วันอาทิตย์ที่ 22 กรกฎาคม พ.ศ. 2561
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

ป.ป.ช.ชี้ชะตาปึ้ง-ปู กรณีคืนพาสปอร์ต

ให้ทักษิณ-ลงมติเดือนนี้ บัวแก้วยันถอนหมดแล้ว

บัวแก้วแถลงการณ์ริบพาสปอร์ต “ทักษิณ” หมดเกลี้ยง 26 พ.ค.58 ถอน 2 เล่มสีน้ำตาลพาสปอร์ตแดงยกเลิกตั้งแต่ปี 51 ป.ป.ช.ชี้ภายใน มิ.ย.รู้ชะตา “ปู-ปึ้ง” โดน-ไม่โดน “วิษณุ” แจงปมขอคืนเครื่องราชฯต้องมีหน่วยงานชงขึ้นมา สลค.มีหน้าที่แค่ทูลเกล้าฯเท่านั้น ผบ.ตร.ยันไม่ยื้อมติถอดยศ จวกอดีตนักการเมืองบี้แบบมีวาระซ่อนเร้น สปช.เชื่อ กมธ.รธน.ยอมรับแก้ร่างฯ ต่อรองขอปรับนายกฯคนนอก-ส.ว.แลกโหวต “กรุงเทพโพล” สำรวจชาวบ้านอยากเลือกแบบโอเพ่นลิสต์ สำรวจเดือน มี.ค.เรตติ้ง ปชป.พุ่งนำ พท.

จากกรณีมีข้อสงสัยกระทรวงการต่างประเทศยังถอนพาสปอร์ตของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีต นายกฯไม่ครบทุกเล่ม ล่าสุด ได้มีการออกแถลงการณ์ยืนยันอย่างเป็นทางการว่ายึดพาสปอร์ตทั้งหมดแล้ว

รบ.แจงริบพาสปอร์ต “ทักษิณ” หมดแล้ว

วันที่ 1 มิ.ย. พล.ต.วีรชน สุคนธปฏิภาค รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ตามที่ปรากฏข่าวว่ากระทรวงการต่างประเทศยังยกเลิกหนังสือเดินทางทูตหรือพาสปอร์ตของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ไม่หมดนั้น กระทรวงการต่างประเทศยืนยันแล้วว่า ข้อมูลที่ถูกต้องคือ 1.ก่อนที่จะยกเลิกหนังสือเดินทางของ พ.ต.ท.ทักษิณ เมื่อวันที่ 26 พ.ค.58 พ.ต.ท.ทักษิณถือหนังสือเดินทางบุคคลธรรมดา (เล่มน้ำตาล) เพียง 2 เล่มเท่านั้น คือหนังสือเดินทาง หมายเลข U957441 และหมายเลข Z530117 ได้ประกาศยกเลิกไปแล้ว และ 2.หนังสือ เดินทางทูต D215863 (เล่มแดง) ที่ พ.ต.ท.ทักษิณ ถือครอง กระทรวงการต่างประเทศได้ยกเลิกไปแล้วตั้งแต่วันที่ 15 ธ.ค.51 ดังนั้น ได้ถอนหนังสือเดินทางพ.ต.ท.ทักษิณทั้งหมดแล้ว ดังนั้น การที่บางฝ่ายมากล่าวอ้างว่ายังยกเลิกไม่หมด ก็ไม่ทราบว่าไม่เข้าใจหรือไม่พยายามเข้าใจกันแน่

บัวแก้วออกแถลงการณ์การันตี

กระทรวงการต่างประเทศออกแถลงการณ์ กรณีการยกเลิกหนังสือเดินทางของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ระบุว่า ตามที่ปรากฏข่าวในสื่อมวลชนบางฉบับว่ากระทรวงการต่างประเทศยังไม่ได้ยกเลิกหนังสือเดินทางทูต ของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร นั้น กระทรวงการต่างประเทศขอยืนยันข้อมูลที่ถูกต้องว่า ก่อนที่จะยกเลิกหนังสือเดินทางของ พ.ต.ท.ทักษิณ เมื่อวันที่ 26 พ.ค.ที่ผ่านมา พ.ต.ท.ทักษิณ ถือหนังสือเดินทางบุคคลธรรมดา ซึ่งเป็นเล่มสีน้ำตาล เพียง 2 เล่มเท่านั้น คือหนังสือเดินทาง หมายเลข U957441 และหมายเลข Z530117 ส่วนหนังสือเดินทางทูตฉบับล่าสุดที่ พ.ต.ท.ทักษิณถือครองคือหมายเลข D215863 ซึ่งกระทรวงการต่างประเทศได้ยกเลิกไปแล้วตั้งแต่วันที่ 15 ธ.ค.2551

