วันอาทิตย์ที่ 22 เมษายน พ.ศ. 2561
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

ยิ่งขัดแย้ง ยิ่งอยู่ยาว ใครได้ประโยชน์?

นับถึงวันนี้แล้ว เป็นเวลากว่า 1 ปีแล้ว ที่คณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ได้เข้ามาควบคุมอำนาจการบริหารราชการแผ่นดิน พร้อมกับการยกเลิกรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ.2550 แล้วประกาศใช้รัฐธรรมนูญชั่วคราว พ.ศ.2557 ขึ้นมาใช้แทน โดยประกาศว่า พร้อมคืนอำนาจสู่ประชาชนโดยเร็วที่สุด ตามข่วงเวลาหรือ โรดแม็ปที่ประกาศไว้

แต่สิ่งที่ คสช.ประกาศว่าจะดำเนินควบคู่กันไปในระหว่างที่มีการร่างรัฐธรรมนูญฉบับที่จะใช้ถาวรขึ้นมาใหม่ ก็คือการปฏิรูปประเทศด้านต่างๆ โดยแต่งตั้งสภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) ขึ้นมาทำหน้าที่นี้ ขณะที่การออกกฎหมายใหม่ๆ ก็ดำเนินการโดยสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ที่ คสช. ตั้งขึ้นมาเช่นเดียวกัน

หากย้อนกลับไปดูกำหนดระยะเวลาเดิม รัฐธรรมนูญฉบับใหม่ น่าจะผ่านการเห็นชอบจาก สปช.และประกาศใช้ได้ประมาณเดือนสิงหาคม 2558 หลังจากนั้น ก็ต้องมีการจัดทำกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญที่จำเป็น เช่น กฎหมายเลือกตั้ง กฎหมายพรรคการเมือง และองค์กรอิสระต่างๆ อีกประมาณ 6 เดือน จึงจะจัดให้มีการเลือกตั้งใหม่ในช่วงไตรมาสแรกของปี 2559

อย่างไรก็ตาม หลังจากที่โฉมหน้าของร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ปรากฏออกมาสู่สาธารณชนในช่วงกลางเดือนเมษายนที่ผ่านมา ได้ก่อให้เกิดเสียงวิพากษ์วิจารณ์ต่างๆ นานา จนมีข้อกังวลว่า รัฐธรรมนูญฉบับนี้ น่าจะไม่ผ่านออกมาบังคับใช้ เพราะ คสช.ก็คงไม่อยากให้รัฐธรรมนูญที่ออกมา สร้างปัญหาความวุ่นวายแตกแยกของคนในสังคม ไม่ต่างจากในอดีตที่ผ่านมา จนกระทั่งเกิดกระแสข้อเรียกร้องให้มีการนำร่างรัฐธรรมนูญที่ผ่านการเห็นชอบจาก สปช.แล้วไปให้ประชาชนทั้งประเทศลงคะแนนเสียงประชามติอีกครั้งหนึ่ง

ต่อมา เมื่อมีการขานรับข้อเรียกร้องในการจัดการลงประชามติต่อร่างรัฐธรรมนูญใหม่ของรัฐบาล และพ่วงท้ายด้วยการขยายเวลาในการพิจารณาคำขอแก้ไขร่างรัฐธรรมนูญของคณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญจากเดิม 60 วันให้เป็น 90 วันด้วยแล้ว ย่อมทำให้โอกาสที่จะจัดให้มีการเลือกตั้งตามรัฐธรรมนูญใหม่ภายในไตรมาสแรกของปี 2559 ย่อมเป็นไปไม่ได้อย่างค่อนข้างแน่นอนแล้ว

เมื่อสถานการณ์ก้าวมาถึงจุดนี้ กำหนดการกลับเข้าสู่โหมดประชาธิปไตยแบบปกติจึงต้องถูกขยับออกไปอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ เพราะการนำเอาร่างรัฐธรรมนูญกลับมาให้ สปช.พิจารณาให้ความเห็นชอบก็น่าจะต้องเลื่อนจากปลายเดือน ก.ค. ไปเป็นปลายเดือน ส.ค. และลงมติในช่วงกลางเดือน ก.ย.


จากนั้น ก็อาจจะมีการทอดเวลาออกไปอีก 6 เดือนก่อนที่จะเปิดให้ประชาชนมีส่วนร่วมในการออกเสียงลงประชามติ หรือภายในไตรมาสที่ 2 ของปี 2559 หากประชาชนออกเสียงให้ความเห็นชอบเกินกว่ากึ่งหนึ่งของผู้ที่มาลงคะแนนเสียงประชามติ ก็จะมีการประกาศใช้รัฐธรรมนูญฉบับใหม่ และการเลือกตั้งครั้งใหม่ น่าจะมีขึ้นได้ในช่วงปลายปี 2559 หรืออย่างช้าคือ ต้นปี 2560

