วันเสาร์ที่ 15 ธันวาคม พ.ศ. 2561
บริการข่าวไทยรัฐLogin
'ชัยยะ' ยันจบแล้ว ถอดยศ 'ทักษิณ' (ชมคลิป)

'ชัยยะ' ยันจบแล้ว ถอดยศ 'ทักษิณ' (ชมคลิป)

  • Share:

ส่ง ‘สมยศ’ อีกรอบ ประยุทธ์รอลงนาม ขู่พวกต่อต้าน-มีผิด

“บิ๊กอ๊อด” ลั่นขอทำหน้าที่ อย่ามากดดันปมถอดยศ “ทักษิณ” หวั่นถูกย้อนศรภายหลัง “ชัยยะ” ลั่นปิดหีบจ่อส่ง ผบ.ตร.ลงนามอนุมัติ “บิ๊กตู่” รอสะบัดปากกาชงมาเมื่อไหร่ฟันทันที ฮึ่มใครก่อหวอดเอาเรื่องหมด “วิษณุ” แจงขั้นตอนขอคืนเครื่องราชฯ บัวแก้วเริ่มไล่บี้ผู้ต้องหา ม.112 “ปึ้ง” โต้ ป.ป.ช.ยันเป็นอำนาจปลัด กต.ไม่มี ใครสั่งได้ “วิสุทธิ์” จวกว่างงานกันนักหรือ “วัฒนา” ฉะพวกนายว่าขี้ข้าพลอย กลุ่มผู้แปรญัตติเรียงคิวแจงญัตติแก้ไขร่าง รธน. ชุดยกร่างฯเล่นของปักธงเขียวเอาฤกษ์เอาชัย “สมบัติ” ยังบี้หนักรับไม่ได้สร้างรัฐบาลผสมทำชาติเจ๊ง “ประยุทธ์” ทำฮือฮาเปลี่ยนมานั่งรถตู้กันกระสุนคันเดียวกับที่ “ปู” เคยใช้ สามตัวบนออกทะเบียนคันเก่าตรงเผง พร้อมโซโล่แจงผลงานรัฐบาลครบ 1 ปี คสช. ยัวะถูกจ้องหวังต่อท่ออำนาจ

หลังจาก พล.ต.อ.สมยศ พุ่มพันธุ์ม่วง ผบ.ตร. ตีกลับรายงานให้ พล.ต.อ.ชัยยะ ศิริอำพันกุล ที่ปรึกษา (สบ 10) กรรมการพิจารณาดำเนินการเกี่ยวกับถอดยศ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกฯ ไปดำเนินตามขั้นตอนให้ครบถ้วน ก่อนส่งมาให้พิจารณาใหม่นั้น ล่าสุด พล.ต.อ.ชัยยะเตรียมส่งรายงานกลับไปให้ ผบ.ตร.พิจารณา

“บิ๊กอ๊อด” ขอทำหน้าที่อย่ากดดัน

เมื่อวันที่ 2 มิ.ย.ที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติ (สตช.) พล.ต.อ.สมยศ พุ่มพันธุ์ม่วง ผบ.ตร. กล่าวถึงการดำเนินการถอดยศ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ว่า ได้ส่งเรื่องให้ พล.ต.อ.ชัยยะ ศิริอำพันกุล ที่ปรึกษา (สบ 10) ในฐานะคณะกรรมการพิจารณาดำเนินการเกี่ยวกับถอดยศ ไปประชุมกับคณะกรรมการฯอีกครั้งเพื่อรับรองมติก่อนส่งมาให้ ผบ.ตร.พิจารณา โดยจะทำบันทึกข้อความเร่งรัดให้ พล.ต.อ.ชัยยะ ดำเนินการให้เร็วที่สุด เมื่อมติที่ประชุมรับรองแล้วต้องให้ฝ่ายกฎหมายตรวจสอบความถูกต้องอีกครั้งก่อนลงนาม ขอทุกฝ่ายอย่ากดดันการปฏิบัติหน้าที่ เนื่องจากเป็นเรื่องละเอียดอ่อน ต้องรอบคอบ ชัดเจน หากทำไม่ถูกต้องอาจถูกดำเนินคดีภายหลังได้

“ชัยยะ” ลั่นปิดหีบถอดยศ “ทักษิณ”

ด้าน พล.ต.อ.ชัยยะ ศิริอำพันกุล กล่าวว่า พล.ต.อ.สมยศมีหนังสือถึงคณะกรรมการฯให้เร่งรัดดำเนินการในส่วนที่เกี่ยวข้อง พิจารณาตามกฎหมายและระเบียบที่เกี่ยวข้อง คณะกรรมการฯได้พิจารณาเป็นเอกฉันท์ ทุกสิ่งทุกอย่างจบลงหมดแล้วในส่วนของคณะกรรมการฯ ส่วนที่ยังไม่มีการเซ็นชื่อรับรองเป็นความเข้าใจคลาดเคลื่อนเกี่ยวกับงานด้านธุรการ ไม่ใช่เนื้อหาสาระในการพิจารณา วันนี้คงเรียบร้อยทุกอย่างและส่งให้ ผบ.ตร.อนุมัติได้ คงไม่มีประเด็นอะไรเพิ่มเติม คณะกรรมการฯทุกท่านมีความเห็นสอดคล้องตรงกันทุกประการ มีมติให้ถอดยศ ซึ่งพิจารณาอย่างตรงไปตรงมา ถ้าใครที่มีการศึกษามีความเข้าใจในข้อกฎหมาย มาดูก็คงเข้าใจ เพราะข้อเท็จจริงปรากฏ พฤติกรรมปรากฏ เข้าข้อกฎหมายและระเบียบที่เกี่ยวข้อง มีการพิจารณาองค์รวมทุกด้าน การพิจารณาครั้งนี้ไม่มีอคติ เป็นความคิดที่อิสระจริงๆ

“บิ๊กตู่” รอสะบัดปากกาลงนาม

ที่ทำเนียบรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) กล่าวว่า การดำเนินการถอดยศ พ.ต.ท.ทักษิณ ตำรวจเขามีคณะกรรมการอยู่ และถ้าคดีมีความเกี่ยวข้องกับสถาบัน ก็มีคณะกรรมการพิจารณา 2 คณะ คือ คณะกรรมการของกระทรวงยุติธรรม และของตำรวจ อย่าไปยุ่งกันมากมาเมื่อไหร่ก็วันนั้น มาถึงตนเมื่อไหร่ก็ทำให้วันนั้น มันผิดหรือไม่ มีอยู่ประมาณ 7 ข้อ ตัวที่เป็นข้อลงโทษมีเรียงลำดับไว้ทั้งหมด 1-7 ผิดตรงไหนหรือไม่ถ้าผิดใน 7 ข้อก็ต้องทำ ไม่ทำก็ถือว่าละเว้น หรือใครที่ผ่านมาไม่ทำก็ถือว่าละเว้นอีก และตนไม่อยากเป็นคนที่ละเว้นอีก