ป.ป.ช.ชี้ มิ.ย.รู้ “ปู–ปึ้ง” โดน–ไม่โดน

นายปานเทพ กล้าณรงค์ราญ ประธานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) กล่าวถึงความคืบหน้าการไต่สวนคดี น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี และนายสุรพงษ์ โตวิจักษณ์ชัยกุล หรือปึ้ง อดีต รมว.ต่างประเทศ ออกหนังสือเดินทางให้ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ขัดระเบียบข้อบังคับของกระทรวงต่างประเทศว่า คาดว่าองค์คณะไต่สวนจะสรุปเรื่องดังกล่าวส่งให้ที่ประชุม ป.ป.ช.ชุดใหญ่ลงมติว่า มีมูลเพียงพอจะแจ้งข้อกล่าวหาได้หรือไม่ในเดือน มิ.ย.นี้ แม้นายสุรพงษ์จะอ้างว่าตัวเองไม่ได้ทำ แต่ฝ่ายข้าราชการประจำเป็นผู้ดำเนินการนั้น ป.ป.ช.ก็ต้องนำรายละเอียดทั้งหมดมาพิจารณาว่ามีใครเกี่ยวข้องบ้าง ต้องดูพฤติการณ์ประกอบด้วย เพราะคำร้องที่ยื่นมาเป็นการกล่าวหา น.ส.ยิ่งลักษณ์และนายสุรพงษ์ ยืนยันว่า การพิจารณาคดีนี้ของ ป.ป.ช.ไม่ได้หยิบยกขึ้นมาทำตามกระแส แต่เป็นการพิจารณาคดีต่อเนื่องมานานแล้ว ตั้งแต่สมัยรัฐบาล น.ส.ยิ่งลักษณ์

“ปึ้ง” พลิ้วบี้ ป.ป.ช.สอย “ภักดี” ก่อน

นายสุรพงษ์ โตวิจักษณ์ชัยกุล กล่าวว่า เรื่องนี้พร้อมต่อสู้คดี แต่ก่อน ป.ป.ช.จะตรวจสอบเอาผิดคนอื่น ขอให้ ป.ป.ช.จะต้องตรวจสอบคุณสมบัติของกรรมการ ป.ป.ช.ก่อน โดยเฉพาะนายภักดี โพธิศิริ ที่ขาดคุณสมบัติการเป็น ป.ป.ช. เพราะไม่ไปลาออกจากกรรมการบริษัทองค์การเภสัชกรรม เมอร์ริเออร์ชีววัตถุ จำกัด ภายในเวลา 15 วัน ตามมาตรา 11 กฎหมาย ป.ป.ช. โดยล่าสุดนายวิชัย วิวิตเสวี ป.ป.ช.ตอบคำถาม พล.อ.สิงห์ศึก สิงห์ไพร สนช. กลางที่ประชุม สนช. ยืนยันว่า นายภักดีไม่ได้ลาออกจากกรรมการบริษัทนี้ภายในกำหนดเวลา 15 วันจริง เท่ากับความเป็นกรรมการ ป.ป.ช.ของนายภักดีจึงไม่มีอยู่จริง ดังนั้นมติของ ป.ป.ช.ที่มีนายภักดีร่วมลงมติด้วยย่อมไม่ชอบ ที่กล่าวมาทั้งหมดมีเอกสารหลักฐานยืนยันเพื่อพิสูจน์ความจริงได้

ถอนเครื่องราชฯหน่วยงานต้องชงมา

นายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี ให้สัมภาษณ์กรณีที่ นายประสาร มฤคพิทักษ์ สมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) เสนอให้สำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรี (สลค.) ดำเนินการถอนคืนเครื่องราช อิสริยาภรณ์ของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ว่า สลค. ไม่สามารถจะตั้งเรื่องถอนคืนเครื่องราชอิสริยาภรณ์ได้เอง เพราะ สลค. มีหน้าที่ในการทูลเกล้าฯ ขั้นสุดท้าย ดังนั้นต้องมีหน่วยงานอื่นส่งเรื่องเข้ามาเพื่อให้พิจารณา ส่วนจะเป็นหน่วยงานไหน ไม่สามารถระบุได้ เพราะไม่รู้ว่าต้นเรื่องคืออะไร และหากมีการส่งมาแล้ว สลค.ก็ต้องพิจารณาความถูกต้องว่าจะเสนอทูลเกล้าฯหรือไม่อีกครั้ง

