วันจันทร์ที่ 19 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2561
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

โบ้ยโยนผิดวุ่น ตำรวจ-อัยการ ฟ้องแว้นสะดุด

ตำรวจ บก.น.8 เร่งติดต่อญาติ 125 เด็กแว้น แจ้งขั้นตอนนัดหมายส่งตัวฟ้องครั้งต่อไป ขณะที่ น.1 ป้องพนักงานสอบสวนไม่ได้บกพร่อง ส่วนรองโฆษกอัยการสูงสุดแถลงข้อเท็จจริง ยังไม่ได้รับสำนวนคดีจากตำรวจมาพิจารณา เนื่องจากเอกสารหลักฐานในสำนวนไม่ครบถ้วน ด้านตุลาการศาลรัฐธรรมนูญชื่นชมตำรวจเอาใจใส่สกัดกั้นอันตรายบนถนนที่เกิดจากกลุ่มเด็กแว้น

กรณีตำรวจ บก.น.8 นำ 125 เด็กแว้นที่อายุเกิน 18 ปี ซึ่งถูกจับกุมตามแผน “ราชพฤกษ์โมเดล” ไปส่งให้อัยการฟ้องด้วยวาจา ภายหลังศาลแขวงธนบุรี ยกคำร้องขอผัดฟ้องของอัยการ ทำให้ส่งฟ้องไม่ทัน 48 ชั่วโมงหลังจับกุม บรรดาผู้ต้องหาหลังทราบเรื่อง พากันแยกย้ายกันกลับบ้านด้วยความดีใจ ตามที่เสนอข่าวไปนั้น

ความคืบหน้าเรื่องนี้ เมื่อเวลา 11.00 น. วันที่ 3 มิ.ย. พ.ต.อ.มานพ สุคนธ์ธนพัฒน์ ผกก.สน.ตลาดพลู เปิดเผยว่า ขณะนี้ได้ติดต่อญาติหรือผู้ปกครองของผู้ต้องหาแต่ละคนให้เข้ามาพบพนักงานสอบสวนเพื่อแจ้งขั้นตอนการนัดหมายส่งตัวฟ้องในครั้งต่อไป เพราะการนำตัวผู้ต้องหาทั้ง 125 คนส่งฟ้องไปนั้น ผู้ต้องหาทั้งหมดให้การรับสารภาพ อัยการให้ปล่อยตัวชั่วคราวเพื่อรอผลการพิมพ์ลายนิ้วมือ ต้องรอสักระยะเพราะผู้ต้องหามีจำนวนมาก ตำรวจรอเพียงคำสั่งอัยการเท่านั้นว่าจะให้ส่งตัวฟ้องอีกครั้งเมื่อใด จากนั้นจะเรียก ผู้ต้องหาพร้อมญาติหรือผู้ปกครองไปรายงานตัวต่อศาล ถ้าใครมีคดีเก่าและเคยก่อคดีมา สามารถตรวจสอบได้และอายัดตัวไว้เพื่อดำเนินคดีต่อไปได้ด้วย

ขณะที่ พล.ต.ท.ศรีวราห์ รังสิพราหมณกุล ผบช.น. กล่าวสั้นๆ ว่า เจ้าหน้าที่ตำรวจมีหน้าที่นำผู้ต้องหาพร้อมของกลาง และสำนวนส่งอัยการ ไม่ใช่ ส่งศาล พนักงานสอบสวนไม่ได้มีความบกพร่อง เพราะ ว่าได้ส่งให้อัยการเรียบร้อย พนักงานสอบสวนได้ปรึกษากับตนก่อนหน้านี้แล้ว ส่วนพนักงานอัยการจะนำไปฝากขัง เป็นเรื่องของพนักงานอัยการ และอยู่ระหว่างรอให้พนักงานอัยการสั่งการ

