วันพฤหัสบดีที่ 26 เมษายน พ.ศ. 2561
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

ชอบของแพง

ฤดูกาลเปลี่ยนไปตามวงรอบของปี

เมื่อเข้าสู่เดือนมิถุนายนย่อมหมายถึงการเปลี่ยนผ่านจากฤดูร้อนเข้าสู่ฤดูฝน เต็มตัว

แต่ปีนี้เกิดขัดข้องทางเทคนิค ฤดูฝนมาช้ากว่าปกติประมาณ 1 เดือน ทำให้ “พลเมืองไทย” ผู้เป็นใหญ่ในแผ่นดินต้องเผชิญอากาศร้อนระเบิดระเบ้อต่อไปอีก 30 วัน

สรุปภาพรวมปีนี้ จังหวัดกาญจนบุรีครองแชมป์ร้อนสูงสุด 42.7 องศาเซลเซียส

รองชนะเลิศอันดับ 1 ทำสถิติร้อนทะลักเดือด 42.3 องศาเซลเซียส คือจังหวัดตาก

รองชนะเลิศอันดับ 2 ทำสถิติร้อนตับแล่บ 41.2 องศาเซลเซียส คือจังหวัดกาฬสินธุ์ และจังหวัดบุรีรัมย์

“แม่ลูกจันทร์” กราบเรียนว่า กรุงเทพฯสะดือประเทศไทยวัดความร้อนสูงสุดปีนี้อยู่ที่ 38.4 องศาเซลเซียสเท่านั้นเอง

แสดงว่าปีนี้มวลมหาประชาชนชาว กทม.เจอคลื่นความร้อนน้อยกว่าปีก่อน 1 องศาเซลเซียสโดยประมาณ

ถ้ามองแง่ดี การที่เมืองไทยต้องเผชิญอากาศร้อนจัดระดับนี้ ยังไม่ร้อนสยองขวัญเท่าอินเดีย (47.6 องศาเซลเซียส) ที่มีผู้เสียชีวิตเพราะร้อนตายไปแล้วกว่า 2,000 ราย

“แม่ลูกจันทร์” ชี้ว่า ไม่เฉพาะอินเดียประเทศเดียว ทุกประเทศในเอเชียต้องเผชิญอุณหภูมิร้อนจัดทั่วหน้ากัน

แสดงว่า ผลกระทบจากวิกฤติโลกร้อน ทำให้ภูมิอากาศโลกเปลี่ยนแปลง

เลวร้ายหนักขึ้นทุกปี

สำหรับบ้านเรา ผลจากภาวะโลกร้อนทำให้คนไทยต้องเผชิญช่วงอากาศร้อนจัดยาวนานกว่าเดิม

จากที่เคยร้อนตับแล่บปีละ 30 วัน จะร้อนจัดนานขึ้นเป็นปีละ 60 วัน

ปล.ยาขมน้ำเต้าทองแก้ร้อนในกระหายน้ำดีนักแล

“แม่ลูกจันทร์” สรุปแบบข้ามช็อตว่า วิกฤติโลกร้อนจะมีผลกระทบต่อคนไทยทั่วประเทศ 65 ล้านคน 4 ประการคือ

1, จะทำให้อุณหภูมิเฉลี่ยของประเทศไทยขยับสูงขึ้นปีละ 1 องศาเซลเซียสโดยประมาณ

2,จะทำให้การเปลี่ยนผ่านฤดูกาลแปรปรวนไม่อยู่กับร่องกับรอย

3,จะทำให้ปริมาณน้ำฝนที่ตกในประเทศไทยลดลงปีละ 1 เปอร์เซ็นต์

4,จะเกิดผลกระทบการกักเก็บน้ำสำรองของประเทศระยะยาว

เพราะเมื่อฝนไม่ตกตามฤดูกาล ความสามารถในการเก็บสำรองน้ำต้นทุนลดลง

ย่อมกระทบถึงการใช้น้ำเพื่อการเกษตร การใช้น้ำเพื่ออุตสาหกรรมกระทบต่อการคมนาคมทางน้ำ การรักษาระบบนิเวศน้ำจืด-น้ำเค็ม

และกระทบต่อความต้องการใช้น้ำบริโภคของประชาชนที่เพิ่มมากขึ้นทุกปี

“แม่ลูกจันทร์” เห็นด้วยที่ นายกฯ บิ๊กตู่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา มีคำสั่งให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเร่งวางแผนป้องกันวิกฤติน้ำขาดแคลน

เพื่อแก้ปัญหาปริมาณน้ำสำรองของประเทศที่ลดลงทุกปี

ล่าสุด เตรียมจะลงทุนโครงการเมกะโปรเจกต์ผันน้ำจากแม่น้ำสาละวินผ่านจังหวัดตากเพื่อเติมน้ำสำรองในเขื่อนภูมิพล

โดยการก่อสร้างอุโมงค์ยักษ์ผันน้ำยาว 70 กม. เพื่อดึงน้ำสาละวินเข้ามาเติมเขื่อนภูมิพลอีก 4,000 ล้านลบ.เมตรต่อปี

“แม่ลูกจันทร์” เห็นว่า การก่อสร้างอุโมงค์ผันน้ำสาละวิน ระยะทาง 70 กม.ต้องใช้เงินลงทุนมหาศาลบานตะไท

ทั้งๆที่แม่น้ำยมของเราทั้งสายกลับปล่อยน้ำไหลลงทะเลไปฟรีๆ

ทำไมรัฐบาลไม่ (กล้า) ตัดสินใจสร้างเขื่อนกั้นแม่น้ำยม ซึ่งใช้เงินลงทุนน้อยกว่าสร้างอุโมงค์ยักษ์ยาว 70 กม. เท่าตัว

แถมเก็บสำรองน้ำได้มากกว่า 6,000 ล้าน ลบ.เมตรต่อปี

อืมม์...มันก็แปลกดีนะโยม.

“แม่ลูกจันทร์”

3 มิ.ย. 2558 10:13 ไทยรัฐ