“ไก่อู” บอกยึด ก.ม.ไม่มียกเว้น

พล.ต.สรรเสริญ แก้วกำเนิด รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวถึงกรณีนายประสาร มฤคพิทักษ์ หนึ่งในคณะกรรมการศึกษาแนวทางการสร้างความปรองดอง (คศป.) สภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) เสนอให้สำนักงานเลขาธิการคณะรัฐมนตรี (สลค.) ดำเนินการขอคืนเครื่องราชอิสริยาภรณ์ของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ว่า รัฐบาลยังไม่พิจารณาข้อเสนอดังกล่าว เป็นเรื่องเจ้าหน้าที่ดำเนินการ ส่วนที่บางคนออกมาเตือนรัฐบาลให้ระวังคลื่นใต้น้ำจะขยายตัวเพราะเรื่องดังกล่าวนั้น ต้องชี้แจงว่า ขณะนี้รัฐบาลพยายามเร่งรัดการปฏิรูปประเทศเพื่อไม่ให้บ้านเมืองขัดแย้งขึ้นอีก เราเพิ่งผ่านความขัดแย้งมาไม่นาน แต่ละฝ่ายย่อมรู้ว่าควรทำอะไร ขณะที่การดำเนินการตามกฎหมายต้องไม่มีการละเว้น อยู่บนความเสมอภาค เพราะนี่คือโจทย์รัฐบาล

อัด “เต้น” เลิกเห็นคนอื่นใหญ่กว่า ปท.

พล.ต.สรรเสริญ กล่าวอีกว่า ส่วนกรณีที่นายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ แกนนำ นปช.วิพากษ์วิจารณ์รัฐบาลใช้อำนาจไม่เป็นธรรมต่อ พ.ต.ท.ทักษิณ คงไม่แสดงความเห็นถึงสิ่งที่นายณัฐวุฒิวิพากษ์วิจารณ์ เพราะรัฐบาลยึดหลักกฎหมายเป็นกรอบในการปฏิบัติงานอย่างเป็นธรรมและเท่าเทียมกันทุกฝ่าย ไม่ต้องการตอบโต้ให้เสียเวลาการทำงานเพื่อบ้านเมือง และเชื่อเวลานี้คนไทยส่วนใหญ่ก้าวข้าม พ.ต.ท.ทักษิณไปหมดแล้ว รอแต่เมื่อไรนายณัฐวุฒิจะเห็นประเทศไทยสำคัญกว่าคนเพียงไม่กี่คน และฆ่าความหลงผิดในใจตัวเอง

ฝ่ายมั่นคงเกาะติดกลุ่มหัวรุนแรง

นายสุวพันธุ์ ตันยุวรรธนะ รมต.ประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวถึงสถานการณ์หลังยกเลิกพาสปอร์ตและถอดยศ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ว่า ขณะนี้ยังไม่ได้รับรายงานที่แสดงว่ามีการเคลื่อนไหวคัดค้านส่งผลกระทบต่อความสงบเรียบร้อยของประชาชน มีเพียงการใช้โซเชียลมีเดียในพื้นที่ของกลุ่มที่เห็นต่างอยู่เท่านั้น แต่ทั้งนี้ยอมรับว่า ขณะนี้ยังมีคนที่เห็นต่าง แต่เป็นกลุ่มเล็กๆบางกลุ่มเท่านั้น ที่ยังเชื่อในเรื่องการใช้ความรุนแรง ซึ่งเคยมีเหตุให้เห็นแล้วเมื่อครั้งเหตุการณ์ที่สยามพารากอน และศาลอาญา โดยฝ่ายข่าวและความมั่นคงก็ได้ติดตามอย่างใกล้ชิด

ผบ.ตร.ยันไม่ยื้อมติถอดยศ

พล.ต.อ.สมยศ พุ่มพันธุ์ม่วง ผบ.ตร. กล่าวถึงกระแสการวิพากษ์วิจารณ์ของอดีตนักการเมือง ในกรณีถอดยศ พ.ต.ท.ทักษิณ ว่า ทุกท่านอย่ารีบด่วนสรุปว่าจะทำแบบนั้น ไม่ทำแบบนี้ ตีกรรเชียงถอยหลังซื้อเวลารอวันเกษียณราชการโดยออกมาแสดงความคิดในเชิงปรามาสดูแคลน ชี้แนะชี้นำและกดดัน ซึ่งตนเชื่อว่าหลายท่านทำด้วยความบริสุทธิ์ใจในฐานะสื่อ แต่ก็เชื่อว่าอีกหลายๆท่านทำโดยมีวาระซ่อนเร้น เพื่อหวังผลตามที่ตัวเองคาดหวัง ตนทำงานตนมีหลักการ มีรูปแบบวิธีการทำงาน แนวความคิด ตลอดจนการตัดสินใจเป็นตัวของตัวเอง ยึดหลักความถูกต้อง เที่ยงธรรมและกฎหมาย ฟังเสียงชี้แนะท้วงติงบ้างบางกรณี แต่ไม่ใช่ชี้แนะชี้นำหรือกดดันแบบมีวาระซ่อนเร้น