ฮึ่มใครก่อหวอดเอาเรื่องหมด

เมื่อถามว่ามีการพูดถึงการยึดเครื่องราชอิสริยาภรณ์ด้วย พล.อ.ประยุทธ์ตอบว่า ระเบียบมีอยู่แล้ว ถ้าปลดก็ต้องยึดเครื่องราชฯ สื่อไปดูบ้างว่ากฎหมายเขียนไว้อย่างไร เมื่อถามว่าหากถอดยศ พ.ต.ท.ทักษิณจริง อาจมีกลุ่มคนออกมาต่อต้านเคลื่อนไหวจะดำเนินการอย่างไร พล.อ.ประยุทธ์ตอบว่า ถ้าออกมาก็ถือว่ามีความผิดกฎหมาย สื่อก็อย่าไปเขียนให้คนออกมา แต่ไม่ได้เกรงอะไร วันนี้จะต้องเกรงใจใคร กฎหมายคือกฎหมาย จะไปเกรงใจใครอีก กฎหมายว่าอย่างไรก็ว่าตามนั้น ตนไม่ได้ไปสั่งให้เขาทำ ถ้าไปเกรงใจแล้วไม่ต้องทำตามกฎหมายกันหรือ จะให้ละเว้นทุกเรื่องหรือปล่อยให้ทุจริตมีเรื่องฉาวโฉ่ ถ้าอย่างนี้เรียกว่าเกรงใจ ซึ่ง คสช.ติดตามดูอยู่ ถ้าเกินเลยก็เรียกมาพูดคุย ถ้าผิดกฎหมายก็ดำเนินการตามกฎหมาย รวมถึงสื่อก็ดูด้วย

“บิ๊กป้อม” เชื่อไม่มีกลุ่มเคลื่อนไหว

ที่ทำเนียบรัฐบาล พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.กลาโหม กล่าวว่า การดำเนินการถอนพาสปอร์ตและถอดยศ พ.ต.ท.ทักษิณ อย่ามาถามตนต้องไปถามกระทรวงการต่างประเทศที่ดำเนินการไปตามกฎหมาย ตนบอกได้แค่ว่าเป็นอย่างไร เรื่องนี้ไม่ต้องห่วง ส่วนการดูแลสถานการณ์ภายในประเทศที่เกรงว่าจะมีกลุ่มต่างๆออกมาเคลื่อนไหวหลังจากนี้ เชื่อว่าไม่มีอะไร เพราะเจ้าหน้าที่ทำตามกฎหมายประชาชนทุกคนคงรู้ รัฐบาลนี้ไม่มีการกลั่นแกล้งและแก้แค้น ทุกอย่างทำเพื่อให้เกิดความมั่นคงในอนาคต

เลขาฯ สมช.เมินพวกคลื่นใต้น้ำ

นายอนุสิษฐ คุณากร เลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) กล่าวถึงการจับตาความเคลื่อนไหวของกลุ่มต่างๆ ว่ารัฐบาลไม่ได้มุ่งเน้นหรือให้ความสำคัญกับการเคลื่อนไหว เพราะถือเป็นเรื่องปกติของคนที่เห็นไม่เหมือนกัน แต่การไม่ปฏิบัติของส่วนราชการที่มีหน้าที่ จะกลายเป็นเรื่องการละเว้นการปฏิบัติหน้าที่มากกว่า ส่วนราชการพยายามทำหน้าที่ตามกฎหมาย ส่วนคลื่นใต้น้ำตนไม่ทราบว่ามีตรงไหนบ้าง ก็ค่อยๆดูกันและช่วยกัน ขณะนี้เราทำงานอย่างเข้มแข็งแต่ก็หนักหน่อยเพราะงานเยอะมาก ซึ่ง พล.อ.ประวิตร และนายฉัตรพงษ์ ฉัตราคม ผู้อำนวยการสำนักข่าวกรอง ได้กำชับในเรื่องดังกล่าวแล้ว

“วิษณุ” แจงขั้นตอนยึดเครื่องราชฯ

นายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี กล่าวถึงการเรียกคืนเครื่องราชอิสริยาภรณ์จาก พ.ต.ท.ทักษิณ ว่าขึ้นอยู่กับหน่วยงานที่รับผิดชอบ คือ สตช. โดย ผบ.ตร.จะเป็นผู้เสนอเรื่องมายังสำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรี (สลค.) หรือไม่ ซึ่ง สลค.ต้องชี้แจงเหตุผลของคณะกรรมการชุดดังกล่าวถึงการขอถอดยศ และการขอคืนเครื่องราชอิสริยาภรณ์มาประกอบการพิจารณา ซึ่งขั้นตอนเมื่อ สลค.พิจารณาแล้วจะส่งให้รองนายกรัฐมนตรีที่รับผิดชอบพิจารณา ไม่ใช่ว่าเมื่อมีมติถอดยศแล้วการเรียกคืนเครื่องราชฯจะเป็นไปโดยอัตโนมัติ เพราะเป็นคนละส่วนกัน

บัวแก้วเริ่มไล่บี้ผู้ต้องหา ม.112

นายดอน ปรมัตถ์วินัย รมช.ต่างประเทศ กล่าวว่า กระทรวงการต่างประเทศได้ยกเลิกหนังสือ เดินทางของ พ.ต.ท.ทักษิณทุกฉบับที่มีอยู่ในฐานข้อมูลทั้งหมด ปัจจุบัน พ.ต.ท.ทักษิณไม่สามารถใช้หนังสือเดินทางของไทยได้ ส่วนความคืบหน้าในการติดตามผู้ต้องหาตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 112 ในต่างประเทศ ตนในฐานะรองประธานคณะกรรมการป้องกันและแก้ไขปัญหาคดีความมั่นคงในราชอาณาจักรกำลังดำเนินการอยู่ เมื่อไม่นานมานี้อัยการแจ้งมาแล้ว 1 ราย และได้ประสานไปยังประเทศนั้นแล้ว แต่ไม่ขอบอกว่าประเทศอะไร ซึ่งการประสานกับต่างประเทศเราจะให้ข้อมูลด้วยว่า มาตราดังกล่าวเป็นกฎหมายอาญาไม่ใช่เรื่องการเมือง ส่วนจะติดตามคนเหล่านี้กลับมาได้หรือไม่ ยังไม่สามารถพูดได้ตอนนี้ เพราะอยู่ในขั้นตอนของฝ่ายที่เกี่ยวข้อง

“ปึ้ง” ย้ำเป็นอำนาจปลัดกระทรวง

นายสุรพงษ์ โตวิจักษณ์ชัยกุล อดีตรองนายกฯและ รมว.ต่างประเทศ กล่าวถึงกรณีนายปานเทพ กล้าณรงค์ราญ ประธานกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ระบุว่า องค์คณะไต่สวน คดีที่ตนและ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกฯ ออกหนังสือเดินทางให้ พ.ต.ท.ทักษิณ อาจขัดระเบียบข้อบังคับกระทรวงการต่างประเทศ เตรียมสรุปเรื่องส่งให้ที่ประชุมใหญ่ ป.ป.ช.ลงมติชี้มูลในช่วงเดือน มิ.ย. ว่าขอฝากถึงนายปานเทพและ ป.ป.ช.ว่า การเพิกถอนหรือการออกพาสปอร์ตมีระบุไว้ในระเบียบว่าด้วยการออกหนังสือเดินทางของกระทรวงการต่างประเทศตามขั้นตอน ใครจะไปสั่งไม่ได้ เพราะเป็นอำนาจปลัดกระทรวงการต่างประเทศและคณะเท่านั้น หาก ป.ป.ช.จะตรวจสอบเรื่องนี้ ขอให้ไปตรวจสอบนายภักดี โพธิศิริ ที่ขาดคุณสมบัติการเป็น ป.ป.ช.มาตั้งแต่ต้นก่อน

