วันพุธที่ 15 สิงหาคม พ.ศ. 2561
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

‘บิ๊กต๊อก’ เล่นด้วย สั่งเช็กคลิปทักษิณ

ให้‘ดีเอสไอ’จัดการ แจงตีกลับถอดยศ กก.ต้องเซ็นทุกคน

“บิ๊กต๊อก” สั่งดีเอสไอเช็กยิบคลิป “ทักษิณ” เล็งฟันผิด ม.112 ขอศาลออกหมายจับ มอบหมาย “ดอน” ส่งหลักฐานกล่อมต่างประเทศส่งตัวผู้ต้องหาเป็นภัยความมั่นคง เลขาฯ สมช.ยันถอนพาสปอร์ต-ถอดยศ มีที่มาที่ไป ไม่ใช่ไล่ล่าล้างแค้น “สมยศ” แจงตีกลับรายงาน “ชัยยะ” ยกระเบียบ ตร.ให้ กก.เซ็นรับรองมติถอดยศครบทุกคน ด้าน ป.ป.ช.จ่อเชือดซ้ำเดือน มิ.ย. สรุปแจ้งข้อหาคดีสอยพ่วงอาญา “ปู-ปึ้ง” ออกพาสปอร์ตมิชอบ

“ปานเทพ” โต้วุ่นรับใบสั่ง คสช.ราวีเล่นงาน “ยิ่งลักษณ์” ปลงชีวิตโชว์ภาพเพาะเห็ดยามว่าง สปช.ทำการบ้านหักล้าง กมธ.ยกร่างฯ “วันชัย” รับหมดหวังตัดทิ้งนายกฯคนนอก-โอเพ่นลิสต์ “เสรี” เตือน กมธ.อย่าย่ามใจระวังถูก คสช.ลอยแพ “จาตุรนต์” เชื่อ สปช.ไม่กล้าเสี่ยงคว่ำร่าง รธน. กรณีกระทรวงการต่างประเทศเพิกถอนพาสปอร์ตของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ตามมาด้วยการพิจารณาถอดถอนยศ การเอาผิดตามมาตรา 112 รวมทั้งมีบางฝ่ายเสนอให้สำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรียึดคืนเครื่องราชอิสริยาภรณ์นั้น

“บิ๊กต๊อก” เร่งจี๋ 2 มิ.ย.ปิดบัญชีคดี ม.112

เมื่อเวลา 16.00 น.วันที่ 31 พ.ค. พล.อ.ไพบูลย์ คุ้มฉายา รมว.ยุติธรรม ในฐานะประธานคณะกรรมการป้องกันและแก้ไขปัญหาคดีความมั่นคงในราชอาณาจักร หรือคดีความผิดตามมาตรา 112 เปิดเผยว่า ขณะนี้คณะกรรมการฯ ตรวจสอบและรวบรวมรายชื่อเรียบร้อยแล้ว ในวันที่ 2 มิ.ย.นางสุวณา สุวรรณจูฑะ อธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) ในฐานะเลขานุการคณะกรรมการฯ จะเข้ารายงานรายละเอียด แบ่งออกเป็น 2 กลุ่มคือ กลุ่มที่ศาลมีคำสั่งดำเนินคดีอาญาตามมาตรา 112 อยู่แล้ว และกลุ่มที่จะต้องยื่นศาลอาญา เพื่อดำเนินคดีตามมาตรา 112 ส่วนบางประเทศที่ติดขัดข้อกฎหมายในการขอตัวกลับมาดำเนินคดี ได้ขอให้นายดอน ปรมัตถ์วินัย รมช.ต่างประเทศ ในฐานะรองประธานคณะกรรมการฯ ชุดนี้ ช่วยไปทำความเข้าใจ สร้างการรับรู้ในฐานะมิตรประเทศ เพราะเราไม่ไปก้าวก่ายศาลของประเทศนั้นๆ เพื่อให้เข้าใจว่าทำไมมาตรา 112 ถึงเกี่ยวกับคนเหล่านี้ นำหลักฐานไปยื่นกับประเทศนั้นๆ สร้างการรับรู้ว่าคนเหล่านั้นเป็นภัยกับความมั่นคงอย่างไร ไม่ควรปล่อยให้มีการเคลื่อนไหว

สั่งดีเอสไอเช็กยิบคลิปฟันผิด “ทักษิณ”