ฟัง “บิ๊กตู่–บิ๊กป้อม”–เมินนักการเมือง

พล.ต.อ.สมยศ กล่าวด้วยว่า ตนผ่านชีวิตมามากและก็รู้เท่าทันท่านเหล่านั้นพอสมควร ดังนั้นจะฟังหรือจะทำเฉพาะสิ่งที่ถูกต้องเท่านั้น แต่ตนเป็นข้าราชการตำรวจ และเป็นข้าราชการตำรวจที่มีวินัยมาก พร้อมที่จะรับฟังและปฏิบัติตามคำสั่งผู้บังคับบัญชาที่ชอบด้วยกฎหมายเท่านั้น ในสายการบังคับบัญชาตามกฎหมายตนมีผู้บังคับบัญชาอยู่ 2 ท่านคือ ท่านหัวหน้า คสช. และนายกรัฐมนตรี พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา และ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกฯฝ่ายความมั่นคง และ รมว.กห. ดังนั้นตนพร้อมที่จะปฏิบัติตามและสนองนโยบายคำสั่งของท่านทั้ง 2 อย่างไม่มีเงื่อนไข แต่ท่านทั้ง 2 ยังไม่เคยแทรกแซงหรือสั่งให้ทำในสิ่งที่ผิดกฎหมายเลย ดังนั้นคนอื่นที่รู้ตัวว่าไม่ใช่โปรดเคารพสิทธิ์ตนด้วย

ลิ่วล้อ ปชป.โต้ไม่เคยข่มขู่

ที่พรรคประชาธิปัตย์ นายวัชระ เพชรทอง อดีต ส.ส.ระบบบัญชีรายชื่อพรรคประชาธิปัตย์ แถลงถึงกรณีที่ พล.ต.อ.สมยศ พุ่มพันธุ์ม่วง ผบ.ตร.กล่าวหาว่า มีอดีต ส.ส.พรรคประชาธิปัตย์ข่มขู่กดดันให้ถอดยศ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกฯว่า ตนขอยืนยันว่าไม่เคยมีสมาชิกพรรคประชาธิปัตย์ไปข่มขู่กดดัน พล.ต.อ.สมยศ ให้ทำเรื่องนี้เพราะเรื่องการถอดยศ พ.ต.ท.ทักษิณ ตนดำเนินการมาอย่างต่อเนื่องตั้งแต่ยุค พล.ต.อ.อดุลย์ แสงสิงแก้ว เป็น ผบ.ตร.และเมื่อท่านเป็น ผบ.ตร.ก็ได้ทำหนังสือเพื่อขอให้ถอดยศ ดังนั้นในฐานะอดีต ส.ส.ที่รักษากฎหมาย การยื่นหนังสือเพื่อตามขั้นตอนมาโดยตลอด ไม่ใช่การข่มขู่ เพื่อให้ทุกคนอยู่ภายใต้กฎหมายเดียวกัน

ซัดไม่เคยมี–ตีกลับมติถอดยศ

นายวัชระ กล่าวต่อว่า ผบ.ตร.เปรียบเหมือนสมภาร ขอให้มีสติในการปฏิบัติหน้าที่ตามกฎหมายต่อไป การตีกลับเพื่อให้คณะกรรมการไปลงชื่อใหม่ นับได้ว่าเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ของ สตช.เพราะที่ผ่านมาไม่เคยมีการกระทำเช่นนี้มาก่อนเพราะเมื่อกรรมการฯเสนอเรื่องแล้วก็ดำเนินการต่อตามที่มีการพิจารณามาแล้ว โดยอ้างว่าต้องเซ็นลงนามโดยกรรมการทุกคน ทั้งที่การดำเนินการถอดยศตำรวจที่ตนรวบรวมและร้องต่อ พล.ต.อ.อดุลย์ไปแล้วได้รวบรวมการถอดยศตำรวจตั้งแต่ปี 2475 จนถึงปัจจุบัน มีตำรวจยศ พ.ต.ท.หลายราย และไม่ต้องดำเนินการเช่นที่ว่านี้เลย