กก.คดี ม.112 แยกกลุ่มผู้กระทำผิด

ที่กระทรวงยุติธรรม พล.อ.ไพบูลย์ คุ้มฉายา รมว.ยุติธรรม ในฐานะประธานคณะกรรมการป้องกันและแก้ไขปัญหาคดีความมั่นคงในราชอาณาจักร หรือคดีความผิดตามมาตรา 112 กล่าวว่า ได้เรียกให้นางสุวณา สุวรรณจูฑะ อธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) ในฐานะเลขานุการคณะกรรมการฯ เข้ารายงานความคืบหน้าการจัดทำรายชื่อบุคคลเฝ้าระวังในคดีความผิดมาตรา 112 โดยนางสุวณารายงานว่า มีการรวบรวมรายชื่อได้ทั้งหมด 125 รายชื่อ แบ่งออกเป็น 3 กลุ่ม คือ 1.คนอยู่ต่างประเทศที่ถูกออกหมายจับ 2.คนที่อยู่ในประเทศ ซึ่งเป็นกลุ่มที่เฝ้าระวัง และ 3.บุคคลที่กำลังติดตามพฤติกรรม โดยแยกหน่วยงานที่รับผิดชอบว่ามีคดีอยู่ในขั้นตอนใดบ้าง และตัวผู้กระทำผิดอยู่ที่ประเทศใด คาดว่าภายในสัปดาห์หน้าจะทำรายงานเสนอต่อนายกฯ รองนายกฯ และ รมว.ต่างประเทศ ส่วนการตรวจสอบคลิปวีดิโอที่ พ.ต.ท.ทักษิณให้สัมภาษณ์ที่ประเทศเกาหลีใต้ ซึ่งดีเอสไอมีความเห็นว่ามีบางถ้อยคำเข้าข่ายความผิดมาตรา 112 แต่ต้องดูว่าทางตำรวจจะเห็นพ้องไปในทิศทางเดียวกันหรือไม่ เราก็ต้องให้ความเป็นธรรมแก่ทั้งสองฝ่าย หากพบว่าเป็นความผิดก็ต้องถูกดำเนินคดีตามกฎหมาย

“วิสุทธิ์” จวกว่างงานกันนักหรือไง

นายวิสุทธิ์ ไชยณรุณ อดีตรองประธานสภาผู้แทนราษฎร กล่าวว่า ไม่เข้าใจรัฐบาลว่าผู้ที่เกี่ยวข้องกับการถอดยศ พ.ต.ท.ทักษิณ ว่างงานกันมากหรืออย่างไร ทั้งที่ปัญหาของประเทศยังมีเรื่องให้แก้ไขอีกมาก งานการอย่างอื่นไม่มีจะทำกันหรือ การถอดยศ พ.ต.ท.ทักษิณไม่ได้ทำให้เขาจนลง เช่นเดียวกับที่กระทรวงการต่างประเทศที่ถอนหนังสือ เดินทาง พ.ต.ท.ทักษิณ ก็ไม่ได้หมายความว่า พ.ต.ท.ทักษิณจะเดินทางไปไหนไม่ได้ ก็ไปได้ทุกประเทศ ยกเว้นประเทศไทยเท่านั้น ส่วนที่รัฐบาลมีกังวลว่าคนเสื้อแดงอาจออกมาก่อเหตุรุนแรงนั้น เท่าที่ตนทราบมา ดูเหมือนว่าไม่มีใครให้ความสนใจเรื่องนี้เลย การถอดยศหรือการถอนพาสปอร์ตไม่มีความสำคัญ และไม่ได้น่าสนใจ

“วัฒนา” ฉะพวกนายว่าขี้ข้าพลอย

นายวัฒนา เมืองสุข อดีต รมว.พาณิชย์ และแกนนำพรรคเพื่อไทย กล่าวถึงกรณีกลุ่มคนที่อยู่ฝั่งตรงข้ามออกมาผสมโรงกับผู้มีอำนาจรัฐถล่ม พ.ต.ท.ทักษิณว่า พฤติกรรมของคนพวกนี้เหมือนพวกเอาใจแป๊ะ ตรงกับสำนวนไทยว่านายว่าขี้ข้าพลอย ขุนพลอยพยัก ความจริงกระบวนที่นำมาจัดการ พ.ต.ท.ทักษิณกับคณะ ถือว่าไม่เป็นไปตามหลักนิติธรรม เพราะเกิดจากการใช้อาวุธปืนยึดอำนาจประชาชน พวกขี้ข้าพลอยไม่ติดใจเท่าไหร่ แต่ที่แปลกใจเมื่อมีนักการเมืองกลุ่มที่แพ้ พ.ต.ท.ทักษิณในสนามเลือกตั้ง กลับไม่มีอุเบกขา ออกอาการซ้ำเติมคู่แข่ง ทั้งที่คู่ต่อสู้เมื่อถูกโจรปล้นก็ไม่ควรแสดงอาการสะใจหรือผสมโรงไปกับโจร ที่แปลกใจมากไปกว่าเมื่อมีผู้ใหญ่ของบางพรรคการเมือง ก็ไม่มีใครห้ามปรามสั่งสอนคนที่มีพฤติกรรมเช่นนี้เลย หรือพรรคนี้เป็นอย่างที่คนทั่วไปคิดว่าได้ดิบได้ดีจากการรัฐประหาร เลยออกอาการดีใจไปด้วย

ชี้คดีถอดยศปัญหาตามมาแน่

นายสมคิด เชื้อคง อดีต ส.ส.อุบลราชธานี พรรคเพื่อไทย กล่าวว่า การที่รัฐบาลและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องดำเนินการกับ พ.ต.ท.ทักษิณ ไม่ได้ช่วยแก้ปัญหาให้บ้านเมือง ซ้ำอาจทำให้แย่ลง โดยเฉพาะการสร้างความปรองดอง อย่าลืมว่ายังมีกลุ่มคนที่รัก พ.ต.ท.ทักษิณอยู่จำนวนมาก การทำอะไรเพียงเพราะความสะใจและเอาใจกลุ่มคนของตัวเอง อาจสร้างปัญหาตามมาได้ ดังนั้น ขอเรียกร้องให้พิจารณาไตร่ตรองอย่างรอบคอบ โดยเฉพาะข้อเสนอให้ยึดคืนเครื่องราชอิสริยาภรณ์ เป็นประเด็นที่อ่อนไหว อาจระคายเคืองเบื้องพระยุคลบาทได้

