วันพฤหัสบดีที่ 13 ธันวาคม พ.ศ. 2561
บริการข่าวไทยรัฐLogin
เมื่อแพทย์แผนไทย อยากไปโกอินเตอร์

เมื่อแพทย์แผนไทย อยากไปโกอินเตอร์

  • Share:

สะตุ...พฤกษวัตถุ...สัตววัตถุ ...หมอตำแย...รสเย็น รสร้อน รสสุขุม...ประเทศสมุฏฐาน...กาลสมุฏฐาน...อายุสมุฏฐาน...การรุ...การล้อม...การวางยา ศัพท์แสงเหล่านี้ผู้มีอายุต่ำกว่า 70–80 ปีลงมา คงจะไม่คุ้นเคย เพราะแทบไม่มีโอกาสได้ผ่านกระบวนการรักษาโรคแบบการแพทย์แผนไทยโบราณ

แต่หากนำชุดคำศัพท์เดียวกันไปถามผู้ที่มีอายุตั้งแต่ 70-80 ปีขึ้นไป ยิ่งหลักไมล์ชีวิตสูงเท่าไร โอกาสที่พวกเขาจะคุ้นเคยกับศัพท์แสงเหล่านี้ ก็ยิ่งมีมากขึ้นเท่านั้น

ของดีมีคุณค่าทางภูมิปัญญามหาศาลในอดีตอย่าง การแพทย์แผนไทย ที่เคยชุบชีวิตผู้คนนับล้านมาแล้วนับร้อยนับพันปี น่าประหลาดใจมั้ย ไฉนวันนี้จึงแทบไม่มีใครรู้จัก

ทำอย่างไรจึงจะชุบชีวิตการแพทย์แผนไทยให้เป็นที่รู้จักและยอมรับในระดับสากล ถึงขั้นเป็นแขนงหนึ่งของการแพทย์ทางเลือก ดังเช่นแพทย์แผนจีนบางแขนงที่ผู้คนเชื่อมั่นศรัทธาว่าสามารถนำไปใช้รักษาโรคร่วมกับแพทย์แผนปัจจุบันหรือตะวันตกได้

นพ.วิชัย โชควิวัฒน ผอ.สถาบันการพัฒนาและคุ้มครองการวิจัยในมนุษย์ อดีตอธิบดีกรมการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก มองว่า ทิศทางการพัฒนาแพทย์แผนไทยและสมุนไพรไทยในปัจจุบันเหลือทางให้เลือกอยู่เพียง 2 หนทาง

หนทางแรก ทำให้มีสภาพคล้ายกับ เครื่องลายคราม ซึ่งมีคุณค่าเป็นที่เชิดชู แต่ไม่มีใครกล้านำไปใช้ประโยชน์จริงในชีวิตประจำวัน กับอีกทางเลือก ต้องเน้นวิจัย พัฒนา และสร้างมูลค่าอย่างจริงจัง เพื่อนำไปใช้ให้เกิดประโยชน์ในชีวิตจริงให้ได้

หมอวิชัยบอกว่า การจะวิจัยเพื่อให้รู้จักสิ่งหนึ่งสิ่งใดอย่างถ่องแท้ ก่อนอื่นผู้ทำการศึกษาวิจัยหรือหาคำตอบในเรื่องนั้น ต้องดูว่ามีอะไรบ้างที่เรารู้แล้ว อะไรบ้างที่ยังไม่รู้ และอะไรบ้างที่เป็นทางตัน

“ถ้าทั้ง 3 เรื่องนี้ ยังตอบไม่ได้ในเบื้องต้น วิจัยไปก็เปลืองงบประมาณ และเสียเวลาเปล่า”

เขาบอกว่า การแพทย์แผนไทยเป็นเรื่องของทฤษฎีการก่อกำเนิดชีวิต ร่างกาย และปัจจัยที่เกี่ยวข้องกับการเกิดโรค เช่น ธาตุสมุฏฐาน ฤดูกาล อายุหรือวัย ถิ่นฐานที่คนเราเกิด และถิ่นที่อยู่อาศัย เป็นต้น

เทียบกับการแพทย์แผนจีน เน้นว่าโรคภัยไข้เจ็บต่างๆที่เกิดขึ้น เป็นเพราะพลังชีพในร่างกายติดขัด หรือไม่สมดุล อะไรที่ติดขัดจึงต้องทะลวง หรือแก้ไขให้โล่ง หรือเกิดความสมดุลให้ได้

