วันอาทิตย์ที่ 18 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2561
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

ทองเหลืองโบราณ วิชาเทหล่อรุ่นทวด

สภาพเศรษฐกิจทุกวันนี้ หลาย ธุรกิจหืดจับบางธุรกิจคลุกคลานถึงขั้นล้มหาย มีเจ้าของธุรกิจเพียงไม่กี่รายที่โชคเข้าข้าง พวกเขาอาจเหนื่อยจนสายใจแทบขาด มือไม้เป็นระวิง ผลิตสินค้าป้อนให้ลูกค้าแทบไม่ทัน แต่นั่นหมายถึงโอกาสในการปั๊มรายได้ก้อนงามยังอยู่ในกำมือ

งานหล่อทองเหลืองแบบโบราณ ที่บ้านท่ากระยาง ต.ทะเลชุบศร อ.เมืองลพบุรี ของ มณี อ่อนคำ วัย 68 ปี ที่ชาวบ้านเรียกเธอว่า พี่แจ๊ว เป็นอีกหนึ่งภารกิจเหงื่อโซมกาย แต่รายได้คุ้ม ที่เจ้าของธุรกิจหลายคน เห็นแล้วคงอยากเหนื่อยแบบนั้นบ้าง

สิ่งหนึ่งที่ทำให้สินค้าทองเหลืองของเธอโดดเด่นกว่ารายอื่น อยู่ที่เคล็ดวิชาโบราณซึ่งได้สืบสานภูมิปัญญาต่อเนื่องกันมารุ่นต่อรุ่นนานนับร้อยปี เช่น การปั้นขึ้นรูปตัวแบบ ด้วยหุ่นขี้ผึ้งสดๆ องค์ต่อองค์ ทำให้ผลงานที่ออกมามีเอกลักษณ์ สวยงาม เป็นที่ต้องการของตลาด แต่ราคากลับถูกกว่างานทองเหลืองอีกหลายเจ้า

พี่แจ๊วอธิบายว่า ขั้นตอนการผลิตชิ้นงาน แบบเก่าที่เธอสืบทอด มาเป็นรุ่นที่ 3 ถ้าใช้ หุ่นเทียนขี้ผึ้ง เป็นวัสดุขึ้นแบบ ต้องเริ่มจากนำ ขี้ผึ้ง ชัน และ เศษเทียน มาเคี่ยวรวมกันในเตาฟืนไฟแรงเป็นเวลา 1 ชั่วโมง

จากนั้นนำของเหลวที่ได้ไปกรองเอาเศษเทียนออกจนสะอาด เหลือไว้แต่เทียนขี้ผึ้งในสภาพยังอุ่น เตรียมนำไปปั้นขึ้นรูปเป็น หุ่นเทียนขี้ผึ้งต้นแบบ

เมื่อได้หุ่นเทียนต้นแบบแล้ว จึงใช้ปูนปลาสเตอร์พอกหุ้มไว้ที่ตัวหุ่นต้นแบบ เพื่อจะทำเป็นแม่พิมพ์ปูน ทั้งด้านหน้าและด้านหลัง โดยใช้เวลาทิ้งไว้ให้แห้งประมาณ 2 วัน

เมื่อเห็นว่าปูนแห้งสนิทดี จึงค่อยนำเอาพิมพ์ปูนที่ได้ไปต้มในน้ำเดือดเพื่อล่อนหรือสำรอกเอาหุ่นเทียนขี้ผึ้งซึ่งอยู่ภายในออก จากนั้นใช้น้ำมันก๊าดล้างทำความสะอาดภายในพิมพ์ปูนปลาสเตอร์ให้หมดจด ก็จะได้แม่พิมพ์ปูนที่คมชัดสวยงาม

หลังจากได้แม่พิมพ์ปูน ก่อนจะนำไปใช้งานต้องนำไปแช่ทิ้งไว้ในน้ำผสมผงซักฟอกอีก 1 วัน เพื่อให้แม่พิมพ์มีความลื่น และป้องกันมิให้ขี้ผึ้งที่จะใช้เทหล่อลงในพิมพ์เกาะติดแม่พิมพ์

แจ๊วบอกว่า ต่างจากการทำพิมพ์สมัยใหม่นิยมใช้ยางซิลิโคนทำเป็นพิมพ์ แล้วหล่อด้วยขี้ผึ้ง ซึ่งเหมาะกับพิมพ์ที่ต้องการลวดลายคมลึก เช่น ส่วนที่เป็นหนามขนุน บริเวณเศียรพระพุทธรูป แม้จะสะดวกและได้ผลงานคมชัดดี แต่การใช้ซิลิโคนกับขี้ผึ้ง ก็มีข้อเสียตรงที่ต้นทุนราคาแพง ปัจจุบันขี้ผึ้งราคา กก.ละ 70 บาท