เมื่อถามว่า กรณีการให้สัมภาษณ์ของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ที่ประเทศเกาหลีใต้ ต้องนำมาดูว่าเข้าข่ายมาตรา 112 ด้วยหรือไม่ พล.อ.ไพบูลย์ กล่าวว่า โดยเนื้องานฝ่ายความมั่นคง ทั้งกองทัพ และ สตช.ดูอยู่แล้ว และเมื่อเป็นประเด็นทางสังคม ในฐานะที่ตนดูแลเรื่องของความผิดตามมาตรา 112 ก็จะเอามาดูด้วย โดยได้สั่งให้อธิบดี ดีเอสไอและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ไปไล่เลียงดูคำให้สัมภาษณ์แล้วว่าเข้าข่ายหรือไม่ พูดจริงหรือไม่ เพราะเมื่อมันเป็นกฎหมาย จะเป็นข่าวลือไม่ได้แล้ว ดูว่าใครยืนยันว่าพูดจริง ตรงนี้ต้องชัดเจนเพื่อนำมาเป็นหลักฐานในการขอศาลออกหมายจับ หากว่าผิดก็ต้องอยู่ภายใต้กฎหมายไทย รวมถึงต้องดูว่าหากเข้าข่ายใครมีหน้าที่ดำเนินการเอาผิด อย่างไรก็ตามจะขอรอดูรายละเอียดทั้งหมดก่อน เรื่องกฎหมายจะพูดอะไรที่ผลีผลามไปก่อนไม่ได้ วันที่ 2 มิ.ย.นี้จะไล่ดูทั้งหมด

ปัดกลั่นแกล้งไล่ล่าอดีตนายกฯ

ด้านนายอนุสิษฐ คุณากร เลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) กล่าวถึงกรณี พล.ต.อ.สมยศ พุ่มพันธุ์ม่วง ผบ.ตร.สั่งการเฝ้าระวังความเคลื่อนไหวของกลุ่มต่างๆ หลังกระทรวงการต่างประเทศยกเลิกหนังสือเดินทางหรือพาสปอร์ตทุกฉบับของ พ.ต.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรีว่า เป็นการทำตามหน้าที่ เฝ้าระวังตามปกติ เพื่อให้เกิดความสงบ ขณะนี้ยังไม่พบว่ามีการเคลื่อนไหวแต่อย่างใด ทั้งที่ความจริงแล้วเราต้องการความปรองดอง แต่เมื่อออกมาเคลื่อนไหว ทำให้เกิดความเสียหาย และเมื่อกระทำผิดกฎหมายก็ต้องดำเนินการ เพราะถ้าไม่ดำเนินการก็เท่ากับละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ตรงนี้สำคัญกว่า การยกเลิกพาสปอร์ตและดำเนินการถอดยศ พ.ต.ท.ทักษิณมีที่มาที่ไปและมีเหตุผล ไม่ได้ไปกลั่นแกล้ง หรือไปไล่ล่าอะไรใคร อย่าไปคิดอะไรมาก เพราะถ้าไล่ล่าคงทำนานแล้ว ที่สำคัญรัฐบาลชุดนี้ไม่ได้เข้ามาเพื่อเป็นศัตรูกับใคร

ผบ.ตร.รอ กก.เซ็นรับรองมติถอดยศ

พล.ต.อ.สมยศ พุ่มพันธุ์ม่วง ผบ.ตร. กล่าวถึง กรณีการส่งกลับความเห็นคณะกรรมการคดีถอดยศ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกฯ ว่า พล.ต.อ.ชัยยะ ศิริอำพันธุ์กุล ที่ปรึกษา (สบ 10) ได้เสนอรายงานมติคณะกรรมการพิจารณาเรื่องถอดถอนยศ พ.ต.ท.ทักษิณ มาแล้ว แต่ตรวจสอบเบื้องต้นพบว่า มติดังกล่าวคณะกรรมการฯ ยังมิได้มีการรับรองมติของคณะกรรมการ ซึ่งมติการประชุมที่เสนอเข้ามาพิจารณาในระดับ ตร.จะต้องบันทึกแสดงความคิดเห็นคำพูดต่างๆ เพื่อประกอบเสนอมาเป็นมติคณะกรรมการ โดยจะต้องให้คณะกรรมการทุกคนได้ตรวจสอบสิ่งที่ได้แสดงความคิดเห็นที่ปรากฏอยู่ในมติของคณะกรรมการในเรื่องนี้ มีการลงนามรับรองคณะกรรมการทุกคน จึงจะถือว่าเป็นมติที่สมบูรณ์ ทุกครั้งที่มีการประชุมจะต้องมีบันทึกรับรองการประชุม เป็นเรื่องที่ต้องทำให้รอบคอบ ถูกต้องขั้นตอน เป็นไปตามกฎหมาย เพื่อจะนำมติของคณะกรรมการเข้าสู่ขบวนการพิจารณาของ ตร.อีกครั้ง ขึ้นอยู่กับ พล.ต.อ.ชัยยะดำเนินการตามขั้นตอนลงนามรับรองมติของคณะกรรมการฯ ให้ครบถ้วนถูกต้องเสียก่อน ถึงจะนำมาพิจารณาตามกรอบและระเบียบของ ตร.เพื่อดำเนินการและเสนอตามลำดับชั้นต่อไป