“หลวงพี่เทพ” ไม่เร่งรัด–ก็ว่ากันไป

ที่วัดธารน้ำไหล (สวนโมกขพลาราม) จ.สุราษฎร์ธานี พระสุเทพ ปภากโร ให้สัมภาษณ์ว่า เรื่องการถอดยศ มีกฎหมายและขั้นตอนวิธีการที่จะต้องทำ ในยุคที่เคยเป็นรัฐบาลตอนนั้นเราเป็นฝ่ายการเมือง ก็ให้ข้าราชการเขาทำตามขอบเขตอำนาจหน้าที่ ส่วนเขาจะทำไปถึงไหนอย่างไร เราไม่ได้ไปเร่งรัด เพราะถ้าเราไปเร่งรัดจะกลายเป็นว่า ไปไล่ล่า ไม่ให้เขามีจุดยืนกันเลยหรืออย่างไร ก็จะไปสร้างปัญหา แต่ตอนนี้เวลานี้ สถานการณ์เปลี่ยนไป เมื่อมีเหตุปัจจัย ก็มีผลตามมา การที่ พ.ต.ท.ทักษิณ ไปพูดที่เกาหลีใต้ ก็อาจจะเกิดประเด็นว่าถูกกฎหมายหรือผิดกฎหมาย ถ้าผิดกฎหมายเข้าข่ายที่ว่าเมื่อผิดกฎหมายแล้วจะต้องทำอย่างไร ก็ว่ากันไป

“ปู” ทำสังฆทาน–ลอยเทียน

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อเวลา 11.00 น. น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี พร้อมบุตรชาย ด.ช.ศุภเสกข์ อมรฉัตร หรือน้องไปก์ ได้เดินทางไปทำบุญถวายสังฆทาน ลอยเทียนเนื่องในวันวิสาขบูชา ซึ่งการลอยเทียน เชื่อกันว่าเป็นการลอยทุกข์ ลอยโศก จากนั้น น.ส.ยิ่งลักษณ์ ได้เดินทางไปแสดงความยินดีกับนายสุรนันทน์ เวชชาชีวะ อดีตเลขาธิการนายกรัฐมนตรี เนื่องในโอกาสเปิดร้านกาแฟ Brain-wakeCafe ย่านสุขุมวิท ซึ่ง น.ส.ยิ่งลักษณ์ได้อุดหนุนขนมหลายอย่างและสั่งเครื่องดื่ม Iced Cappuccino โดยมีลูกค้ามาขอถ่ายภาพและขอลายเซ็นลงหนังสือคิดอย่างยิ่งลักษณ์ด้วย

เชื่อ กมธ.รธน.ยอมปรับแก้ร่าง

นายดิเรก ถึงฝั่ง สมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) ในฐานะรองประธานคณะกรรมาธิการปฏิรูปการเมือง สปช. กล่าวถึงการชี้แจงคำขอแก้ไขรัฐธรรมนูญของ กมธ.ปฏิรูปการเมืองและ กมธ.ปฏิรูปกฎหมายและกระบวนการยุติธรรมต่อคณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญในวันที่ 4 มิ.ย.ว่า กมธ.ทั้งสองคณะจะส่งตัวแทน 5 คนไปชี้แจงต่อ กมธ.ยกร่างฯได้แก่ ตน, นายสมบัติ ธำรงธัญวงศ์, นายนิรันดร์ พันทรกิจ, นายเสรี สุวรรณภานนท์ และนายประสิทธิ์ ปทุมารักษ์ โดยประเด็นหลักๆที่จะไปชี้แจงคือการคัดค้านเรื่องนายกฯคนนอก การตัดทิ้งกลุ่มการเมือง การตัดมาตรา 181-182 การลดอำนาจ ส.ว.สรรหา เชื่อว่า ประเด็นที่ทักท้วงไปจะได้รับการแก้ไขทบทวนและแก้ไขจาก กมธ.ยกร่างฯ เพราะเนื้อหาที่เสนอไปมีความใกล้เคียงกับประเด็นที่ ครม.และฝ่ายต่างๆคัดค้านเช่นกัน