ลูกหาบ ปชป.ท้า ผบ.ตร.สาบาน

นายวัชระ เพชรทอง อดีต ส.ส.พรรคประชาธิปัตย์ กล่าวว่า ตามที่ พล.ต.อ.สมยศ พุ่มพันธุ์ม่วง ระบุว่ามีนักการเมืองกดดันชี้นำให้ถอดยศ พ.ต.ท.ทักษิณนั้น แค่เป็นข้ออ้างให้ระบอบทักษิณมองท่านดูดีเท่านั้น อดีต ส.ส.แต่ละคนใครจะมีอำนาจอะไรไปกดดันได้ ทุกคนเป็นประชาชนธรรมดา แต่ท่านเป็นถึง ผบ.ตร. และยังเป็นสมาชิก คสช. แถมเป็น สนช.อีก ยืนยันว่าพวกตนทำหน้าที่ตามกฎหมาย ไม่มีวาระซ่อนเร้นใดๆทั้งสิ้น เรายึดหลักกฎหมายตรงไปตรงมา ไม่หน้าอย่างหลังอย่าง อยากถาม พล.ต.อ.สมยศว่าท่านมีวาระซ่อนเร้นหรือไม่ ที่สร้างความสงสัย ให้สังคม ทั้งที่เรื่องถอดยศเป็นแค่งานรูทีนเท่านั้น ขอให้ฟ้าดินเป็นพยาน ขอให้ท่านไปสาบานต่อวัด พระแก้วพร้อมตน หากใครมีวาระซ่อนเร้นขอให้มีอันเป็นไป ให้ท่านนัดวันมาเลย พวกตนในฐานะผู้เสียภาษีก็มีสิทธิเรียกร้องให้ท่านปฏิบัติตามกฎหมายเช่นกัน ไม่ใช่ตามแต่ท่านเห็นควรว่าจะทำหรือไม่ทำ

“พลเดช” นำทีมแจงเป็นกลุ่มแรก

วันเดียวกันที่รัฐสภา มีการประชุมคณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ มีนายบวรศักดิ์ อุวรรณโณ ประธาน กมธ.ยกร่างรัฐธรรมนูญ เป็นประธานการประชุม เพื่อให้ตัวแทนกลุ่มที่ยื่นญัตติเสนอขอแก้ไขเพิ่มเติมร่างรัฐธรรมนูญ เข้าชี้แจงหลักการและเหตุผล โดยเริ่มที่ตัวแทนกลุ่มสังคมและพลเมือง สภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) นำโดย นพ.พลเดช ปิ่นประทีป นายวิวัฒน์ ศัลยกำธร นายอมรวิชช์ นาครทรรพ นายเจิมศักดิ์ ปิ่นทอง และนายวิริยะ นามศิริพงศ์พันธ์ เข้าชี้แจงเป็นกลุ่มแรก ทั้งนี้นายบวรศักดิ์แจ้งต่อที่ประชุมว่า กระบวนการชี้แจงนี้หาก กมธ.ยกร่างฯเกิดข้อสงสัยประเด็นใด จะซักถามในประเด็นนั้น แต่จะไม่มีการอภิปราย

เล่นของปักธงเขียวหนุนผ่านร่างฯ

ต่อมานายธีรยุทธ์ หล่อเลิศรัตน์ ประธาน กมธ.ปฏิรูปการบริหารราชการแผ่นดิน สปช. นำคณะ ได้แก่ นางผาณิต นิติทัณฑ์ประภาศ นายไพโรจน์ พรหม-สาส์น พ.ต.ต.ยงยุทธ สาระสมบัติ เข้าชี้แจง ซึ่งทางกลุ่มได้ยื่นคำแปรญัตติขอแก้ไขร่างรัฐธรรมนูญที่เกี่ยวกับประเด็นการบริหารราชการแผ่นดิน จำนวน 40 มาตรา

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ในที่ประชุม มี กมธ.ยกร่างฯบางคนนำธงเขียวซึ่งเป็นสัญลักษณ์ในการสนับสนุนร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ที่ได้รับมาจากเวทีสัมมนา จ.นครศรีธรรมราช ที่ผ่านมาขึ้นมาปักไว้บนโต๊ะด้วย

สอง กมธ.จี้หั่นเหลือ 118 มาตรา

นายสมบัติ ธำรงธัญวงศ์ ประธาน กมธ.ปฏิรูปการเมือง สปช. กล่าวว่า ประเด็นที่ กมธ.ปฏิรูปการเมืองและ กมธ.ปฏิรูปกฎหมายและกระบวนการยุติธรรม จะไปชี้แจงวันที่ 4 มิ.ย. เพื่อขอให้ทบทวนร่างรัฐธรรมนูญ ขอให้จัดทำรัฐธรรมนูญที่สั้นกระชับตามหลักสากล โดยตัดให้เหลือ 118 มาตรา ตามที่ทั้ง 2 คณะเสนอไป ส่วนรายละเอียดอื่นให้ไปลงในกฎหมายลูก เช่น ระบบรัฐสภา ที่มา ส.ว.ควรระบุว่ามีที่มาอย่างไรเท่านั้น ส่วนจำนวน ส.ส.และ ส.ว. ให้ไปใส่ไว้ในกฎหมายลูกแทน เพราะในอนาคตหากมีการแก้ไข ก็ไปแก้ไขในกฎหมายลูกได้ ไม่ต้องแก้รัฐธรรมนูญ เพื่อให้รัฐธรรมนูญอยู่ได้นาน 50-100 ปี เนื้อหาที่ขอให้ทบทวนส่วนใหญ่เป็นเรื่องโครงสร้างการเมือง โดยเฉพาะเรื่องการมีรัฐบาลผสม อยากให้ กมธ.ยกร่างฯทบทวน เพราะรัฐบาลผสมเป็นอันตรายต่อการพัฒนาประเทศ ไม่เคยเห็นประเทศใดขับเคลื่อนประเทศ แก้ปัญหาความเหลื่อมล้ำโดยใช้รัฐบาลผสม ส่วนเรื่องนายกฯคนนอกก็ไม่มีส่วนเชื่อมโยงกับประชาชน ถ้าจำเป็นต้องมีนายกฯคนนอกในช่วงเวลาเฉพาะกิจ ให้นำไปใส่ไว้ในบทเฉพาะกาลแทน หาก กมธ.ยกร่างฯไม่แก้ไขเรื่องรัฐบาลผสม กมธ.ทั้ง 2 คณะคงรับไม่ได้ เพราะถ้ารัฐบาลอ่อนแอประเทศก็ไม่มีอนาคต

กอดโพลต้องปฏิรูปก่อนเลือกตั้ง

ด้านนายไพบูลย์ นิติตะวัน กมธ.ยกร่างรัฐธรรมนูญ กล่าวว่า จากผลการสำรวจความคิดเห็นประชาชน ของนิด้าโพล และกรุงเทพโพล ประชาชนยังต้องการให้มีการปฏิรูปประเทศให้เสร็จเรียบร้อยก่อนแล้วค่อยจัดการเลือกตั้งนั้น ถือว่าสอดคล้องกับที่ตนไปรับฟังเสียงประชาชนมา จึงเปิดประเด็นว่า ควรมีบทบัญญัติในกรณีนี้ไว้ในบทเฉพาะการแนบท้ายร่างรัฐธรรมนูญ ในมาตรา 308 ที่บัญญัติสรุปได้ว่า “ควรต้องปฏิรูปประเทศ บริหารเศรษฐกิจ สังคมให้เสร็จสิ้น มั่นคงเสียก่อน แล้วจึงค่อยจัดการเลือกตั้ง”

