปฏิรูป ป.ป.ช.ครั้งใหญ่ วาระดำรงตำแหน่ง 6 ปี และที่มากรรมการ ป.ป.ช.ต้องหลากหลายขึ้น พร้อมกำหนดระยะเวลาดำเนินกระบวนการแต่ละคดีการทุจริตให้ชัดเจน ไม่ล่าช้าและคดีค้างจำนวนมาก

น.ส.รสนา โตสิตระกูล สปช.ว่า จะเสนอการเลือกตั้ง ส.ว.ให้เป็นการเลือกตั้งแบบกลุ่มจังหวัด โดยคัดผู้สมัครแต่ละจังหวัดมาจากฐานอาชีพต่างๆ ให้ผู้สมัครมาจากสาขาอาชีพต่างๆ และคัดเลือกกันเองให้เหลือกลุ่มละ 30-33 คน เชื่อว่าจะป้องกันการทุจริตซื้อขายเสียงและป้องกันการล็อบบี้จัดคนมาจากระบบอุปถัมภ์

“โภคิน” สับ รธน.ไม่ตอบโจทย์เสียของ

ขณะที่เมื่อเวลา 09.00 น.ที่รัฐสภา คณะกรรมาธิการการเมือง สภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) จัดสัมมนาหัวข้อ “วิเคราะห์ร่างรัฐธรรมนูญ ในมุมมองด้านวิชาการและการเมือง” โดยนายโภคิน พลกุล อดีตประธานรัฐสภา กล่าวปาฐกถาพิเศษ “วิเคราะห์ร่างรัฐธรรมนูญ ในมุมมองด้านวิชาการและการเมือง” ว่า ตั้งแต่ปี 2475 ถึง 2538 มีสิ่งที่ตกผลึกในรัฐธรรมนูญจากการต่อสู้เรียกร้องของประชาชนคือ 1.นายกฯมาจาก ส.ส. 2.ประธานรัฐสภามาจากประธานสภาผู้แทนราษฎร 3. ส.ส.สังกัดพรรค 4.ผู้มีสิทธิเลือกตั้งอายุ 18 ปี ดังนั้นควรยึดหลักการที่ตกผลึกแล้ว ไม่ควรแก้ไขอีก จะยิ่งไปสร้างปัญหาขึ้นใหม่ ขณะที่รัฐธรรมนูญปี 50 มีการยุบพรรคและตัดสิทธิการเมือง ขัดหลักนิติธรรม เพราะผู้ถูกตัดสิทธิไม่ใช่คนผิด แต่ร่างขณะนี้ยังไปลงโทษตัดสิทธิบ้านเลขที่ 109 และ 111 ซ้ำอีก ทั้งนี้ร่างรัฐธรรมนูญต้องตอบโจทย์ 4 ข้อคือ การสร้างความปรองดอง กรอบการปฏิรูปต้องชัดเจน สานต่อสิ่งที่ตกผลึกแล้ว และมีความต่อเนื่องของรัฐธรรมนูญ แต่สิ่งที่ กมธ.ยกร่างฯ ทำ ไม่ได้ตอบโจทย์ 4 ข้อจะเสียของแน่

ล็อกแก้ยากเปิดทางเรียกทหาร

นายโภคินกล่าวว่า ส่วนการกำหนดให้รัฐธรรมนูญแก้ไขยาก เป็นเรื่องประหลาด ปกติการแก้รัฐธรรมนูญทำยากอยู่แล้ว ยิ่งถ้าใช้ไปแล้วเกิดปัญหาขึ้นและไม่สามารถแก้ปัญหาได้ ก็เหมือนเป็นเทียบเชิญให้เกิดการรัฐประหารอีก สุดท้ายรัฐธรรมนูญจะอยู่ยงคงกระพันไม่ได้ขึ้นอยู่กับคน แต่เพื่อเป็นหลักประกันไม่ให้ฉีกรัฐธรรมนูญได้อีกต่อไป ขอให้นำความในรัฐธรรมนูญปี 17 มาบัญญัติว่า การนิรโทษกรรมผู้ล้มล้างสถาบันหรือรัฐธรรมนูญจะกระทำมิได้ และให้ถือว่าสิ่งนี้เป็นประเพณีการปกครองในระบอบประชาธิปไตย