ต่อรองนายกฯคนนอก–ส.ว.แลกโหวต

นายดิเรกกล่าวว่า เท่าที่ดูเบื้องต้นเชื่อว่า ประเด็นที่ กมธ.ยกร่างฯจะไม่ยอมแก้ไขคือ นายกฯคนนอก และการมี ส.ว.สรรหา แต่ไม่ได้หมายความว่า กมธ.ปฏิรูปการเมืองและ กมธ.ปฏิรูปกฎหมายฯ จะดึงดันคว่ำร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ ถ้ายังมีนายกฯคนนอก หรือ ส.ว.สรรหาอยู่ ทั้งนี้ หาก กมธ.ยกร่างฯยอมทบทวนผ่อนปรนเนื้อหาลงมาบ้าง เราก็ยินยอมยกมือผ่านให้ เช่น หาก กมธ.ยกร่างฯยอมนำเรื่องนายกฯคนนอกไปเขียนในบทเฉพาะกาล โดยใช้เสียงสภาผู้แทนราษฎรรับรอง 2 ใน 3 ไม่ใช่นำเรื่องนายกฯคนนอกไประบุอยู่ในเนื้อหารัฐธรรมนูญ หรือกรณี ส.ว.สรรหา ถ้ามีการแก้ไขลดอำนาจ ส.ว.สรรหา ไม่ให้มีอำนาจถอดถอน เสนอกฎหมาย หรือกลั่นกรองประวัติ ครม. เราก็ยอมรับในเนื้อหาได้ ไม่ขัดข้อง เชื่อว่า หาก กมธ.ยกร่างฯยอมผ่อนปรนเรื่องนายกฯคนนอกและ ส.ว.สรรหาลง มีโอกาสที่ สปช.จะลงมติผ่านร่างรัฐธรรมนูญให้ แต่ถ้า กมธ.ยกร่างฯยังยืนยันในหลักการเดิมทั้งหมด โดยไม่มีเหตุผลรองรับ ก็จะไม่ยกมือผ่านให้

“สมบัติ” ไม่ได้หวังอะไรกับ กมธ.ยกร่างฯ

นายสมบัติ ธำรงธัญวงศ์ ประธานคณะกรรมาธิการปฏิรูปการเมือง สภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) กล่าวถึงการชี้แจงคำขอแก้ไขร่างรัฐธรรมนูญว่า จะเสนอแก้ไขร่างรัฐธรรมนูญให้สั้นลงเหลือ 100 กว่ามาตรา เพราะรัฐธรรมนูญควรสั้น กระชับ มีความเป็นสากล ไม่เอารายละเอียดมาเขียนไว้ เพราะรายละเอียดสามารถไปเขียนไว้ในกฎหมายลูกได้ ส่วนประเด็นที่จะแก้ไข ส่วนใหญ่เป็นประเด็นที่เคยเสนอไปแล้วทั้งสิ้น อย่างไรก็ตาม ไม่ได้คาดหวังอะไรกับการยื่นขอแก้ไขครั้งนี้ ขึ้นอยู่กับ กมธ.ยกร่างฯจะตัดสินใจอย่างไร แต่ สปช.ก็ต้องทำหน้าที่ในการเสนอยื่นแก้ไขร่างรัฐธรรมนูญ

“เสรี” เตือนไร้เหตุผลระวังถูกลอยแพ

นายเสรี สุวรรณภานนท์ ในฐานะประธานคณะกรรมาธิการ (กมธ.) ปฏิรูปกฎหมายและกระบวนการยุติธรรม สภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) กล่าวถึงการเข้าชี้แจง กมธ.ยกร่างรัฐธรรมนูญเพื่อขอแก้ไขเพิ่มเติมร่างรัฐธรรมนูญว่า ขอเตือน กมธ.ยกร่างฯว่าอาจจะถูกลอยแพ เพราะพูดถึงสภาพความเป็นจริง หากต้องการให้ร่างรัฐธรรมนูญผ่าน ก็ต้องพูดด้วยเหตุผล แต่ถ้ายังยึดหลักแนวทางเดิม เพราะกลุ่มต่างๆได้ยื่นคำขอแก้ไขร่างรัฐธรรมนูญพร้อมเหตุผลประกอบไปแล้ว หรือตั้งใจให้เสนอคำขอแก้ไข แต่ไม่ยอมแก้ให้ ก็เสียเวลาเปล่า ทั้งนี้ กมธ.ปฏิรูปกฎหมายฯ เสนอแก้ไขหลักใหญ่ในโครงสร้างรัฐธรรมนูญให้สั้น กระชับ ซึ่งระบบต่างๆในแต่ละส่วน หรือหมวด ก็มีอยู่ในกฎหมายลูกหมดแล้ว จึงไม่จำเป็นต้องนำมาใส่ในรัฐธรรมนูญให้ยุ่งยากอีก