ท้าเหยงคนเห็นต่างโหวตไม่รับ

นายไพบูลย์กล่าวต่อว่า จึงควรแก้ไขเพิ่มเติมในบทเฉพาะกาลร่างรัฐธรรมนูญ เพื่อให้เป็นไปตามความเห็นประชาชนส่วนใหญ่ ที่อยากให้ คสช.และ ครม. ดูแลแก้ไขปัญหาจัดการปฏิรูปประเทศให้เรียบร้อยก่อนจึงค่อยกำหนดวันเลือกตั้ง ไม่ใช่เร่งร่างรัฐธรรมนูญให้เสร็จเพื่อประกาศใช้และรีบจัดการเลือกตั้งเหมือนปี 2550 แล้วทุกอย่างก็กลับมาสู่วังวนการเมืองเดิมที่สร้างปัญหา โดยหาคนรับผิดชอบไม่ได้ ส่วนผู้ที่เห็นต่างขอให้ไปใช้สิทธิตอนลงประชามติโดยไม่รับร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้แทน เพราะส่วนตัวเชื่อว่าประชาชนเสียงส่วนใหญ่ จะเห็นด้วยกับการปฏิรูปประเทศให้เสร็จก่อนแล้วค่อยจัดการเลือกตั้ง โดยสะท้อนผ่านการใช้สิทธิโหวตผ่านร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้แน่นอน

“บวรศักดิ์” โอ่คนหนุนโอเพ่นลิสต์

ที่รัฐสภา กลุ่มเครือข่ายภาคประชาสังคม จ.สระบุรีและ จ.สมุทรปราการ พร้อมเครือข่ายสวัสดิการชุมชน ยื่นหนังสือต่อนายบวรศักดิ์ อุวรรณโณ ประธาน กมธ.ยกร่างรัฐธรรมนูญ เพื่อให้กำลังใจและสนับสนุนร่างรัฐธรรมนูญ ที่ให้ความสำคัญกับภาคพลเมือง ซึ่งนายบวรศักดิ์กล่าวขอบคุณที่สนับสนุนร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ ช่วง 6 เดือนที่ผ่านมา สื่อมวลชนชอบเอาไมโครโฟนไปถามฝ่ายการเมืองในระบอบเดิม แต่วันนี้ตัวจริงมาแล้วขอให้ไปถามว่าใครจัดตั้งมาหรือไม่ ขอให้คนกลุ่มนี้มีสิทธิมีเสียงบ้าง เพราะเป็นประชาชนตัวจริง ส่วนเรื่องระบบโอเพนลิสต์ ที่ ครม.และหลายฝ่ายเสนอให้ตัดออก แต่ได้ยินข่าวจากสื่อมาว่า ประชาชน 60 เปอร์เซ็นต์เห็นด้วยกับระบบโอเพ่นลิสต์ จึงอยากให้สื่อมวลชนฟังเสียงประชาชนกลุ่มนี้ด้วย เพราะอำนาจอธิปไตยเป็นของปวงชนชาวไทยจึงต้องถามประชาชน

เมินกระแสกดดันขอเป็นตัวเอง

นายปรีชา วัชราภัย รองประธาน กมธ.ยกร่างฯ กล่าวถึงกรณีนายเสรี สุวรรณภานนท์ ประธาน กมธ.ปฏิรูปกฎหมายและกระบวนการยุติธรรม ระบุว่าหาก กมธ.ยกร่างฯไม่ปรับแก้ประเด็นที่หลายฝ่ายท้วงติง กมธ.ยกร่างฯอาจถูกลอยแพ ว่า สปช.มี 250 คน ต้องถามว่านายเสรีพูดแทนคนอื่นได้หรือไม่ คิดว่า สปช.ทั้งหมดอาจไม่ได้คิดเหมือนนายเสรีทุกเรื่อง ขณะนี้ กมธ.ยกร่างฯไม่ได้รู้สึกกดดัน ยังเป็นตัวของตัวเองทำสิ่งที่ดีที่สุดให้ประเทศ หากเหตุผลของ กมธ.ยกร่างฯดีกว่าเราก็ไม่แก้ แต่หากเห็นว่าผู้ขอแก้ไขชี้แจงอธิบายเหตุผลได้ดีและ กมธ.ยกร่างฯเห็นด้วย ก็ต้องปรับแก้ ซึ่งต้องพิจารณาวิธีการว่าจะปรับแก้ได้อย่างไรบ้าง ยืนยันอีกครั้งว่า กมธ.ยกร่างฯไม่ได้มีธงเอาไว้แล้ว

ถกหลักการสรรหา กสม.ชุดใหม่

ที่โรงแรมเซ็นทราศูนย์ราชการและคอนเวนชันเซ็นเตอร์ แจ้งวัฒนะ สำนักงานคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กสม.) จัดสัมมนาวิชาการเกี่ยวกับการดำเนินการสรรหา กสม. ร่วมกับองค์กรเครือข่ายด้านสิทธิ องค์กรภาคประชาสังคม นักวิชาการ ผู้ทรงคุณวุฒิจากหน่วยงานต่างๆ เนื่องจากคณะกรรมการ กสม.ชุดปัจจุบันจะหมดวาระลง วันที่ 24 มิ.ย. และต้องดำเนินการสรรหา กสม.ชุดใหม่ขึ้นมาแทน โดยนางหรรษา บุญรัตน์ ที่ปรึกษาสำนักงาน กสม. กล่าวว่า การสรรหา กสม.นอกจากต้องทำตามรัฐธรรมนูญและกฎหมายที่เกี่ยวข้องแล้ว ต้องคำนึงถึงหลักการปารีส ที่มีหลักในการสรรหาให้ยึดความเป็นอิสระจากฝ่ายบริหารและรัฐบาล เพื่อการทำงานที่สามารถตรวจสอบทุกฝ่ายได้ การสรรหาโดยเปิดเผยรับฟังความเห็นจากกลุ่มต่างๆ เผยแพร่ประชาสัมพันธ์ให้มากที่สุด การคัดเลือกให้พิจารณาจากคุณสมบัติ เพื่อสรรหา กสม.มาทำหน้าที่อย่างอิสระ