เทียบกับการใช้พิมพ์ปูนแบบโบราณ แม้จะมีขั้นตอนที่ยุ่งยากกว่า แต่ก็สามารถนำไปใช้ได้กับชิ้นงานทั่วไป ซึ่งมีลวดลายภายนอกไม่ลึกนัก แม้อาจไม่เหมาะกับบางงานที่ต้องการรายละเอียดสูง แต่การใช้พิมพ์ปูนแบบโบราณ ก็มีข้อดีตรงที่ต้นทุนค่าเทียน กก.ละเพียงแค่ 25 บาทเท่านั้น ทำให้สินค้ามีต้นทุนต่ำกว่า

กลับมาต่อกันที่กระบวนการเทหล่อทองเหลือง แจ๊วบอกว่า เมื่อเตรียมพิมพ์ปูนไว้พร้อมสรรพ ก็สามารถนำไปหล่อเพื่อขึ้น หุ่นเทียน
ขี้ผึ้ง ได้ทันที โดยมีขั้นตอนเริ่มจากนำเทียนขี้ผึ้งผสมชันที่เคี่ยวจนเป็นน้ำ เทลงไปในแม่พิมพ์ปูนที่เตรียมไว้ แล้วกลิ้งเทียนขี้ผึ้งผสมชันไปมา เพื่อเคลือบภายในแม่พิมพ์ให้ทั่วถึง รอทิ้งไว้ให้เย็น เมื่อแกะพิมพ์ปูนพลาสเตอร์ออกจะได้หุ่นเทียนขี้ผึ้ง ซึ่งภายในมีสภาพกลวง

จากนั้นนำแบบเทียนขี้ผึ้งที่ได้ไปตกแต่งตะเข็บเก็บรายละเอียดให้ผิวเรียบ ขั้นต่อไปทิ่มยึดภายในหุ่นเทียนขี้ผึ้งไว้ด้วยตะปู แล้วจึงนำไปพอกด้วย ดินนวล (ทำจากแกลบเผา ผสมทรายและดินจอมปลวก มีคุณสมบัติช่วยรักษาผิวและลวดลาย ทนความร้อนได้ดี) ลูบด้วย น้ำผสมขี้วัว (มีคุณสมบัติเป็นยางเหนียว ช่วยให้ผิวของสิ่งที่จะเทหล่อออกมาเนียนเรียบสวยงาม) ทำเช่นนี้ประมาณ 5 รอบ เพื่อให้ดินที่เคลือบหุ่นเทียนหนาขึ้น

เมื่อเห็นว่าฐานดินด้านในแห้งดีแล้ว จึงติดชนวนทำจากขี้ผึ้งไว้ที่ฐานหรือปากทางเข้า-ออก (เพื่อให้เป็นช่องทางไหลออกของหุ่นขี้ผึ้งภายใน และเป็นทางไหลเข้าของน้ำทองเหลือง ที่จะเทลงไปแทนที่หุ่นขี้ผึ้ง) จากนั้นใช้ลวดพันรอบแบบ แล้วพอกดินทับจนมิดลวด ปิดฐานแบบด้วย ดินไทย (ทำจากดินเหนียวจอมปลวก ผสมกับน้ำและทรายหยาบ) นำแบบไปตากในที่ร่มจนแห้ง

จากนั้นจึงนำแบบไปเผาในกองฟืนด้วยความร้อนสูงนาน 2 ชั่วโมง ระหว่างนี้พิมพ์เทียนต้นแบบที่อยู่ภายใน จะเริ่มไหลออกมา เหลือแต่แบบที่เป็นพิมพ์ดินเท่านั้น นำแบบหรือเบ้าหุ่นออกจากเตาเผา ตักทองเหลืองที่หลอมละลายเทใส่ลงในเบ้าหุ่นจนเต็ม โดยสังเกตดูว่าไม่มีควันขี้ผึ้งเล็ดลอดออกมาจากข้างในแล้ว แสดงว่าภายในเบ้าหุ่นถูกแทนที่ด้วยทองเหลืองจนเต็ม เป็นอันใช้ได้
จากนั้นจึงค่อยแกะแบบออกมาตรวจสอบความเรียบร้อยว่างานเทหล่อทองเหลืองสมบูรณ์ดีหรือไม่ ถ้ายังไม่สมบูรณ์ จะนำไปเชื่อม เพื่อซ่อมแซมส่วนที่ขาดให้เรียบร้อยต่อไป

