วันศุกร์ที่ 27 เมษายน พ.ศ. 2561
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

ฮ่องเต้ ผู้โฉดเขลา

ฮ่องเต้ผู้ปรีชาสามารถ ในประวัติศาสตร์จีน อย่างถังไทจง สร้างราชวงศ์ถังรุ่งเรืองเฟื่องฟู ขึ้นสู่ยุคทอง เพราะใช้บทเรียนล้มเหลว ฮ่องเต้ราชวงศ์สุย

หงอิ้งหมิง ผู้รู้สมัยราชวงศ์หมิง บันทึกความฟอนเฟะของราชวงศ์ก่อนหน้า ทิ้งเอาไว้ในหีบหนังสือวังจิ่งหยวนกง ในพระราชวังโบราณกรุงปักกิ่ง (สายธารแห่งปัญญา บุญศักดิ์ แสงระวี แปล สำนักพิมพ์ ก.ไก่) ให้คนรุ่นหลังได้ศึกษา

เรื่องของ ฮุ่ยตี้ ฮ่องเต้แห่งราชวงศ์จิ้น...วันหนึ่ง วาระประชุมขุนนาง ฮุ่ยตี้ ได้รับรายงาน เกิดฝนแล้ง พืชผลปลูกไม่ได้ ราษฎรทั้งแผ่นดิน ไม่มีข้าวจะกิน

“ถ้าราษฎรไม่มีข้าวกิน...” ฮ่องเต้ทรงแสดงพระปรีชา “แล้วทำไม เขาไม่กินเนื้อ”

พระดำรัสฮ่องเต้ ประโยคนี้ เล่าขานกันต่อๆมา จนพระองค์ได้สมญา ฮ่องเต้ผู้โฉดเขลาเบาปัญญาแห่งแผ่นดิน

ที่มาของความโฉดเขลาเบาปัญญา สั่งสมบ่มเพาะมาจากฮ่องเต้องค์ก่อนๆ ย้อนไปได้ถึง อู่ตี้ ปฐมฮ่องเต้ราชวงศ์จิ้น

ราชวงศ์นี้ รบชนะมาทั่วแผ่นดิน...สั่งริบโลหะจากทุกเมือง ป้องกันการหล่อหลอมเป็นอาวุธ เอามาหลอมเป็นอูฐทองเหลืองขนาดใหญ่ ตั้งไว้หน้ากำแพงพระนคร

แล้วฮ่องเต้ผู้พิชิต ก็ใช้ชีวิตแต่ละวัน อยู่กับสาวสวยในวังกว่าหมื่นคน ความทุกข์หนึ่งเดียวของฮ่องเต้ ก็คือ

“คืนนี้ จะไปนอนกับสนมคนไหน?”

ปฐมฮ่องเต้เหลวไหล ฮุ่ยตี้ ฮ่องเต้ผู้สืบทอดอย่างฮุ่ยนี้ โฉดเขลาเบาปัญญา อัครเสนาบดีก็ไม่ต่างกัน เล่ากันว่า อาหารแต่ละวันในจวน... ราษฎรหนึ่งพันกินกันได้ถึงหนึ่งเดือนเต็ม

ขุนนางทั้งฝ่ายบุ๋นฝ่ายบู๊...ไม่เคยปรึกษาหารือกันถึงปัญหาราษฎร วันๆ วุ่นวายอยู่กับการกิน การดื่ม พวกเขามักชูจอกเหล้า แล้วประกาศเสียงดัง

“อาศัยกองทัพเกรียงไกร ที่ใช้อาวุธ 18 อย่างของราชวงศ์จิ้น ใครหน้าไหนจะหาญกล้ามาแตะต้อง...แม้ขนสักเส้น”