พท.ซัด สปช.หยุดเล่นปาหี่ซะที

นายสุรพงษ์ โตวิจักษณ์ชัยกุล อดีตรองนายกรัฐมนตรีและ รมว.ต่างประเทศ และแกนนำพรรคเพื่อไทย กล่าวถึงกรณีโพลบางสำนักระบุว่า คสช.ได้รับความนิยมจากประชาชนว่า เมื่อ คสช.ทำอะไรดีไปหมด คสช.น่าจะเสนอให้รัฐบาลอยู่บริหารประเทศไปนานๆ ส่วนการแก้ไขเพิ่มเติมร่างรัฐธรรมนูญ ที่มีสปช.เสนอแปรญัตติให้แก้ไขเยอะมากนั้น สปช. ควรหยุดเล่นปาหี่กันได้แล้ว เพราะ กมธ.ยกร่างฯ 36 คน และ สปช.เป็นพวกเดียวกัน พร้อมจะจูบปากกันได้ตลอดเวลา วันนี้คนไทยส่วนใหญ่ตามทันความคิด สปช.หมดแล้ว ขอให้เลิกเล่นละครน้ำเน่ากันเสียที

“วรงค์” หนุนเลือกตั้งโอเพ่นลิสต์

ขณะที่ นพ.วรงค์ เดชกิจวิกรม อดีต ส.ส.พิษณุโลกพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวถึงกรณีนายเสรี สุวรรณภานนท์ สมาชิก สปช. เตือน กมธ.ยกร่างฯอาจจะถูกปล่อย ลอยแพ หากไม่ยอมปรับแก้ร่างรัฐธรรมนูญในประเด็นที่หลายฝ่ายท้วงติงว่า กมธ.ยกร่างฯคงต้องฟังเหตุผลทุกฝ่าย อย่าใช้ความรู้สึกส่วนตัว เท่าที่ฟังบางเรื่อง เช่น การเลือกตั้งแบบโอเพ่นลิสต์ กมธ.ยกร่างฯก็ชี้แจงเหตุผลพอรับได้ แม้ถูกกดดันจากทุกด้าน แต่จิตใจของ กมธ.ยกร่างฯต้องนิ่ง อย่าไขว้เขว นิสัยคนไทยพอเจอเรื่องใดที่ใหม่มากๆ มักจะกลัว เพราะไม่เคยชิน กมธ.ยกร่างฯจึงต้องอธิบายให้ประชาชนเข้าใจ อย่าไปหวาดกลัวแรงกระแทกจากทุกฝ่ายจนไม่เป็นตัวของตัวเอง แต่บางเรื่องฟังเหตุผลแล้ว ยังรับไม่ได้ เช่น มาตรา 181-182 จึงควรตัดออกไปและประเด็นใดที่ชี้แจงเหตุผลให้คนเข้าใจไม่ได้ ควรตัดออกไป

แม่น้ำ 3 สายถกผลงาน คสช.ครบปี

ที่รัฐสภา นายพรเพชร วิชิตชลชัย ประธานสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) กล่าวว่า การสัมมนาร่วมระหว่าง สนช. สปช. และคณะรัฐมนตรี (ครม.) เพื่อรับฟังการแถลงผลงานครบรอบ 1 ปีของคสช. วันที่ 4 มิ.ย. พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯและหัวหน้า คสช. จะนำทีม ครม.มาชี้แจงในเรื่องสำคัญ โดยรัฐบาลเป็นผู้อภิปรายหลัก และเปิดโอกาสให้สมาชิก สนช. สปช.สอบถาม รูปแบบการสัมมนาจะไม่เป็นทางการ ไม่มีกฎเกณฑ์ ไม่ใช้ข้อบังคับการประชุม ถือเป็นการแลกเปลี่ยนความคิดเห็นทั้ง 3 ฝ่าย เพื่อนำไปปรับปรุงการดำเนินงานให้สอดคล้องกัน แต่ไม่เกี่ยวกับการแก้ไขรัฐธรรมนูญที่กำลังดำเนินการอยู่ขณะนี้

“ประยุทธ์” ขอโซโล่เปิดเวทีคนแรก

ที่ทำเนียบรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯและหัวหน้า คสช. กล่าวว่า ที่ประชุม ครม.ได้หารือเตรียมการสัมมนาของ สนช.ในวันที่ 4 มิ.ย. ซึ่งตนจะไปร่วมรับประทานอาหารและพูดคุยกันในเรื่องสำคัญๆ เตรียมให้ทุกกระทรวงไปชี้แจงว่าทำอะไรไปแล้ว อะไรที่จะทำต่อในระยะกลาง ระยะยาว เพื่อให้ สปช.นำส่งรัฐบาลใหม่ไปทำต่อ เท่าที่คุยกันไว้ถ้ามีเวลาจะให้รองนายกรัฐมนตรีเป็นผู้ชี้แจงงาน 5 กลุ่ม โดยตนจะกล่าวสรุปเปิดให้รองนายกฯแต่ละฝ่ายพูดคนละประมาณ 30 นาที ทั้งด้านความมั่นคง สังคมจิตวิทยา เศรษฐกิจ กระบวนการยุติธรรม และเรื่องอื่น โดยจะพูดในเรื่องที่อะไรที่ทำจบไปแล้ว อะไรที่ทำอยู่ และอะไรที่ไม่ได้ทำแน่ ทำไม่ทัน สปช.ก็จะนำไปพิจารณา แต่จะให้ สปช.ไปเริ่มต้นใหม่ทั้งหมดมันไม่ได้ ไม่เช่นนั้นที่เราทำมาทั้งหมดก็ล้มเหลวหมด

แจงคอเป็นเอ็นไม่แก้ที่มานายกฯ

เมื่อถามว่า รัฐบาลเสนอแก้ไขร่างรัฐธรรมนูญไปกว่า 100 ประเด็น คิดว่า กมธ.ยกร่างฯจะแก้ไขได้มากน้อยแค่ไหน พล.อ.ประยุทธ์ตอบว่า ไม่รู้ ไปถาม กมธ.ยกร่างฯ เมื่อถามย้ำว่า ที่ ครม.ไม่มีคำขอให้แก้ในส่วนนายกฯคนนอกเพราะอะไร พล.อ. ประยุทธ์ตอบว่า เรื่องนี้ไม่ใช่เหตุผลอะไร แต่เป็นเพราะทุกคนระแวงว่าจะเป็นตน หรือใคร ซึ่งบอกแล้วว่าไม่ไปอยู่อย่างนั้นเด็ดขาด แล้วถ้าตนเข้ามาแต่ไม่มีอำนาจ จะคุมใครอยู่ อำนาจคือความชอบธรรมที่ทำอยู่ทุกวันนี้ความชอบธรรมคือประชาชนพึงพอใจในสิ่งที่เขาควรจะได้ ไม่ใช่มาปลุกระดมให้คนมารัก แม้คนจะเกลียดทั้งประเทศ แต่ถ้าทำให้เกิดประโยชน์ บ้านเมืองมีความเจริญ ตนก็ภูมิใจ และวันข้างหน้าคนเขาจะคิดถึง ซึ่งอาจตายไปแล้วก็ได้ มันเป็นประโยชน์กับประเทศ ถึงวันนั้นก็คิดถึงตนแล้วกัน

ยัวะถูกจ้องหวังอยู่ต่อท่ออำนาจ

พล.อ.ประยุทธ์กล่าวว่า ตอนนี้เราไประแวงกันเรื่องอำนาจ กลัวเรื่องของอำนาจ การใช้อำนาจในทางสร้างสรรค์เขาถึงเรียกว่าอำนาจ แต่ถ้าสิ่งที่เป็นอำนาจแล้วขี้โกง ทุจริต ตนคิดว่าไม่ใช่อำนาจจึงอย่าไปพูดว่าตนอยากจะอยู่ต่อ หรือ คสช.อยู่เพื่ออำนาจ ตอบตนมาว่าอำนาจคืออะไร