โต้ “นิพิฏฐ์” ใจร้อนกดดันชี้นำ

ผบ.ตร.กล่าวต่อว่า กรณีนายนิพิฏฐ์ อินทรสมบัติ วิจารณ์นโยบายสำนักงานตำรวจแห่งชาติในอดีตและปัจจุบันที่มีความแตกต่างในเรื่องถอดยศ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ว่า เป็นเรื่องของเวลาข้อมูลเหตุผลที่ต่างกัน อาจจะมีความแตกต่างได้ เวลานี้เมื่อคณะกรรมการฯ พิจารณาแล้วมีความเห็นเช่นไร ผบ.ตร.ก็จะต้องตรวจสอบและพิจารณาอย่างละเอียดรอบคอบ โดยยึดหลักกฎหมายและความถูกต้องเป็นสำคัญ จะต้องมีเหตุผลที่สามารถชี้แจงและตอบคำถามได้ จะรีบเร่งหรือทำตามอารมณ์ ความรู้สึกหรือกระแสคงไม่ดี “คุณนิพิฏฐ์ อาจจะใจร้อนเกินไปถึงขนาดออกมาแสดงความคิดเห็นทำนองตีปลาหน้าไซ เพื่อข่มขู่กดดันและชี้นำ ก็ทำได้ ผมจะตัดสินใจใดๆ ต้องอยู่บนพื้นฐานของความถูกต้อง เที่ยงธรรม และกฎหมาย” พล.ต.อ.สมยศกล่าว

ป.ป.ช.จ่อแจ้งข้อหา “ปู–ปึ้ง” เดือน มิ.ย.

นายปานเทพ กล้าณรงค์ราญ ประธาน ป.ป.ช. กล่าวถึงความคืบหน้าการไต่สวนคดี น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี และนายสุรพงษ์ โตวิจักษณ์ชัยกุล อดีต รมว.การต่างประเทศ กรณีการออกหนังสือเดินทางให้ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกฯ ขัดระเบียบข้อบังคับกระทรวงต่างประเทศ เนื่องจากออกพาสปอร์ตแก่ผู้ถูกศาลสั่งห้ามเดินทางออกนอกประเทศและมีคดีก่อการร้ายและคดีอื่นๆติดตัวว่า เรื่องดังกล่าวอยู่ใน ป.ป.ช.มานานแล้ว เนื่องจากพรรคประชาธิปัตย์ได้มาร้องเรียนให้เอาผิด น.ส.ยิ่งลักษณ์และนายสุรพงษ์ กรณีการออกพาสปอร์ตให้ พ.ต.ท.ทักษิณมิชอบ ขัดต่อระเบียบกระทรวงต่างประเทศ เป็นการร้องเรียนให้เอาผิดทั้งคดีถอดถอนและคดีอาญาพ่วงไปด้วยกัน ที่ผ่านมาทางองค์คณะเคยรายงานความคืบหน้าให้ที่ประชุม ป.ป.ช.ชุดใหญ่ทราบแล้ว แต่ ป.ป.ช.ให้กลับไปหาหลักฐานเพิ่มเติมว่า จะมีเจ้าหน้าที่รัฐร่วมกระทำผิดในการออกพาสปอร์ตด้วยหรือไม่ แล้วให้รายงานที่ประชุม ป.ป.ช.อีกครั้ง คาดว่าช่วงเดือน มิ.ย.จะส่งสำนวนให้คณะกรรมการ ป.ป.ช.ชุดใหญ่พิจารณาได้ว่าจะมีการแจ้งข้อกล่าวหาใครบ้าง

โต้รับใบสั่ง คสช.ตามเล่นงาน

ผู้สื่อข่าวถามว่า ป.ป.ช.จะถูกมองว่ารับลูกจาก คสช.มาเล่นงาน น.ส.ยิ่งลักษณ์และนายสุรพงษ์หรือไม่ เพราะก่อนหน้านี้กระทรวงต่างประเทศเพิ่งถอนพาสปอร์ต พ.ต.ท.ทักษิณไป นายปานเทพตอบว่า ยืนยันว่า ป.ป.ช.ทำตามหน้าที่อย่างตรงไปตรงมา ไม่ได้รับลูกจากใคร เรื่องนี้มีการร้องเรียนมายัง ป.ป.ช.ตั้งแต่สมัยรัฐบาลยิ่งลักษณ์แล้ว ป.ป.ช.รับเรื่องมานานแล้ว และดำเนินการไต่สวนมาตลอด ถ้า ป.ป.ช.ไม่ทำ ก็บอกว่า เรื่องเงียบหายไปเลย