ปชป.สวดยับ รธน.ครึ่งผีครึ่งคน

นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ อดีตรองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวว่า มี 4 ประเด็นที่ต้องรื้อใหญ่คือ 1.การตัดสิทธิ จำกัดสิทธิเสรีภาพประชาชน อาทิ ระบบโอเพ่นลิสต์ ควรปรับแก้ไม่จำกัดสิทธิให้เลือกได้คนเดียวจากบัญชีแต่ละภาคที่มีอยู่ 30-50 คน 2.โครงสร้างการบริหารราชการแผ่นดินมาจากสมมติฐานว่า ส.ส.เลือกตั้งเลวหมด จึงให้มีองค์กรจากการแต่งตั้งมาควบคุมฝ่ายนิติบัญญัติ ฝ่ายบริหาร กลายเป็นอำนาจที่ 4 ตัวจริง ทำให้รัฐธรรมนูญไม่ใช่เผด็จการ ไม่ใช่ประชาธิปไตย แต่กลายพันธุ์เป็นรัฐธรรมนูญครึ่งผีครึ่งคน 3.ไม่ควรย้อนยุคนำบทเรียนที่เคยล้มเหลวในอดีตกลับมาใช้ อาทิ คณะกรรมการจัดการเลือกตั้ง (กจต.) หรือมาตรา 181-182 ที่ให้อำนาจนายกฯมากเกินไป และ 4.ควร รื้อประเด็นที่อาจเป็นชนวนไปสู่วิกฤติรอบใหม่ เช่น มาตรา 182 ที่ให้อำนาจนายกฯ เสนอกฎหมายพิเศษเข้าสภาฯได้ มาตรา 298 ที่ให้คณะกรรมการปรองดองมีอำนาจออก พ.ร.ฎ.อภัยโทษแก่บุคคลที่สำนึก ผิดต่อคณะกรรมการปรองดอง ประเด็นเหล่านี้ไม่ใช่แค่ระเบิดเวลา แต่เป็นเข่งระเบิด สุ่มเสี่ยงพาประเทศไปสู่วิกฤติ

ศปป.จับเข่าคุยพรรค–กลุ่มการเมือง

อีกด้านหนึ่ง เมื่อเวลา 09.00 น. ที่ศูนย์ปรองดองสมานฉันท์เพื่อการปฏิรูป (ศปป.) พล.อ.ฉัตรเฉลิม เฉลิมสุข เสนาธิการทหารบก เชิญตัวแทนพรรคการเมือง กลุ่มการเมือง นักวิชาการ สื่อมวลชน และภาคส่วนที่เกี่ยวข้อง เข้าร่วมหารืออย่างเป็นทางการครั้งที่ 2 เพื่อหาจุดร่วมสร้างความปรองดอง และแนวทางอนาคตประเทศ หลังจากเคยเชิญมาหารือกันแล้วครั้งหนึ่งเมื่อวันที่ 23 เม.ย. โดยมีตัวแทนนักการเมืองจากพรรคการเมือง กลุ่ม นปช. กปปส. กลุ่มพันธมิตรฯ และนักวิชาการ อาทิ นายนพดล ปัทมะ นายจาตุรนต์ ฉายแสง นายสุรพงษ์ โตวิจักษณ์ชัยกุล แกนนำพรรคเพื่อไทย นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ นายจตุพร พรหมพันธุ์ ประธาน นปช. นายเสรี วงษ์มณฑา แกนนำ กปปส. นายสมชาย หอมละออ กรรมการ คอป. เป็นต้น โดยบรรยากาศในที่ประชุมเป็นไปด้วยดี ผู้ร่วมหารือแสดงความเห็นกันคนละประมาณ 10 นาที ส่วนใหญ่อยากเห็นรัฐธรรมนูญที่ดี อยากให้มีกติกาที่เป็นประชาธิปไตย การบังคับใช้กฎหมายอย่างเป็นธรรมเท่าเทียม

กระตุกต้องทำ รธน.เป็น ปชต.