นี่คือ การคาดการณ์ในกรณีที่ร่างรัฐธรรมนูญที่คณะกรรมาธิการยกร่างฯ แก้ไขแล้วนั้น ผ่านการเห็นชอบโดย สปช. แต่หากไม่ผ่าน สปช. ก็ต้องไปเริ่มกระบวนการยกร่างกันใหม่ โดยกรรมาธิการยกร่างฯ ชุดใหม่ และ สปช.ชุดใหม่ ซึ่งก็หมายความว่า กระบวนการกลับสู่ประชาธิปไตยก็จะเนิ่นช้าออกไปอีกประมาณ 1-2 ปี

นอกจากนี้ ยังมีประเด็นที่ยังต้องติดตามว่า ในการเสนอแก้ไขรัฐธรรมนูญชั่วคราว 2557 ที่จะให้มีการขยายเวลาการพิจารณาคำขอแก้ไขของคณะกรรมาธิการยกร่างฯ ออกไปอีก 30 วัน รวมถึงกระบวนการและกำหนดเวลาในการจัดให้มีการออกเสียงประชามติว่า จะเป็นการลงประชามติว่าเห็นชอบหรือไม่อย่างเดียว หรือจะพ่วงทางเลือกให้ประชาชนเลือกในกรณีที่ไม่เห็นชอบกับร่างฯ ที่ผ่าน สปช.มาหรือไม่ด้วย เช่น ถ้าไม่เห็นชอบ คณะรัฐมนตรีจะนำรัฐธรรมนูญปี 2550 หรือ 2540 มาปรับปรุงและประกาศใช้ได้เลยหรือไม่

ทั้งหมดนี้ เป็นเพียงการคาดการณ์ตามกระบวนการของกฎหมายรัฐธรรมนูญที่กำหนดไว้ แต่ในสถานการณ์บ้านเมืองที่เป็นจริง ประเทศไทยจะเดินหน้าไปตามกระบวนการนี้ได้หรือไม่ ย่อมเป็นอีกเรื่องหนึ่ง เพราะจากท่าทีของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้า คสช.ที่ปรากฏออกสู่สาธารณชนเป็นประจำนั้น ดูเมือนจะบอกเป็นนัยๆ ว่า เงื่อนไขที่จะนำไปสู่กระบวนการประชาธิปไตยปกตินั้น ประเทศไทยจะต้องปราศจากความขัดแย้ง แตกแยก เช่นที่เกิดขึ้นในช่วงเวลากว่า 10 ปีที่ผ่านมา

ดังนั้น ตัวบทกฎหมายในรัฐธรรมนูญชั่วคราวที่มีอยู่หรือที่กำลังจะมีการแก้ไข จึงเป็นเพียงตัวหนังสือหรือกรอบกติกาคร่าวๆ เท่านั้น แต่ตัวกำหนดเวลาในการกลับสู่ประชาธิปไตยที่แท้จริงก็คือ สถานการณ์บ้านเมืองที่เป็นอยู่ในขณะนี้ ปฏิกิริยาของนักการเมืองฝ่ายต่างๆ การเคลื่อนไหวของกลุ่มที่เคยสนับสนุน พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร และพรรคเพื่อไทย รวมทั้งกลุ่มนักสิทธิมนุษยชนและนิสิตนักศึกษาที่เริ่มก่อตัวเรียกร้องให้ประเทศกลับสู่ภาวะประชาธิปไตยโดยเร็วมากขึ้น

ขณะเดียวกัน ความช้าเร็วในการกลับคืนสู่ประชาธิปไตย ก็ยังขึ้นกับประสิทธิภาพในการบริหารประเทศภายใต้ คสช.ด้วยว่า จะยังสามารถควบคุมสถานการณ์ทั้งภายนอกและภายในได้มากน้อยเพียงใด เพราะการบริหารราชการแผ่นดินภายใต้ภาวะการใช้อำนาจแบบเบ็ดเสร็จ ย่อมมีช่องว่างให้คนที่อยู่ในวังวนของกลุ่มคนที่มีอำนาจ จะใช้อำนาจไปในทางที่ผิด โดยเฉพาะการใช้อำนาจเพื่อกระทำการทุจริตคอร์รัปชันในรูปแบบต่างๆ

เพราะไม่ว่าผู้ปกครองประเทศจะมาด้วยกระบวนการใด ทั้งผ่านการเลือกตั้งหรือปลายกระบอกปืน หากใช้อำนาจที่มีอยู่อย่างไม่เป็นธรรมเสียแล้ว อำนาจใดๆ ก็ไม่สามารถต้านทานอำนาจของประชาชนได้...

ชวรงค์ ลิมป์ปัทมปาณี
Twitter: @chavarong
chavarong@thairath.co.th

นับถึงวันนี้แล้ว เป็นเวลากว่า 1 ปีแล้ว ที่คณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ได้เข้ามาควบคุมอำนาจการบริหารราชการแผ่นดิน พร้อมกับการยกเลิกรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ.2550 1 มิ.ย. 2558 16:39 ไทยรัฐ