ส่วนความเคลื่อนไหวที่สำนักงานอัยการสูงสุด นายโกศลวัฒน์ อินทุจันทร์ยง รองโฆษกสำนักงานอัยการสูงสุด แถลงถึงเรื่องดังกล่าวว่า สำนักงานอัยการคดีศาลแขวง 7 ยังไม่ได้รับสำนวนคดีที่เจ้าหน้าที่ตำรวจ สน.ตลาดพลู จับกุมกลุ่มวัยรุ่นขี่รถจักรยานยนต์แข่งขันบนถนนราชพฤกษ์เพื่อพิจารณา เนื่องจากเอกสารหลักฐานในสำนวนที่พนักงานสอบสวนส่งมายังไม่ครบถ้วน จึงขอผัดฟ้องฝากขังผู้ต้องหาต่อศาลแขวงธนบุรีและศาลได้ยกคำร้องดังกล่าว สำนวนคดียังไม่อยู่ในชั้นพิจารณาของพนักงานอัยการ และแม้ว่าศาลแขวงธนบุรีจะมีคำสั่งยกเลิกคำร้องผัดฟ้องฝากขังเป็นเหตุให้ผู้ต้องหา 125 คน ถูกปล่อยตัว แต่ไม่ได้หมายความว่าจะพ้นจากการถูกดำเนินคดี หากพนักงานสอบสวนทำสำนวนคดีครบถ้วน พนักงานอัยการสามารถแจ้งให้พนักงานสอบสวนนำตัวผู้ต้องหามาฟ้องคดีได้ โดยขออนุญาตอัยการสูงสุดฟ้องคดีต่อไปตามกฎหมาย วิธีพิจารณาในศาลแขวง ภายในอายุความ 5 ปี

รองโฆษกสำนักงานอัยการสูงสุดกล่าวต่อว่า ส่วนจะมีข้อหาอื่นๆ อีกหรือไม่ ยังตอบไม่ได้ ตราบใดที่อัยการยังไม่ได้รับสำนวน แต่ยืนยันว่าในคดีที่เป็นที่กระทบต่อประชาชน ประชาชนให้ความสนใจ อย่างคดีขับขี่รถแข่งขันโดยไม่ได้รับอนุญาตนี้ เป็นคดีที่สร้างความเดือดร้อนรำคาญ ดังนั้นการสอบสวนการพิจารณาสั่งคดีนี้ยังต้องทำต่อไป แม้จะหมดระยะเวลาการควบคุมตัวตามกฎหมาย ส่วนความผิดที่ต้องดำเนินคดีกับผู้ปกครองในกรณีปล่อยปละละเลยเด็ก ตาม พ.ร.บ.คุ้มครองเด็ก กำลังเร่งสอบสวนข้อเท็จจริง อย่างน้อยต้องรู้ว่ารถของกลางเป็นกรรมสิทธิ์ของใคร โดยอัยการจะดำเนินคดีอย่างเคร่งครัดต่อไป

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ข้อเท็จจริงในคดีนี้ เมื่อเวลาเช้าของวันที่ 2 มิ.ย.ที่ผ่านมา พ.ต.อ.ชิษณุพงศ์ พรมมีเดช พนักงานสอบสวน สน.ตลาดพลู ยื่นคำร้องต่อศาลแขวงธนบุรีว่า เมื่อวันที่ 31 พ.ค.58 เวลากลางคืน มีการจับกุมนายธวัชชัย มารูน อายุ 19 ปี กับพวกรวม 125 คน กล่าวหาว่า กระทำการอันเป็นที่เดือดร้อน และความผิดอื่นๆ มีอัตราโทษจำคุกไม่เกิน 3 เดือน ผู้ต้องหาทั้ง 125 คนให้การปฏิเสธ ขอผัดฟ้องฝากขัง 6 วัน นับจากวันดังกล่าวถึงวันที่ 7 มิ.ย. ต่อมาศาล ออกนั่งบัลลังก์ อ่านคำร้องฝากขังให้ผู้ต้องหาทั้ง 125 คนฟัง ผู้ต้องหาฟังแล้วรับสารภาพ ไม่เป็นไปตามคำร้อง มีคำสั่งยกคำร้อง ผลเท่ากับไม่มีการควบคุมตัวไว้ตามกฎหมาย ทั้งนี้การดำเนินคดีครั้งนี้ ข้อเท็จจริงพบว่า พนักงานสอบสวนกล่าวหาตามข้อหาดังกล่าว มีอัตราโทษริบทรัพย์รถจักรยานยนต์ที่เป็นทรัพย์สินที่ได้ใช้ในการกระทำผิดไว้ด้วย ซึ่งเป็นทรัพย์ที่มีราคา และยังมีข้อโต้เถียงเรื่องกรรมสิทธิ์ กับยังมีข้อหา ไม่ต่อทะเบียนรถ บางคนรับสารภาพ บางคนไม่รับสารภาพ พนักงานอัยการต้องการให้ทำสำนวนสอบสวนให้สิ้นกระแสความ และตำรวจยังไม่ส่งสำนวนกลับมาให้พนักงานอัยการพิจารณา ไม่อาจยื่นฟ้องตามกฎหมายวิธีพิจารณาคดีในศาลแขวงได้ตามกำหนด