“เสธ.อู้” จะรับฟังทุกความเห็น

พล.อ.เลิศรัตน์ รัตนวานิช โฆษกคณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ กล่าวว่า ในวันที่ 2-5 มิ.ย. ที่ กมธ.ยกร่างฯ จะพิจารณาคำขอแก้ไขเพิ่มเติมร่างรัฐธรรมนูญจากสมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) และ ครม.นั้น เป็นการเชิญมาเพื่อทำความเข้าใจในข้อมูลทั้งของ สปช. และ ครม. ให้ กมธ.ยกร่างฯได้รับทราบเหตุผลในการขอแก้ไขเพิ่มเติมในประเด็นต่างๆ การพิจารณาดังกล่าวเป็นเรื่องสำคัญที่จะได้แลกเปลี่ยนความเห็นกัน ซึ่งเป็นสิ่งที่ กมธ.ยกร่างฯต้องรับฟัง ยืนยันว่า กมธ.ยกร่างฯให้ความสำคัญ และรับฟังในทุกกระบวนการ ทุกข้อคิดเห็นที่เสนอขอปรับแก้เข้ามายัง กมธ.ยกร่างฯ

กมธ.ปฏิรูปราชการฯจัดทีมแจง

นายธีรยุทธ์ หล่อเลิศรัตน์ ประธานคณะกรรมาธิการ (กมธ.) ปฏิรูปการบริหารราชการแผ่นดิน กล่าวถึงการชี้แจงคำขอแก้ไขเพิ่มเติมร่างรัฐธรรมนูญ ต่อคณะกรรมาธิการ กมธ.ยกร่างรัฐธรรมนูญ ในวันที่ 2 มิ.ย.ว่า กมธ.ยกร่างฯ ได้กำหนดให้แต่ละกลุ่มที่ได้ยื่นคำขอแก้ไขฯ มีผู้ชี้แจงได้ไม่เกิน 5 คน โดยในกลุ่ม กมธ.ปฏิรูปบริหารราชการแผ่นดินจะมีตนและนางผาณิต นิติทัณฑ์ประภาศ นายไพโรจน์ พรหมสาส์น รองประธาน กมธ.ฯ พ.ต.ต.ยงยุทธ สาระสมบัติ ประธานคณะอนุ กมธ.จัดทำกฎหมายว่าด้วยยุทธศาสตร์ชาติ และนายพิสิฐ ลี้อาธรรม์ สปช. ด้านเศรษฐกิจชี้แจง โดยตนจะชี้แจงในภาพรวม นางผาณิตและนายไพโรจน์จะชี้แจงถึงประเด็นการปฏิรูปการบริหารราชการแผ่นดิน การบริหารงานท้องถิ่น พ.ต.ต.ยงยุทธจะชี้แจงในประเด็นยุทธศาสตร์ในการพัฒนาชาติในร่างรัฐธรรมนูญ และนายพิสิฐจะชี้แจงถึงประเด็นการปฏิรูปการเงิน การคลัง และงบประมาณ

แก้ ม.38 รธน.ชั่วคราว–ยังตอบไม่ได้

นายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี กล่าวถึงความคืบหน้าการแก้ไขรัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราว พ.ศ.2557 เปิดช่องให้มีการทำประชามติ จะต้องมีการแก้ไขข้อความในมาตรา 38 ด้วยหรือไม่ หลังมีข่าวว่า คสช.เสนอให้แก้ไขมาตรา 38 ต่ออายุให้สภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) จากเดิมกำหนดให้กรณีที่ สปช.ไม่เห็นชอบร่างรัฐธรรมนูญถือเป็นอันตกไป ตามมาตรา 37 ให้ สปช. และ กมธ.ยกร่างรัฐธรรมนูญสิ้นสุดลง และแต่งตั้งใหม่ว่า ตอบไม่ได้ เพราะยังไม่ได้ลงมือแก้ อย่างไรก็ตาม ในทางเทคนิคเวลาแก้เข้าจริงมันอาจจะพันกันก็ได้ เนื่องจากบางทีพอแก้มาตราหนึ่งอาจจะไปกระทบกับมาตราต่อไป อย่างเรื่องการทำประชามติคงไม่สามารถแก้ไขได้เพียงมาตราเดียว ต้องใส่เข้าไปหลายมาตราเพื่อให้กระบวนการทำประชามติสมบูรณ์ ซึ่งจะกระทบต่อมาตราอื่น ซึ่งขณะนี้ยังสรุปไม่ได้ว่า สุดท้ายต้องแก้ไขกี่มาตรา อย่างไรก็ตาม เมื่อแก้ไขรัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราวแล้วเสร็จ อย่างช้าควรส่ง ครม.พิจารณาเดือน มิ.ย.

หลังมี คสช. 1 ปีเรตติ้ง ปชป.ขึ้นนำ พท.