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อพูดมาถึงช่วงนี้ พล.อ.ประยุทธ์เริ่มมีอารมณ์ฉุนเฉียว และสั่งให้ผู้สื่อข่าวตอบว่าอำนาจทั้งหมดคืออะไร สื่อเวลาเขียนก็ขอให้เขียนให้ถูกต้อง ไม่ใช่ไปเขียนว่าอำนาจคือเรื่องการอยากอยู่ต่อในตำแหน่ง โดยมีน้องชายตนคอยออกมาปกป้อง อย่ามาพูดอย่างนี้กับตน ผู้สื่อข่าวจึงถามว่าหากมี พล.อ.ปรีชา จันทร์โอชา ผช.ผบ.ทบ. น้องชายขึ้นมาเป็น ผบ.ทบ.ตามกระแสข่าว จะเป็นการช่วยค้ำรัฐบาลหรือไม่ พล.อ.ประยุทธ์ตอบว่า ค้ำอะไร ถ้าตนทำไม่ดีกองทัพเขาจะค้ำตนหรือ ผู้สื่อข่าวจึงถามว่าถ้าเป็นพี่น้องกันก็อาจจะช่วยกันได้ พล.อ.ประยุทธ์ตอบเสียงดังว่า คิดกันอยู่แค่นี้ พี่น้องก็ไม่ใช่พี่น้อง ตนทำงานไม่มีพี่มีน้องไม่รู้อะไรกันนักหนา

เลกเชอร์สื่อหลักเกณฑ์ตั้ง ผบ.ทบ.

จากนั้น พล.อ.ประยุทธ์ถามผู้สื่อข่าวว่าเวลาแต่งตั้ง ผบ.ทบ.เขาดูจากอะไรบ้าง เมื่อผู้สื่อข่าว ตอบว่าดูจากความรู้ ความสามารถ อาวุโส แล้วคุณสมบัติที่เด่นพิเศษ พล.อ.ประยุทธ์ตอบทันทีว่า “ถ้าไอ้ 2 คนแรกมันห่วยมันไม่ได้ ก็ต้องตั้งคนที่ 3” ผู้สื่อข่าวจึงถามว่ามีด้วยหรือ ซึ่งนายกฯส่ายหน้าพร้อมตอบว่า “ไอ้บ้า กว่าจะโตมาถึงขนาดนี้ เขาก็กรองกันมาหมดแล้ว ก็ไปไล่อาวุโสกันมา ไม่ใช่ใครก็เป็นได้ ไม่ใช่ 5 เสือก็เป็นไปได้ทุกคน ถ้ารอง ผบ.ทบ.ดี ก็ต้องเป็นรอง ผบ.ทบ. ไม่ใช่รอง ผบ.ไม่เอา ไปเอา เสธ. ไปเอาผู้ช่วยขึ้นมาแล้วจะตั้งรองผบ.ทบ.มาทำไม การตั้งคนต้องเป็นแบบนี้ ในกองทัพเขารู้อยู่แล้ว ทำไมจะต้องไปเขียนให้คนนั้นคนนี้ จากที่ไม่เคยอยากจะเป็นก็อยากเป็นขึ้นมาบ้าง คิดว่ากูก็มีสิทธิ์เหมือนกัน นี่แหละที่เรียกว่าความแตกแยกในกองทัพ เป็นเพราะสื่อ”

สอนมวย “บิ๊กโด่ง” ไม่ต้องเกรงใจใคร

เมื่อถามว่า สรุปว่าจะตั้งใครเป็น ผบ.ทบ. พล.อ.ประยุทธ์ตอบว่า ไม่ต้องไปเขียนว่าใครจะเป็น เพราะคนที่จะเขียน ผบ.ทบ.คนปัจจุบันเป็นคนเขียน แต่ละเหล่าทัพก็ไปเข้าการพิจารณาของแต่ละคณะ วันนี้สื่อไม่ต้องรีบเขียนเพราะไม่ใช่เรื่องของสื่อ

เมื่อถามว่าการพิจารณาตัดสินใจคัดเลือก ผบ.ทบ.และ ผบ.เหล่าทัพ ไม่ได้ขึ้นอยู่กับ พล.อ.ประยุทธ์ใช่หรือไม่ พล.อ.ประยุทธ์ตอบว่า ตนไม่เคยสั่งและตอนเป็น ผบ.ทบ.ก็ไม่เคยเกรงใจใคร เพราะถือว่าเป็นสิทธิและอำนาจของตน แต่ทั้งหมดจะนำเข้าสู่ที่ประชุมสภากลาโหม ซึ่งมีคณะกรรมการแต่งตั้ง ถ้าทุกคนดูแล้ว แต่ละกองทัพไม่มีปัญหา ก็ตั้งไปตามนั้น สำหรับคุณสมบัติ ผบ.ทบ.ก็ไม่มีอะไร ทุกยุคมันต้องทำให้กลไกของประเทศเดินหน้าไปด้วยกลไกปกติ อย่าต้องใช้อำนาจหรือใช้มาตรา 44 ตลอดไปจนตาย ทำไมไม่ลดภาระตรงนี้ลงไป โดยสร้างความเข้มแข็งให้กับภาคราชการ เราต้องช่วยกันสอน อย่าให้ตนต้องไปบังคับทุกคน จะต้องให้บังคับกันถึงเมื่อไหร่

“หลวงพี่เทพ” หนุนรัฐบาลสุดตัว

ที่วัดธารน้ำไหล สวนโมกขพลาราม จ.สุราษฎร์ธานี พระสุเทพ ปภากโร (นายสุเทพ เทือกสุบรรณ เลขาธิการ กปปส.) กล่าวว่า ต้องยอมรับว่า พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯและหัวหน้า คสช. เป็นทหารอาชีพ กล้าหาญมากที่ตัดสินใจเข้ามาทำหน้าที่ตรงนี้ แต่ตอนนี้ดูเหมือนใครๆก็รุมเขา ทั้งฝั่งซ้ายฝั่งขวาซัดหมด ซึ่ง กปปส.และมวลมหาประชาชนขอเอาใจช่วย เมื่อมาด้วยเจตนาดีตั้งใจทำดีเพื่อบ้านเมือง เราก็เอาใจช่วย อยากให้ทำงานให้สำเร็จ ประชาชนจึงต้องแยกมิตรแยกศัตรู ว่าใครคือศัตรูของประเทศ ใครคือมิตรของประชาชน ดังนั้นอย่าไปทำตามกระแสที่ปั่นกระแสกันมาก ถ้าใครมาถามก็จะบอกว่าเราสนับสนุน พล.อ.ประยุทธ์ทำงานให้สำเร็จตามเจตนารมณ์ของคนไทยส่วนใหญ่ ที่ต้องการเห็นประเทศเจริญก้าวหน้าอย่างมั่นคงมีความสงบสุข ส่วนการร่างรัฐธรรมนูญ เราอย่ากระโจนลงไปบนความเชี่ยวกรากของกระแสน้ำ ให้อยู่บนตลิ่งนั่งดูเขาก่อน นั่งนิ่งๆไว้ เพราะไม่ใช่งานของประชาชน สรุปคือให้กระบวนการทำรัฐธรรมนูญให้ถึงที่สุดให้สมบูรณ์แบบก่อน จึงเป็นรอบของประชาชน