วันเดียวกัน ที่สำนักงานศาลยุติธรรม ศ.จรัญ ภักดีธนากุล ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ ให้สัมภาษณ์ก่อนงานสัมมนาเรื่อง “อิสระตุลาการ” โดยกล่าวว่า เริ่มต้นต้องชื่นชมตำรวจที่เอาใจใส่สกัดกั้นปัญหาภยันตรายทางถนนที่เกิดจากกลุ่มวัยรุ่นที่ประพฤติตนไม่สมควรจนเกิดเป็นผลดี ตรงประเด็นที่ประชาชนได้รับการเอาใจใส่ในสวัสดิภาพ ส่วนปัญหาที่เกิดจากกระบวนการยุติธรรมทางอาญา และกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวง เกิดขึ้นเพราะบทบัญญัติของกฎหมายมันล็อกเวลาดำเนินการให้สั้นเกินไป ทั้งที่ปัญหาที่เกิดขึ้น เป็นเรื่องที่สังคมต้องได้รับการดูแลจากความเดือดร้อน เจ้าหน้าที่ลง แรงทำอย่างเต็มที่ เมื่อผลออกมาต้องปล่อยตัวคนกระทำผิด เจ้าหน้าที่อาจจะเสียกำลังใจ เรื่องนี้ไม่ใช่ ว่าวัยรุ่นทั้ง 125 คน จะถูกวินิจฉัยว่าพ้นผิด แต่เกิดจากการยื่นฟ้องไม่ทันในกำหนดเวลากฎหมายวิธีพิจารณาคดีในศาลแขวง ดังนั้น ความผิดของวัยรุ่น เหล่านี้ยังไม่หมด เปรียบเหมือนคดีที่ผู้ต้องหาหรือ จำเลยได้รับการปล่อยชั่วคราวระหว่างพิจารณาเท่านั้น แม้พวกนี้ได้กลับไปโดยไม่มีหลักประกัน แต่ตำรวจได้บันทึกชื่อ ที่อยู่ ตำหนิรูปพรรณ และติดต่อญาติ ไว้แล้ว สามารถติดตามเอาตัวโดยออกหมายเรียกหมายอาญาเอาตัวมาเข้าสู่ระบบการฟ้องคดีได้