“ถ้าจะทำให้สมุนไพรและการแพทย์แผนไทยมีมูลค่าเพิ่ม และถูกนำไปใช้รักษาโรคอย่างจริงจัง ต้องเริ่มวิจัยกันตั้งแต่สายพันธุ์สมุนไพร ที่จะนำไปปลูก เช่น รู้ว่าควรปลูกในดินหรืออากาศแบบไหน ไปจนถึงขั้นที่ทำสำเร็จออกมาเป็นยา สมมติว่ากว่าจะได้คำตอบมีอยู่ทั้งหมด 13 ขั้นตอน ที่ผ่านมานักวิจัยไทยชอบวิจัยกันแค่ 4–5 ขั้นตอนแล้วเลิก ปล่อยทิ้งไว้อย่างนั้น มันจึงหาคำตอบไม่ได้สักทีไง”

นพ.วิชัยบอกว่า ทั้งที่นักวิจัยไทยมีความสามารถไม่ด้อยไปกว่านักวิจัยประเทศใดในโลก แต่เป็นเพราะชอบทำกันแบบครึ่งๆกลางๆ การแพทย์แผนไทย ซึ่งประกอบด้วย 4 สาขาหลัก คือ เวชกรรมไทย เภสัชกรรมไทย การผดุงครรภ์ไทย และการนวดไทย จึงไม่ค่อยพัฒนาเท่าที่ควร

“หมอพื้นบ้านไทยเราเก่งมาก รู้ว่าสมุนไพรบางตัว อย่างเช่น สบู่ดำเอามาต้มกิน สามารถใช้เป็นยายับยั้งโรคเอดส์ได้ แต่เราเอามาใช้แบบเชิงเดี่ยว ตัวเดียวโดดๆ มันจึงเห็นผลอยู่แค่ 3-4 เดือน จากนั้นก็เริ่มดื้อยา การเอามาใช้เดี่ยวๆ มันอาจไม่เข้มแข็งพอ แต่ถ้าใช้สมุนไพรหลายตัวไปช่วยกันรุมโรค มันอาจชนะก็ได้”

หมอวิชัยบอกว่า ทฤษฎีการแพทย์จีนใช้หลักหยิน (พร่อง) หยาง (แกร่ง) และพลังชีพ มีการฝังเข็มทั่วร่างกาย 700-800 จุด ของไทยเราโด่งดังไปทั่วโลกในเรื่องการนวด ใช้ทฤษฎีเส้นในร่างกายมาบำบัดรักษาอาการเจ็บป่วย ถ้าเรายืนอยู่บนฐานเดิม แล้วศึกษาให้ถ่องแท้เหมือนเขา เราจะได้ไม่ต้องสยบให้แก่การแพทย์แผนอื่น

เขาว่า แต่ในความเป็นจริง เวลาไปนวดกับหมอนวด 5 คน จะนวดไม่เหมือนกันสักคน แสดงให้เห็นว่าฐานทฤษฎีการนวดของเรายังไม่แข็งแรงพอ จึงไม่มีวิธีการรักษาที่เหมือนกัน

“พอกันทีกับขนบการแพทย์แผนไทยเดิมๆ ที่หวงวิชา ไม่เขียนอะไรไว้ให้คนรุ่นใหม่ได้ศึกษาหาความรู้ หรือเขียนก็เขียนไว้แบบคลุมเครือ บอกอะไรไม่หมด รายละเอียดมีไม่ครบ เทียบกับการแพทย์จีน มีเขียนไว้ชัดว่าต้องใช้ใบแก่หรือใบอ่อน วิธีการสับต้องสับตรง หรือสับแบบทแยงตัวยาจึงจะออกฤทธิ์ได้ผลดีที่สุด ถ้ายาหลัก ยาเสริมของเราชัด ไม่คลุมเครือ คนป่วยก็จะมั่นใจ และหันมานิยมใช้การแพทย์แผนไทยกันเอง”

นพ.โกมาตร จังเสถียรทรัพย์ ผู้อำนวยการสำนักงานวิจัยสังคมและสุขภาพ (สวสส.) ให้ความเห็นอีกรายว่า การแพทย์แผนไทยและสมุนไพร ในอดีตมองแทบไม่เห็นอนาคต เพราะทั้งประเทศมีโรงพยาบาลอยู่แค่ 4 แห่งเท่านั้นที่นำไปใช้รักษาผู้ป่วย ทุกวันนี้ดีขึ้น มีโรงพยาบาลนับร้อยแห่งนำไปใช้

“ใน 4 สาขาของการแพทย์แผนไทย ณ เวลานี้การนวดเป็นสาขาที่โดดเด่นที่สุด โดยเฉพาะในต่างประเทศ ผมจึงอยากเสนอว่า เราควรจะมีระบบ H.A. หรือการรับรองคุณภาพมาตรฐานทางการแพทย์ที่เชื่อถือได้ว่าแพทย์แผนไทยเราทำแบบไหนได้ผล และไม่เกิด
ความเสี่ยงในการรักษา ไม่ใช่จ้องแต่วิจัยตามก้นฝรั่งอย่างเดียว”