จะมี...คนที่รู้จักคิด และเป็นทุกข์หนัก อยู่คนเดียว ซ่อจิ้ง ขุนพลเอก... เขารำพึงว่า ความรุ่งเรืองของราชวงศ์จิ้น คงจะอยู่ได้ไม่นาน อูฐทองเหลือง สัญลักษณ์ความยิ่งใหญ่และชัยชนะ ไม่ช้าคงถูกทอดทิ้งไว้ให้คนเหยียบย่ำในกอหญ้า

สถานการณ์เป็นไปเหมือนที่ซ่อจิ้งวิตก ไม่นาน กองทัพชนเผ่าซงหนูจากต่างแดน ก็รุกเข้าใกล้นครเลาะหยาง นครหลวง ไหวตี้ พระอนุชาฮ่องเต้ฮุ่ยตี้ ผู้ที่เป็นความหวังหนึ่งเดียว...นำขุนพลและครอบครัวหนีออกนอกประตูวัง

ตอนที่ผ่านอูฐทองเหลือง...นัั้น เป็นดังที่ซ่อจิ้งทำนาย...มันถูกปกคลุมด้วยหญ้าสูงท่วมหัว

ถึงเวลานั้น พระเจ้าฮุ่ยตี้เพิ่งรู้ตัว...ทรงนำหน้าข้าราชบริพาร เลือกหนีผ่านชาวบ้าน หวังชาวบ้านเป็นเกราะกำบังตัวแต่เหตุการณ์ตรงกันข้าม พวกชาวบ้านพากันเอาก้อนหินขว้างใส่ฮ่องเต้ ด้วยความเคียดแค้นชิงชัง

“ข้าคือ ฮ่องเต้ผู้ยิ่งใหญ่ๆ”

ไม่ว่าจะใช้ปากเป็นตัวช่วยอย่างไร ชาวบ้านก็ยิ่งโกรธเคือง...ระดมปิดทางหนี ฮ่องเต้ไม่มีทางเลือก ก็ต้องถอยเข้าวัง

สุดท้าย เผ่าคนป่าเถื่อน...ก็เข้าวัง จับฮุ่ยตี้เอาไว้ บังคับให้สวมเสื้อผ้าแบบชาวบ้าน ให้ทำหน้าที่รินเหล้าให้ผู้นำเผ่าซงหนูดื่ม...ฮ่องเต้เปลี่ยนบท เป็นคนรับใช้ ได้สมบทเกินไป จนผู้นำซงหนูรำคาญ สั่งให้จับตัวไปฆ่า

ทิ้งศพในป่าบนเขาเป่ยหมางซาน ให้เป็นอาหารของหมาป่า

หงอิ้งหมิง จบเรื่องเล่าแล้วสอนทิ้งท้าย...กิเลสตัณหาบดบังใจคน ความตายย่างกราย แล้วก็ยังไม่รู้ตัว

เคราะห์ดีนะครับ เมืองไทยของเรา ในน้ำยังพอมีปลา ในนายังพอมีข้าว ถึงปีนี้น้ำน้อย ปลูกได้บ้างไม่ได้บ้าง...ผู้นำแถวๆบ้านเมืองเรา ยังฉลาดพอแยกแยะได้ อะไรเป็นข้าว อะไรเป็นเนื้อ

แต่โจทย์ที่ยาก ก็คือสภาพเศรษฐกิจของเรา เงินทำท่าจะเฟ้อก็ไม่เฟ้อ จะฝืดก็ไม่ฝืด ไม่รู้ว่า ข้าวยากหมากแพง หรือ ข้าวเหลือเกลืออิ่ม ถ้าผู้นำตีโจทย์แตก ก็คงแก้ปัญหาได้

ตอนนี้ ดูเหมือนยิ่งแก้ก็ยิ่งยุ่ง ปากบอกจะช่วยคนจน แต่ก็ห้ามหาบเร่แผงลอย ห้ามขายลอตเตอรี่เกินราคา น่าสงสารคนจนเสียจริงๆ.

กิเลน ประลองเชิง

3 มิ.ย. 2558 10:59 ไทยรัฐ