“กรุงเทพโพล” โดยศูนย์วิจัยมหาวิทยาลัยกรุงเทพ รายงานผลสำรวจความคิดเห็นประชาชนเรื่อง “คะแนนนิยมพรรคการเมืองไทยหลังผ่าน 1 ปี คสช.” โดยเก็บข้อมูลกับประชาชนจากทุกภูมิภาคทั่วประเทศ พบว่า คะแนนนิยมพรรคประชาธิปัตย์ อยู่ที่ร้อยละ 29.2 เพิ่มขึ้นจากการสำรวจเมื่อเดือน มี.ค. 2558 ร้อยละ 8.7 รองลงมาคือ พรรคเพื่อไทยคะแนนนิยมอยู่ที่ร้อยละ 25.8 เพิ่มขึ้นจากผลสำรวจครั้งก่อน ร้อยละ 7.3 ขณะที่พรรคชาติไทยพัฒนา อยู่ที่ร้อยละ 0.8 และพรรครักประเทศไทย อยู่ที่ร้อยละ 0.5 ตามลำดับ เมื่อถามถึงระยะเวลาที่คิดว่าเหมาะสมสำหรับการเลือกตั้งควรเป็นอย่างไร หลังผ่าน 1 ปี คสช. ประชาชนส่วนใหญ่ร้อยละ 61.1 คิดว่าการเลือกตั้งควรเกิดเมื่อประเทศปฏิรูปแล้วในทุกด้าน ขณะที่ร้อยละ 32.0 คิดว่าการเลือกตั้งไม่ควรเกิน 1 ปีนับจากนี้ ส่วนที่เหลือร้อยละ 6.9 ยังไม่แน่ใจ

ชาวบ้านอยากเลือก “โอเพ่นลิสต์”

เมื่อถามว่า อยากให้ประเทศไทยมีการเลือกตั้งแบบบัญชีรายชื่อเป็นอย่างไร ส่วนใหญ่ร้อยละ 46.9 อยากเลือกแบบ “โอเพ่นลิสต์” คือ เลือกทั้งพรรคและเลือกผู้สมัคร ขณะที่ร้อยละ 39.7 อยากเลือกแบบเดิม คือ เลือกพรรคอย่างเดียว ส่วนที่เหลือร้อยละ 13.4 ยังไม่แน่ใจ เมื่อถามว่ารัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา มีผลงานการแก้ปัญหาประเทศในเรื่องใดเด่นชัดมากที่สุด หลังผ่าน 1 ปี คสช. ส่วนใหญ่ร้อยละ 63.0 เห็นว่าเป็นเรื่องการคอร์รัปชัน รองลงมาคือ เรื่องความแตกแยกในสังคม ร้อยละ 48.3 และเรื่องการละเมิดสิทธิมนุษยชน การค้ามนุษย์ ร้อยละ 30.4

รู้ยกแก๊งคนเอี่ยว 152 ขรก.โกง

พล.อ.ไพบูลย์ คุ้มฉายา รมว.ยุติธรรม ในฐานะประธานศูนย์อำนวยการต่อต้านการทุจริตแห่งชาติ (ศอตช.) เปิดเผยว่า สำหรับบัญชีรายชื่อข้าราชการเข้าข่ายพัวพันการทุจริต ชุด 2 ที่ส่งให้ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้า คสช.ในฐานะคณะกรรมการต่อต้านการทุจริตแห่งชาติ (คตช.) พิจารณาความผิดทางวินัยและการปกครองไปแล้ว มีจำนวน 152 คน บางส่วนเป็นการสอบขยายผลเพิ่มเติมจากคดีในบัญชีทุจริต 1 ที่ส่งให้นายกฯพิจารณา และส่วนใหญ่เป็นคดีที่ดำเนินคดีทางอาญาไปเรียบร้อยแล้วก่อน คสช.เข้ามา แต่ยังไม่ได้เอาผิดทางวินัย ส่วนคดีที่ผลสอบยังไม่เรียบร้อยหลัง คสช.เข้ามา อยู่ระหว่างดำเนินการ เนื่องจากยังไม่ปรากฏหลักฐานชัดเจน และบางเรื่องอยู่ระหว่างขยายผลเอาผิด ที่ตอนนี้มีตัวละครหมดแล้ว รอแค่การตรวจสอบที่รัดกุม ไม่อย่างนั้นชี้แจงไม่ได้ ส่วนคนที่ถูกประกาศรายชื่อ ตนพร้อมให้ความเป็นธรรม และเปิดให้ชี้แจง

จากกรณีมีข้อสงสัยกระทรวงการต่างประเทศยังถอนพาสปอร์ตของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีต นายกฯไม่ครบทุกเล่ม ล่าสุด ได้มีการออกแถลงการณ์ยืนยันอย่างเป็นทางการว่ายึดพาสปอร์ตทั้งหมดแล้ว 2 มิ.ย. 2558 07:46 2 มิ.ย. 2558 07:50 ไทยรัฐ