นายจตุพร พรหมพันธุ์ แกนนำ นปช. เปิดเผยว่า นปช.ได้เสนอแนะเกี่ยวกับเนื้อหาของรัฐธรรมนูญที่อาจจะสร้างปัญหาจนเป็นวิกฤติ จะทำให้ประเทศกลับมาเผชิญปัญหาอย่างเช่นทุกวันนี้ และระหว่างทางจะสร้างความเสียหายอย่างประเมินค่าไม่ได้ ส่วนความขัดแย้งและสถานการณ์ทางการเมืองนั้น ได้ชี้แจงว่าทุกฝ่ายไม่ต้องการซ้ำเติมสถานการณ์หรือเผชิญหน้า แต่จะเป็นประโยชน์หากมองกันอย่างเข้าใจ ทั้งนี้ที่ประชุมไม่ได้ขอความร่วมมืออะไรเป็นพิเศษ เพราะที่ผ่านมาได้ปฏิบัติตามเงื่อนไขโดยตลอด ส่วนตัวไม่ได้กลัวการอยู่ในอำนาจที่ยาวนานของรัฐบาล เนื่องจากอำนาจเป็นของร้อน หากต้องการเดินไปข้างหน้าโดยไม่กลับมายังจุดเดิมต้องเริ่มที่รัฐธรรมนูญ การทำประชามติร่างรัฐธรรมนูญนั้น หากสามารถเปลี่ยนแปลงเนื้อหาในชั้นกรรมาธิการยกร่างฯ ให้เป็นประชาธิปไตยได้ ก็ไม่จำเป็นต้องทำประชามติ แต่หากไม่ปรับปรุง การทำประชามติก็แค่ชะลอความหายนะที่จะเกิดขึ้นในอนาคต

ภาค ปชช.หนุนคงอำนาจพลเมือง

เมื่อเวลา 10.45 น. ที่รัฐสภา นางรัตนา สมบูรณ์วิทย์ แกนนำเครือข่ายภาคประชาชนภาคกลาง นำตัวแทนเข้ายื่นหนังสือต่อคณะ กมธ.ยกร่างรัฐธรรมนูญผ่านนายประชา เตรัตน์ กมธ.ยกร่างฯ เพื่อสนับสนุนการทำงานเจตนารมณ์ของการยกร่างรัฐธรรมนูญ 4 ประการ และขอให้คงมาตราที่เป็นกลไกใหม่สำหรับภาคพลเมือง ได้แก่ สมัชชาพลเมือง สภาตรวจสอบภาคพลเมือง และสมัชชาคุณธรรมแห่งชาติ

ต่อมาเวลา 14.15 น.เครือข่ายที่ดินแนวใหม่ชุมชนท้องถิ่นจัดการตนเอง ภาคกลางและตะวันตก เข้ายื่นหนังสือต่อนายบวรศักดิ์ อุวรรณโณ ประธาน กมธ.ยกร่างฯ เพื่อสนับสนุน กมธ.ยกร่างฯ

“บวรศักดิ์” บอกไม่ถึงขั้นล้มเสาเอก

ทั้งนี้ นายบวรศักดิ์กล่าวว่า หากร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ผ่านการเห็นชอบจากสปช.และเปิดให้ลงประชามติก็ขอความร่วมมือทางเครือข่ายฯช่วยเผย แพร่ร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ให้ประชาชนรับทราบต่อไป ขณะนี้ กมธ.ยกร่างฯได้เปิดให้ สปช.ที่ยื่นคำขอแก้ไขเพิ่มเติมร่างรัฐธรรมนูญเข้าชี้แจงไปแล้วจำนวน 3 กลุ่ม มีการเสนอให้ปรับเปลี่ยนหลายประเด็น รวมทั้งประเด็นสิทธิพลเมือง ที่เสนอให้ตัดสภาตรวจสอบภาคพลเมือง การลงคะแนนเลือกตั้ง ส.ส.บัญชีรายชื่อแบบโอเพ่นลิสต์ ซึ่งภาพรวมยังไม่กระทบกับโครงสร้างหลัก เพราะไม่ใช่เป็นการรื้อเสาเอก ส่วนประเด็นที่เสนอให้มีการตัดกลุ่มการเมือง ก็เป็นเรื่องที่ กมธ.ยกร่างฯต้องไปพิจารณาทบทวนต่อไป ทั้งหมดนี้เป็นเพียงความเห็นส่วนตัวไม่สามารถตอบแทนคนอื่นได้ ไม่ทราบว่าทั้ง 315 มาตรา จะมีการปรับลดเหลือกี่มาตรา