พี่แจ๊วเล่าว่า ช่วงปี 2540 ยุคฟองสบู่แตก เธอล้มป่วยหนัก ลูกสาวคือ มนตรา อ่อนคำ หรือ เดือน ต้องลาออกจากที่ทำงานเก่า เพื่อมาดูแลเธอ พร้อมทั้งรับช่วงสานต่องานหล่อทองเหลืองแบบโบราณจากพี่แจ๊ว ช่วงนี้เองที่เดือน ซึ่งเป็นหัวแรงหลักแทนแม่ บอกว่า

“ตอนนั้นตลาดพระเครื่องและพระพุทธรูปเงียบมาก คนกำลังฮิตจตุคามกัน วงการพระเครื่องและหล่อพระถูกจตุคามตีตลาดกระจุย เลยมีไอเดียว่าน่าจะเอางานหล่อขันน้ำมนต์ภูมิปัญญาเก่าแก่ของตระกูล ตกทอดมาตั้งแต่รุ่นตาทวด ไม่ค่อยมีใครทำ นำกลับมาทำขายอีกครั้ง ปรากฏว่าขายดีจนทำไม่ทันกระทั่งทุกวันนี้”

เดือนว่า ล่าสุดแม้จะมีคนนำเอาสินค้าขันน้ำมนต์ไปก๊อบปี้ทำเป็นสินค้าเลียนแบบ ออกมาขายแข่งกับเธอในราคาที่ถูกกว่า แต่ผลงานยังคงห่างชั้น ลวดลายไม่คมชัดเท่าสินค้าขันน้ำมนต์ของเดือน

“แต่เราก็ไม่ชะล่าใจนะ กำลังดูอยู่ว่าคงต้องเอางานขันน้ำมนต์ของเราไปจดสิทธิบัตรกันไว้ก่อน”

เธอว่า การที่สินค้าทองเหลือง ทั้งพระพุทธรูป แม่นางกวัก เจ้าพ่อศาลพระกาฬ แม่พระธรณี หรือขันน้ำมนต์ ซึ่งสร้างชื่อเสียงให้แก่กลุ่มหล่อทองเหลืองภูมิปัญญาไทยบ้านท่ากระยาง เป็นที่ต้องการของตลาดทั้งในและต่างประเทศ น่าจะเป็นเพราะชิ้นงานมีความสวยงาม ประณีต คงทน ราคาไม่แพง จึงทำให้บรรดาวัดวาอาราม และร้านขายสังฆภัณฑ์ทั้งหลายแห่ไปสั่งออเดอร์กับเธอและแม่ไม่ขาดระยะ

โดยเฉพาะช่วงทอดกฐิน ทอดผ้าป่าฯ หรือออกพรรษา เดือนว่า มีวัดหลายแห่ง โดยเฉพาะในแถบภาคกลาง อีสาน หรือแม้แต่ในกรุงเทพฯ ไปสั่งหล่อพระพุทธรูปบูชา หน้าตัก 3 นิ้ว 5 นิ้ว และ 9 นิ้ว เป็นจำนวนนับพันองค์ เพื่อนำไปแจกให้แก่ญาติโยมที่ทำบุญกับทางวัด แต่บางครั้งเธอและทีมงานไม่มีปัญญาจะรับงานสั่งไว้ได้ทั้งหมด จึงต้องจำใจปฏิเสธ

“เรามีทีมงานกันอยู่แค่ 5 คน ส่วนใหญ่เป็นญาติ หรือลูกหลานที่มาช่วยทำ งานแบบนี้เด็กรุ่นใหม่เขาไม่ค่อยอยากมาทำกันแล้ว แม้แต่ตัวเอง ตอนแรกก็ไปทำงานตามโรงงาน ถ้าแม่ไม่ป่วยจนทำไม่ไหวจริงๆ ก็คงไม่ลาออกมาทำ แต่พอได้มาทำแล้วเกิดความรู้สึกรัก ผูกพัน และภาคภูมิใจในภูมิปัญญาที่คุณตาทวดท่านทิ้งไว้ให้”

“ตอนนี้ตัวเองสืบทอดมาเป็นรุ่นที่ 4 แล้ว ในอนาคตก็ได้แต่หวังไว้กับลูกชาย ตอนนี้เขากำลังเรียนอยู่ที่เพาะช่าง หลังจากเรียนจบออกมายังไม่รู้ว่าเขาจะมารับไม้ต่อจากเราเป็นรุ่นที่ 5 ไปจากแม่และยายหรือไม่ ถ้าเขารับช่วงต่อ ภูมิปัญญาที่สั่งสมต่อเนื่องมาตั้งแต่รุ่นตาทวด ก็จะไม่สูญ” เธอทิ้งท้าย.