“บิ๊กตู่” เปลี่ยนมานั่งรถตู้กันกระสุน

อีกเรื่อง เมื่อเวลา 09.00 น. ที่ตึกบัญชาการ 1 ทำเนียบรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้า คสช. เป็นประธานการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ซึ่งเป็นที่น่าสังเกตุว่า พล.อ.ประยุทธ์ได้เปลี่ยนรถจากรถเบนซ์ส่วนตัว ทะเบียน ญค 1881 กรุงเทพมหานคร ที่ใช้เป็นประจำตั้งแต่เข้ามารับตำแหน่งนายกฯ มาเป็นรถตู้โฟล์คสีดำกันกระสุน ทะเบียน ฮภ 2924 กรุงเทพมหานคร ซึ่งเป็นรถของสำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรี และเป็นรถที่ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ใช้ระหว่างดำรงตำแหน่ง

คอหวยฮือฮาสามตัวบนตรงเผง

ต่อมาเวลา 14.00 น. หลังการประชุม ครม.ผู้สื่อข่าวสอบถาม พล.อ.ประยุทธ์ ถึงสาเหตุที่เปลี่ยนมาใช้รถตู้โฟล์ค ซึ่ง พล.อ.ประยุทธ์ตอบทีเล่นทีจริงว่า “อ๋อ เอาไว้ให้พวกเราไว้ดูเลขไง” ทำเอาบรรดาผู้สื่อข่าวพากันหัวเราะ พล.อ.ประยุทธ์จึงชี้แจงต่อว่า “รถมันก็ซ่อมสิวะ รถมันใช้มาทุกวัน ไม่รู้ให้ไปถามพลขับ แต่ผมนั่งรถอะไรก็เหมือนกัน สมัยก่อนก็นั่งรถปุโรทั่งกว่านี้เยอะแยะ วันนี้มันเสียไง ต้องถามหมดทุกเรื่องเลยหรือไง พรุ่งนี้จะเปลี่ยนเป็นจักรยานแล้ว จะใช้เบอร์อะไรดีวะ” ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อถึงเวลาออกรางวัลสลากกินแบ่งรัฐบาล งวดประจำวันที่ 2 มิ.ย. ปรากฏว่า รางวัลที่ 1 ออกหมายเลข 388881 ซึ่งเลขท้าย 3 ตัวไปตรงกับเลขทะเบียนรถเบนซ์ของนายกฯที่ส่งซ่อม สร้างความฮือฮาให้กับนักข่าวและคนรอบข้างนายกฯ ที่บ่นเสียดายเพราะไม่ได้ซื้อ

ผู้สื่อข่าวรายงานจากทำเนียบรัฐบาลว่า พล.อ.ประยุทธ์มีกำหนดเดินทางไปประชุมครม. สัญจรครั้งที่ 2 ที่ จ.เชียงใหม่ ในช่วงปลายเดือน มิ.ย.นี้ หลังกลับจากเดินทางเยือนประเทศสิงคโปร์ ในวันที่ 11-12 มิ.ย.

จ่ายเยียวยา กปปส.ยังไม่เข้า ครม.

ม.ล.ปนัดดา ดิศกุล รมต.ประจำสำนักนายกรัฐมนตรีและปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี ในฐานะคณะกรรมการเยียวยาด้านตัวเงินแก่ผู้ได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์ความรุนแรงทางการเมือง ระหว่างปี 2547-2553 และระหว่างปี 2556-2557 กล่าวก่อนเข้าประชุม ครม.ว่า ยังไม่มีการนำมติที่ประชุมคณะกรรมการฯที่กำหนดให้จ่ายเงินเยียวผู้ได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์ความรุนแรงทางการเมืองในช่วงปี 2556-2557 ก่อน ซึ่งมีการกำหนดวงเงินเยียวยาแก่ผู้เสียชีวิตรายละ 4 แสนบาท เข้าสู่การพิจารณาของ ครม.

พท.มึนมาตรฐาน ป.ป.ช.ทำคดี

นายอำนวย คลังผา อดีต ส.ส.ลพบุรี พรรคเพื่อไทย กล่าวถึงกรณี ป.ป.ช.จะแจ้งข้อกล่าวหาดำเนินคดีอาญากับอดีต ส.ส. 310 คนที่เสนอร่าง พ.ร.บ.นิรโทษกรรมว่า ส.ส.สามารถเสนอแก้ไข พ.ร.บ.ต่างๆ ได้ตามรัฐธรรมนูญมาตรา 122 ใครจะนำไปฟ้องร้องไม่ได้ แต่ขณะนี้ ป.ป.ช.กำลังเร่งดำเนินคดีดังกล่าว ทั้งที่ร่าง พ.ร.บ.นิรโทษกรรมไม่ได้มีผลบังคับใช้ ไม่เข้าใจว่าทำไมถึงไม่เดินหน้าถอดถอน แต่กลับเดินหน้าคดีอาญา ขณะที่การแก้ไขรัฐธรรมนูญเรื่องที่มา ส.ว.กลับถูกดำเนินคดีถอดถอน มาตรฐานการทำงานของ ป.ป.ช.เป็นอย่างไร สองมาตรฐานหรือไม่ อยากให้ ป.ป.ช.ทบทวนการทำหน้าที่และความเป็นธรรมกับอดีต ส.ส.ด้วย

หอบหลักฐานพร้อมแจง สนช.

นายสมคิด เชื้อคง อดีต ส.ส.อุบลราชธานี พรรคเพื่อไทย กล่าวถึงแนวทางต่อสู้คดีถอดถอนสืบเนื่องจากการแก้ไขรัฐธรรมนูญเรื่องที่มา ส.ว.ว่า จากการหารือกับอดีต ส.ส.ที่ถูกถอดถอน ทุกคนยืนยันขอใช้สิทธิแถลงเปิดคดี ตอบข้อซักถาม และแถลงปิดคดีด้วยตัวเอง โดยจะทำหนังสือแจ้งไปยังนายพรเพชร วิชิตชลชัย ประธาน สนช. เพราะบางคนถูกดำเนินการถอดถอนในประเด็นที่แตกต่างกัน บางคนยังไม่เคยมีโอกาสเข้าชี้แจงข้อกล่าวหากับ ป.ป.ช. ทั้งนี้แม้ในส่วนของ 38 ส.ว.จะไม่ถูกถอดถอน แต่ยังไม่ค่อยมั่นใจว่าการพิจารณากรณีของ 248 ส.ส.จะคล้ายคลึงกันหรือไม่ ขึ้นอยู่กับดุลพินิจของสมาชิก สนช.

คุณอาจสนใจข่าวนี้

คุณอาจสนใจข่าวนี้