ส่วนกรณีขู่ฆ่าขู่ทำร้ายเจ้าหน้าที่อาสาสมัครมูลนิธิฯ ที่ร่วมแผนล้อมจับเด็กแว้นสาวสก๊อยในครั้งนี้ นายจรูญ พัฒนะ อายุ 40 ปี หัวหน้าอาสาสมัคร กู้ภัยป่อเต็กตึ๊ง จุดตลาดพลู รหัสตลาดพลู 001 เปิดเผยว่า ตนเป็นอาสาสมัครกู้ภัยมา 20 ปี ไม่เคยถูกขู่ทำร้ายมาก่อน ในคืนวันเกิดเหตุ ตนพร้อมลูกข่ายประมาณ 10 กว่าคน จอดรถเฝ้าระวังเหตุอยู่บนถนนวุฒากาศ สังเกตเห็นทหารและตำรวจผ่านไปมาจำนวนมาก จากนั้นมีวิทยุตำรวจขอกำลังไปสนับสนุนเพราะมีเด็กแว้นและสาวสก๊อยรถล้มได้รับบาดเจ็บ เมื่อไปถึงพบผู้บาดเจ็บถลอกปอกเปิกทั้งชายและหญิง เกือบ 40 คน ได้ช่วยปฐมพยาบาล โดยมีอยู่ 3 ราย ที่ร้องขอให้ช่วยไปส่งโรงพยาบาลตากสิน และโรงพยาบาลทหารเรือ ซึ่งอาสาสมัครได้ดำเนินการให้ หลังจากนั้น ตำรวจได้ขอให้อาสาสมัครช่วยขนรถ จยย.ของกลางขึ้นรถบรรทุก 3 คัน นำไปเก็บไว้ตรงจุดรักษาของกลาง บริเวณแยกรัชดามุ่งหน้าท่าพระ ทางอาสาฯยินดีทำให้ และได้ทำงานร่วมกับทหาร ตำรวจตลอด ดังนั้น ประเด็นที่โจมตี ว่าอะไหล่รถของกลางหายไม่เป็นความจริง ที่สำคัญขณะนี้พบตัวคนโพสต์ประเด็นนี้บนโซเชียลแล้ว มีการส่งข้อความสอบถาม ผู้โพสต์ได้ขอโทษ และลบ ข้อความดังกล่าวไปจากเฟซบุ๊กตัวเอง ไม่อยากระบุว่าผู้โพสต์คือใคร เพราะไม่อยากให้สังคมมองว่าอาสาสมัครกู้ภัยต่างสถาบันเข้ากันไม่ได้หรือมีปัญหาขัดแย้งกัน

“ตอนนี้อาสาสมัครในจุด สน.ตลาดพลู มีทั้งสิ้น 50 คน ยินดีรับใช้สังคมเช่นเดิม จะไม่หยุดทำหน้าที่ ไม่แจ้งความจับใคร และไม่หวังจะให้ใครมาเห็นใจ สังคมและสื่อมวลชนที่อยู่ในจุดเกิดเหตุเห็นอยู่ว่าพวกเราทำอะไรลงไป ได้แต่บอกน้องๆใน จุด สน.ตลาดพลู ทุกคนให้ระวังตัว ออกเวรแล้วให้ ถอดเครื่องแบบเพื่อความปลอดภัยไว้ก่อน ฝากบอกไปถึงบรรดาผู้ที่มีความประสงค์ร้ายต่อพวกเราว่า ให้เปลี่ยนความคิดเสียใหม่เพราะหากคิดจะทำร้ายกันจริงๆ มันจะมีแต่ความสูญเสีย” นายจรูญกล่าว

ขณะที่ น.ส.อติกันต์ สุบุญสันติ ผจก.ฝ่ายประชาสัมพันธ์และสื่อสารองค์กร มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง กล่าวว่า มูลนิธิไม่ได้มีนโยบายให้ไปไล่จับกุมผู้ ต้องหาคดีใด แต่ที่อาสาสมัครกลุ่มนี้เข้าไปช่วยเหลือ เพราะได้รับการร้องขอจากตำรวจ ที่สำคัญพอมีคนเจ็บไม่ว่าจะกรณีใด เป็นใครในสถานะไหน ต้องช่วย ด้วยจิตวิญญาณของอาสาสมัคร ไม่หวังอะไรตอบแทนตามปณิธานที่มูลนิธิป่อเต็กตึ๊งตั้งเอาไว้ หากถามว่า จะมีคำสั่งให้อาสาสมัครจุด สน.ตลาดพลู หยุดปฏิบัติงานชั่วคราวหรือไม่ ตอบเลยว่าไม่มีคำสั่งนั้นแน่นอน ไม่ใช่เป็นการท้าทาย แต่เพราะถ้าหากคนทำดีแล้วท้อ หยุดทำกลางคัน แล้วใครจะมาทำต่อ แต่ขอให้ ใช้ความระมัดระวังตัวกันเพิ่มขึ้นขณะปฏิบัติหน้าที่