“อีกอย่างการแพทย์แผนไทยหรือการแพทย์พื้นบ้าน เช่น การตอกเส้น ซึ่งเป็นจารีตของหมอนวดทางเหนือ จะเห็นว่าภูมิปัญญาเหล่านี้แยกไม่ออกจากวัฒนธรรมท้องถิ่น แต่ละท้องถิ่นล้วนมีสติปัญญาและภูมิปัญญาในการแก้ไขปัญหาของตน จึงต้องวิจัยและพัฒนาสิ่งเหล่านี้ควบคู่ไปด้วย”

หมอโกมาตรบอกว่า การแพทย์แผนไทย แพทย์พื้นบ้าน และแพทย์ทางเลือก ถ้าเอาแต่ก้มหน้าก้มตาวิจัยเรื่องตัวยา ระบบการแพทย์แผนไทย

ยังไงก็ไม่มีทางฟื้น จะต้องศึกษาวิจัยสถานการณ์ต่างๆที่เกี่ยวข้องด้วย

เขายกตัวอย่าง เวลานี้ มะขามป้อม ซึ่งถูกนำไปใช้ทำเป็นยาแก้ไอ และช่วยให้ผิวขาวขึ้น กำลังได้รับความนิยมอย่างมาก เมื่อตลาดมีความต้องการสูง จะเอาเร็วเข้าว่า ก็ต้องใช้วิธีตัดฟันต้น

ทำให้เวลานี้มะขามป้อมในเมืองไทยแทบไม่มีเหลือ เวลานี้จึงเริ่มลุกลามไปตัดถึงในป่าเขมรและลาวกันแล้ว อีกไม่นานคงจะเกิดภาวะมะขามป้อมขาดตลาดในอาเซียน สถานการณ์ที่เกิดขึ้นนี้ ทั้งนักวิจัยพัฒนาและชุมชนจึงต้องติดตามสถานการณ์และมาจับเข่าคุยกัน เพื่อร่วมกันหาทางออก เป็นต้น

สุดท้าย หมอโกมาตรบอกว่า มิติหรือมุมมองทางสังคมและวัฒนธรรม ก็สำคัญ เขายกตัวอย่าง ถ้าให้แพทย์แผนปัจจุบันนุ่งผ้าขาวม้าออกตรวจโอพีดี (คนไข้นอก) คนไข้หลายคนคงไม่ยอม หรือไม่กล้าให้หมอตรวจ

“การรำผีฟ้าร่วมกับเป่าแคนรักษาโรค ถือเป็นมิวสิก เธอราพี หรือใช้ดนตรีบำบัดอย่างหนึ่ง เพื่อเรียกจิตให้ขึ้นก่อนทำการรักษา หรือกรณีการอยู่ไฟของสตรีหลังคลอดบุตร เพื่อให้มดลูกเข้าอู่ กระบูนเข้าเบ้า น้ำคาวปลาไหลดี โอกาสติดเชื้อมีน้อย ก็เป็นอีกภูมิปัญญาไทยที่วิเศษ สรุปแล้วอยากจะวิจัยให้ถ่องแท้เรื่องอะไรก็ทำไป แต่อย่าวิจัยแบบตามยถากรรม จงทำอย่างต่อเนื่อง และอย่างมีสีสัน มีชีวิตชีวา ไม่ใช่ทำแบบนักวิจัยสมัครเล่น”

นพ.โกมาตรบอกว่า นอกจากนี้ เราจะเอาทฤษฎีหนึ่งไปพิสูจน์อีกทฤษฎีคงไม่ได้ มันต้องพิสูจน์ด้วยทฤษฎีของมันเอง เช่นเดียวกับการแพทย์แผนไทย จะใช้ทฤษฎีการแพทย์แผนตะวันตกมาพิสูจน์ก็ไม่ได้

“ยาแผนปัจจุบันแบบตะวันตกใช้สารเคมีแทบทั้งนั้น เทียบกับภูมิปัญญาของไทยเรา ใช้สมุนไพรเป็นหลัก ถึงเราจะมีทุนวิจัยจำกัด สู้บริษัทยาฝรั่งไม่ได้ แต่ถ้ารู้จักเลือกทำในเรื่องที่เน้นเห็นผลได้ง่าย ยังไม่ต้องไปคิดฝันสูงให้ไกลเกินเอื้อม แค่คิดใกล้ๆเหมือนใฝ่ต่ำเข้าไว้ ผมเชื่อว่าการแพทย์แผนไทยยังไม่ถึงทางตัน และมีหนทางไปต่อในเวทีสากลได้”.

คุณอาจสนใจข่าวนี้

คุณอาจสนใจข่าวนี้