ถกแม่น้ำ 4 สายวางแนวปฏิรูป

สำหรับการจัดสัมมนาร่วมระหว่าง สนช. สปช. เพื่อรับฟังการแถลงผลงานรอบ 1 ปีของคสช.นั้น ที่ทำเนียบรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯ และหัวหน้า คสช. กล่าวว่า วันที่ 4 มิ.ย. ตนจะพูดคุยแม่น้ำ 4 สาย ประกอบด้วย สนช. สปช. ครม. และ คสช. ที่จะไปเป็นพี่เลี้ยง โดย ครม.จะไปชี้แจงเนื้อหาในสิ่งที่ทำไปแล้ว ปัญหา อุปสรรค และสิ่งจะส่งต่อให้รัฐบาลต่อไปโดยเฉพาะเรื่องของการปฏิรูป รวมถึง สปช. และ สนช. หากมีอะไรสงสัยก็ถามมา อย่างในเรื่องการปฏิรูปตำรวจก็จะคุยว่าจะต้องเขียนอย่างไร จะเขียนไว้ในรัฐธรรมนูญ หรือในบทเฉพาะกาล หรือในกฎหมายลูก เพราะการปฏิรูปโครงสร้างตำรวจ คือปฏิรูปกระบวนการสอบสวน การจับกุมดำเนินคดีด้วย ส่วน สนช.เองจะต้องไปเขียนกฎหมายให้ทันสมัย ทั้งการออกเป็น พ.ร.บ. หรือ พ.ร.ก.เพื่อให้ยั่งยืน อะไรที่ต้องให้เกิดก่อนการปฏิรูป เป็นเรื่องเร่งด่วน ตนจะใช้มาตรา 44 ดำเนินการ

30 มิ.ย.พิมพ์เขียวต้องเสร็จ

นายสุรชัย เลี้ยงบุญเลิศชัย รองประธาน สนช.คนที่ 1 กล่าวว่า การสัมมนาร่วมกันของแม่น้ำ 3 สาย ระหว่าง ครม. สปช. และ สนช. จะให้เวลานายกฯ และรองนายกฯ พูดคนละ 30 นาที เพื่อชี้แจงผลงานในรอบ 1 ปี ของรัฐบาลว่าทำอะไรไปบ้าง เพื่อให้ สนช.และ สปช.เข้าใจโรดแม็ป โดยเฉพาะการปฏิรูปและการจัดทำรัฐธรรมนูญ จากนั้นจะให้สมาชิกซักถามฝ่ายละ 1 ชั่วโมง การสัมมนาจะเสร็จสิ้นในเวลา 18.30 น.

นายอลงกรณ์ พลบุตร เลขานุการคณะกรรมาธิการวิสามัญกิจการสภาปฏิรูปแห่งชาติ (วิป สปช.) แถลงว่า คาดว่าวันที่ 17 มิ.ย.จะประชุมแม่น้ำ 5 สาย ที่สโมสรทหารบก ถนนวิภาวดีรังสิต รอเพียงการยืนยันจากนายกฯ ส่วนการจัดทำพิมพ์เขียวการปฏิรูปประเทศ ให้จัดทำแผนการปฏิรูปประเทศให้แล้วเสร็จภายในวันที่ 30 มิ.ย.จากนั้นจะจัดทำกฎหมายปฏิรูปประเทศแต่ละด้าน

นายกฯย้ำ ขรก.ซื่อสัตย์สุจริต

เมื่อเวลา 09.00 น. ที่ห้องประชุมวายุภักษ์ 4 กระทรวงคลัง พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) เป็นประธานการประชุมคณะหัวหน้าส่วนราชการระดับกระทรวงหรือเทียบเท่า ครั้งที่ 3 โดยมีนายสมหมาย ภาษี รมว.คลังและข้าราชการระดับสูงกระทรวงการคลังให้การต้อนรับ ทั้งนี้ก่อนเข้าสู่วาระการประชุม นายกฯกล่าวว่า สิ่งสำคัญขณะนี้ทุกคนต้องช่วยกันสื่อสารให้ประชาชนและสังคมเห็นถึงการทำงานของหน่วยราชการ ไม่ปล่อยให้สื่อและสังคมเข้าใจไปในทางที่เสียหาย โดยเฉพาะสื่อสังคมออนไลน์ ที่ข้าราชการระดับสูงหลายคนในที่นี้ถูกพาดพิง ส่วนตัวเข้าใจดีว่าข้าราชการทุกคนทำงานกันอย่างเต็มที่ อดทนต่อแรงกดดันรอบด้าน การตัดสินใจบางอย่างไม่ใช่สิ่งที่อยากทำ แต่ต้องทำด้วยความจำเป็นบางประการ จากนี้ขอให้ข้าราชการทุกคนให้ความสำคัญนโยบายรัฐบาล มติคณะรัฐมนตรี ทำงานเชิงรุก ซื่อตรง อย่าทุจริตให้เป็นที่อับอายขายหน้าแก่ตนและครอบครัว

