วันอังคารที่ 20 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2561
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

ยึดกฎหมายชอบธรรม

โดนจัดหนักทีก็วิ่งเข้าห้องพระ แสดงอารมณ์บรรลุธรรมกันที

ว่ากันตามมุกที่อดีตนายกฯทักษิณ ชินวัตร โพสต์อินสตาแกรมนั่งสมาธิหน้าโต๊ะหมู่บูชา แผ่เมตตาให้ฝ่ายคุมอำนาจในเมืองไทยได้หูตาสว่าง เลิกแค้นเลิกตามจองล้างจองผลาญกัน

แต่ในเครื่องหมายคำถาม นั่งสมาธิทำใจสงบกันจริงๆหรือ

เพราะมันมีจุดให้เอะใจ กับการตั้งใจ “เช็กอิน” ระบุสถานที่ว่า “ราบ 11” หน่วยรบสำคัญเมืองกรุง สถานที่ซึ่งครั้งหนึ่งเคยเป็นศูนย์บัญชาการของ ศอฉ.ในการบัญชาการปราบม็อบเสื้อแดงเมื่อปี 2553

เหมือนออกลูก “แหย่” ท้ารบกันเป็นนัย

ทั้งหมดทั้งปวงมันเป็นอะไรที่ล้อกับปรากฏการณ์ “ดีลแตก”

จากกระแสล็อบบี้หลังฉาก การเจรจาต่อรองระหว่าง “นายใหญ่” กับ “นายหน้า” ของทีมงาน คสช. ที่ชะลอเกมป่วนแลกกับการไม่เร่งกดดันคดีทางกฎหมายของเครือข่ายพรรคเพื่อไทย

ซึ่งก็ทำให้ประเทศไทยสงบเงียบมาได้เกือบปี

และนั่นก็เป็นอะไรที่เข้าใจได้ถึงยุทธศาสตร์ในเกมของฝ่าย เสธ.คสช.ที่ต้องการประคองแรงกระเพื่อมในห้วงหลังการยึดอำนาจสถานการณ์ยังไม่นิ่ง

แต่เมื่อรัฐบาลทหาร คสช.ตั้งหลักได้แล้วก็ไม่จำเป็นต้องกั๊กเกมอีกต่อไป

การไฟเขียวกดปุ่มเช็กบิลลูกข่าย “ทักษิณ” จึงใส่เกียร์ห้าเดินหน้า ตามหลักการที่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี หัวหน้า คสช.ประกาศมาตลอดว่าให้ทุกอย่างเดินไปตามกระบวนการของกฎหมาย

ผิดว่าตามผิด ถูกว่าตามถูก

และไม่ใช่แค่ฝ่าย “ทักษิณ” เท่านั้น เพื่อทำให้เห็นการบังคับใช้กฎหมายอย่างเป็นธรรม เกิดความเชื่อถือในกระบวนการตัดสิน ได้รับความเชื่อมั่นจากสังคมส่วนใหญ่

กระตุกความชอบธรรมในการเดินยุทธศาสตร์ปฏิรูปของ คสช.

สถานการณ์อีกด้านหนึ่งศาลอาญาได้พิพากษาจำคุก “มหาจำลอง” พล.ต.จำลอง ศรีเมือง นายสนธิ ลิ้มทองกุล นายพิภพ ธงไชย นายสมเกียรติ พงษ์ไพบูลย์ นายสมศักดิ์ โกศัยสุข และนายสุริยะใส กตะศิลา แกนนำกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย

คนละ 2 ปี โดยไม่รอลงอาญา

ในความผิดฐานร่วมกันบุกรุกเข้าไปในทำเนียบรัฐบาล เมื่อปี 2551 เพื่อกดดันให้นายสมัคร สุนทรเวช อดีตนายกรัฐมนตรี และรัฐบาลในขณะนั้นลาออกจากตำแหน่ง

แต่โดยความร้ายแรงนั่นก็ยังน้อยกว่า เมื่อเทียบกับคดีก่อการร้ายยึดสนามบินที่จ่อเป็นช็อตต่อไป

ในสถานการณ์ที่ “เคลียร์ไม่หลุด” ม็อบพันธมิตรฯคงอยู่นิ่งรอรับชะตาไม่ได้

ซึ่งก็ล้อกับข่าวกรองฝ่ายความมั่นคง จับสัญญาณมวลชนจะจุดชนวนในเดือนกรกฎาคมนี้

ซึ่งนั่นก็ตรงกันพอดิบพอดีกับจังหวะที่ “หลวงลุงกำนัน” พระสุเทพ ปภากโร หรือนายสุเทพ เทือกสุบรรณ แกนนำ กปปส. ส่งสัญญาณจะลาสิกขา เพื่อออกมาทำงานเอ็นจีโอในนามมูลนิธิมวลมหาประชาชน

แต่ข่าวจากคนวงในใกล้ชิด แว่วๆว่าปมสำคัญจริงๆ เพราะลูกบุญธรรมอย่าง “หนุ่มขิง” นายเอกณัฐ พร้อมพันธุ์ โฆษก กปปส. มือยังไม่ถึงพอในการเดินหมากประสานเกมอำนาจกับกลุ่มต่างๆ

ก็อย่างที่มีคิวคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) เดินหน้าเช็กบิล “หลวงลุงกำนัน” ในคดีทุจริตโครงการก่อสร้างโรงพักทดแทน 396 แห่งทั่วประเทศของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ

คดีจ่อ “ผ้าเหลืองร้อน” เฉยอยู่ไม่ได้

แน่นอน โดยเงื่อนไขที่ “ทักษิณ” โดนหลอกให้ตายใจ อารมณ์ม็อบพันธมิตรฯกับม็อบ กปปส.คิดว่าถูกหลอกใช้ ตามรูปการณ์ประเมินความเป็นไปได้ ก็มีโอกาสที่จะเกิดปรากฏการณ์ “ม็อบไหลรวม”

ม็อบแดง ม็อบเหลือง ม็อบ กปปส. หันมาสหบาทา คสช.

มวลชนกลุ่มต่างๆออกมาเคลื่อนไหวไล่รัฐบาล

แต่ก็อีกนั่นแหละ อีกมุมหนึ่งก็ต้องไม่ลืมว่า สถานการณ์อำนาจพิเศษไม่ใช่รัฐบาลจากการเลือกตั้ง

ในเครื่องหมายคำถาม ไล่ทหารแล้วใครจะมาแทน

ในเมื่อสนามเลือกตั้งก็ยังเปิดไม่ได้ กติการัฐธรรมนูญใหม่ก็ยังไม่มี

ที่สำคัญ ณ วันนี้รัฐบาลทหารก็ทำได้ดีระดับหนึ่ง โดยเฉพาะการเน้นหลักกฎหมายในการควบคุมสถานการณ์จากวิกฤติติดลบจ่อเข้ากลียุค จนกลับสู่ความสงบบ้านเมืองเดินหน้าต่อไปได้

ผู้คนส่วนใหญ่เลือกอยู่ข้างท็อปบูตมากกว่าม็อบแน่.

ทีมข่าวการเมือง