ขันนอตให้ทำงาน ไม่ได้ไล่ล่าฆ่าฟัน

จากนั้นเวลา 13.15 น. พล.อ.ประยุทธ์กล่าว ภายหลังการประชุมหัวหน้าส่วนราชการว่าน้ำหนักการพูดคุยในวันนี้ คือการดูแลผู้ที่มีรายได้น้อยขจัดความเหลื่อมล้ำในชนชั้นของสังคมให้ได้ด้วยกฎหมาย ได้สั่งการให้ทุกกระทรวงช่วยกันโดยให้รัฐมนตรีเป็นผู้กำกับให้ปลัดกระทรวงส่งต่อ ไม่ใช่ว่าไปไล่ล่า ฆ่าฟันข้าราชการ เพียงแต่ต้องการกระตุ้น โดยมาเล่าให้ฟังว่าต้องการให้ทำอะไร สั่งไปแล้วจะเกิดงานแค่ไหนไม่รู้ในยุคตนก็เพียงเท่าที่อยู่ในโรดแม็ปที่วางไว้ วันข้างหน้าจะล้มอีกหรือเปล่าก็ไม่รู้ ใครจะมาทำต่อก็ไม่รู้ รัฐมนตรีที่ทำงานอยู่ทุกวันนี้คงไม่ได้กลับมาเป็นอีก จึงไม่ค่อยมีใครกล้ามาเสี่ยงกับตน รัฐมนตรีทุกคนวันนี้ถือว่ากล้าหาญ

ขู่ตั้ง นสพ.แห่งชาติแก้เผ็ดสื่อ

พล.อ.ประยุทธ์กล่าวว่า ตนเป็นข้าราชการการเมืองแต่ไม่ใช่นักการเมือง นักการเมืองต้องพูดเก่งกว่านี้ วันนี้บอกว่าตนเก่ง ก็เก่งแบบมีเรื่องราวไม่ได้เก่งแบบเลอะเทอะเปรอะเปื้อนหรือน้ำท่วมทุ่ง วันนี้ถือว่าพูดมีสาระใช่หรือไม่ พอพูดแบบนี้สื่อก็ไปเขียนอีกว่าหัวหน้า คสช.ชอบแต่คำยกยอปอปั้นทีเวลาด่าไม่พูดกัน ด่ากันทุกวัน อย่ามาไม่จริงใจกับตน รู้ว่านักข่าวจริงใจกับตนทุกคน เว้นแต่บรรณาธิการกับเจ้าของหนังสือพิมพ์ เอาไหมตนจะตั้งบริษัทหนังสือพิมพ์แห่งชาติให้พวกสื่อมาอยู่กับตน ดูซิว่าประเทศจะเดินหน้าไหม คุณสมบัติคือ 1.มีความรู้ความสามารถ มีขีดความสามารถก่อน 2.สวยไหมเพราะสื่อจะต้องไปพบคน ไม่สวยเขาก็ไม่ฟัง ตนยังเคยถามโฆษก-พิธีกรว่าคัดตัวกันอย่างไร ได้คำตอบว่าหนึ่งต้องเป็นคนเก่ง คนเก่งฝึกได้แต่คนสวยหาฝึกไม่ได้ แต่ตนจะเลือกคนที่ไม่สวย และไม่ต้องมาทำศัลยกรรมภายหลังเพราะไม่ชอบให้มาหลอกลวง

ปฏิเสธสั่งล็อกเลขหวย 881

ผู้สื่อข่าวถามถึงกรณีผลการออกสลากกินแบ่งรัฐบาล รางวัลที่ 1 ออกหมายเลข 388881 ซึ่งเลขท้าย 3 ตัว ไปตรงกับเลขทะเบียนรถเบนซ์ ญค 1881 กรุงเทพมหานคร ของนายกฯ พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวเพียงสั้นๆว่า “ผมสั่งไม่ได้ และไม่ได้สั่ง พวก คุณไปซื้อกันเอง”

ยันเลือก ผบ.ทบ. ตามเหมาะสม

พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกฯและ รมว.กลาโหม กล่าวถึงการแต่งตั้ง ผบ.ทบ.คนใหม่ว่า ไม่ต้องจับตา เขามีขั้นตอนการดำเนินการอยู่แล้ว มองเฉยๆไม่ต้องจับตา เรื่องพวกนี้ไม่ต้องเป็นห่วงมีกรรมการแต่งตั้งอยู่แล้ว พิจารณาตามอาวุโส มีความรู้ความสามารถมีความเหมาะสม ไม่ต้องไปมอบนโยบายอะไรเป็นพิเศษ มี ผบ.ทบ.ดูแลอยู่แล้ว เมื่อมีการเสนอมาพิจารณาก็ว่าตามความเหมาะสม เมื่อถามว่า นอกจากสายบูรพาพยัคฆ์จะมีสายอื่นขึ้นมาดำรงตำแหน่งหรือไม่ พล.อ.ประวิตรตอบว่าไม่เกี่ยวเลย มันเกี่ยวกับขั้นตอน คนที่ได้รับการพิจารณาก็มีอยู่ 4-5 คนเท่านั้น นอกเหนือจากนี้คงไม่ใช่แน่นอน

เลื่อนคืนความสุขหลีกทางซีเกมส์

พล.ต.สรรเสริญ แก้วกำเนิด รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า นายกฯมีบัญชาให้เลื่อนช่วงเวลาออกอากาศรายการคืนความสุขให้คนในชาติ ประจำวันที่ 5 มิ.ย. เป็นเวลา 17.00 น.แทนเวลา 20.30 น. เพื่อให้พี่น้องประชาชนร่วมชมการถ่ายทอดสดพิธีเปิดมหกรรมการแข่งขันกีฬาซีเกมส์จากประเทศสิงคโปร์ เวลา 18.30-22.00 น. และร่วมกันส่งใจไปเชียร์กองทัพนักกีฬาไทย นายกฯยังฝากถึงกองทัพนักกีฬาไทยว่า ขอให้แสดงศักยภาพ ความสามารถอย่างเต็มที่ ขอให้ประสบความสำเร็จตามที่ตั้งใจไว้ นำความภาคภูมิใจกลับมาสู่คนไทย

“จรัญ” ย้ำตุลาการไม่อิสระ ปชช.เสียหาย

ที่สถาบันพัฒนาข้าราชการฝ่ายตุลาการศาลยุติธรรม ถนนรัชดาภิเษก นายจรัญ ภักดีธนากุล ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ นายกิตติศักดิ์ ปรกติ อาจารย์ประจำคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และนายวินัย พงศ์ศรีเพียร เมธีวิจัยอาวุโส สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย (ประวัติศาสตร์) ร่วมอภิปรายในนิติเสวนา หัวข้อ “อิสระตุลาการ : ประวัติศาสตร์ศาลยุติธรรม” โดยนายจรัญกล่าวตอนหนึ่งว่า หากตุลาการไม่มีความเป็นอิสระแล้ว ผลกระทบที่เกิดไม่ใช่กับตัวตุลาการ แต่ผู้ที่ได้รับความเสียหายคือ ประชาชนและประเทศชาติ จากนั้นนายจรัญให้สัมภาษณ์ ถึงประเด็นรัฐธรรมนูญกับการแก้ปัญหาของชาติและสิทธิประชาชนว่า การแก้ปัญหาไม่สามารถแก้เพียงลายลักษณ์อักษร รัฐธรรมนูญจึงไม่ใช่ปัจจัยสำคัญที่สุด คนไทยส่วนใหญ่รู้หน้าที่สิทธิของตนเอง ปัญหาเวลานี้ไม่ได้อยู่ที่สิทธิเสรีภาพ แต่อยู่ที่ประชาชนส่วนหนึ่งไม่ตระหนักในหน้าที่ต่อสังคม

กรณีคณะกรรมการ ป.ป.ช.เตรียมสรุปแจ้งข้อกล่าวหา น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรีและนายสุรพงษ์ โตวิจักษณ์ชัยกุล อดีต รมว.ต่างประเทศ กรณีการคืนหนังสือเดินทางให้ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกฯโดยมิชอบภายในเดือน มิ.ย.