ตั้งทีมไต่สวน 310 ส.ส.ชง กม.นิรโทษ

นายวิชา มหาคุณ กรรมการ ป.ป.ช. กล่าวถึงความคืบหน้าการไต่สวนข้อเท็จจริงกรณีการตรวจสอบนายวรชัย เหมะ อดีต ส.ส.สมุทรปราการ พรรคเพื่อไทย และอดีต ส.ส.รวม 310 คน เสนอและให้การรับรองร่าง พ.ร.บ.นิรโทษกรรมแก่ผู้ชุมนุมทางการเมืองโดยมิชอบ เนื่องจากมีเนื้อหาขัดต่อรัฐธรรมนูญปี 50 ว่า ขณะนี้คณะกรรมการ ป.ป.ช.มีมติตั้งองค์คณะไต่สวนคดีดังกล่าว เพื่อดำเนินคดีอาญาแล้ว มีกรรมการ ป.ป.ช.ทั้ง 9 คนเป็นองค์คณะไต่สวน อยู่ระหว่างการไต่สวนข้อเท็จจริงในทางอาญา ส่วนกรณีการยื่นถอดถอน ป.ป.ช.ตีตกไป เนื่องจากไม่มีรัฐธรรมนูญปี 50

“วัชระ” อัด “ปึ้ง” เอาตัวรอดโยนขี้ ขรก.

ที่พรรคประชาธิปัตย์ นายวัชระ เพชรทอง อดีต ส.ส.พรรคประชาธิปัตย์ กล่าวว่า กรณีนายสุรพงษ์ โตวิจักษณ์ชัยกุล อดีต รมว.ต่างประเทศ ปฏิเสธว่าไม่มีส่วนเกี่ยวข้องในการออกพาสปอร์ตให้ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกฯ ช่วงที่เป็นรัฐมนตรี แต่เป็นเรื่องของปลัดกระทรวงการต่างประเทศดำเนินการ สะท้อนให้เห็นว่านายสุรพงษ์โยนขี้ให้ข้าราชการประจำ ปลัดกระทรวงการต่างประเทศขณะนั้นต้องชี้แจงความจริงทั้งหมด เชื่อว่าปลัดกระทรวงการต่างประเทศ ไม่กล้าดำเนินการโดยลำพังแน่ ถ้าฝ่ายการเมืองไม่ส่งสัญญาณหรือสั่งการด้วยวาจา เมื่อ ป.ป.ช.สอบเรื่องนี้นายสุรพงษ์กลับชิ่งหนีเอาตัวรอด ที่อ้างว่าไม่เคยมีคำสั่งเลวๆ โหลยโท่ยชั่วช้า จะมีใครเชื่อสักกี่คน

ขุดอดีตซัดพลิกลิ้นไม่น่าเชื่อถือ

นายวัชระ กล่าวอีกว่า ทั้งนี้ในสมัยนายสุรพงษ์อยู่พรรคประชาธิปัตย์ มักจะแช่งด่า พ.ต.ท.ทักษิณสามเวลาหลังอาหาร โดยมักจะบอกว่าไปดูหมอดูมา ทำนายว่า พ.ต.ท.ทักษิณจะมีอันเป็นไปต่างๆ นานา เพราะขณะนั้น พ.ต.ท.ทักษิณฟ้องนายสุรพงษ์เป็นจำเลย ต่อมาเมื่อนายสุรพงษ์หายหน้าไปจากพรรคประชาธิปัตย์ กลับไปโผล่เป็นรัฐมนตรีในระบอบทักษิณ แล้วจะให้เชื่อถือคำพูดได้อย่างไร อดีต ส.ส.พรรคประชาธิปัตย์รู้ดีว่านายสุรพงษ์ เป็นเจ้าของฉายา “ปึ้ง ไม่แข็ง” จึงมักออกมาให้สัมภาษณ์แข็งกร้าว เพื่อกลบเกลื่อน เชื่อว่าอาการของนายสุรพงษ์ยังสามารถรักษาได้ หาก คสช.เรียกไปปรับทัศนคติสัก 7 วัน เพื่อความสงบสุขของสังคม

พท.ขู่ ปชช.จ้องดูอยู่เกมสางแค้น

นายอนุสรณ์ เอี่ยมสะอาด รักษาการรองโฆษกพรรคเพื่อไทย กล่าวถึง กรณีนายประสาร มฤคพิทักษ์ สมาชิก สปช.ขอให้สำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรี (สลค.) ถอนคืนเครื่องราชอิสริยาภรณ์ของ พ.ต.ท.ทักษิณ ว่า คนพวกนี้มีปากแต่ใช้ในทางไม่สร้างสรรค์ พูดให้เกิดความแตกแยกเกลียดชัง นายประสารเป็นพวกขาประจำที่ได้ดิบได้ดีจากระบบลากตั้ง เทียบไม่ได้กับ พ.ต.ท.ทักษิณ อย่ามาสอนประชาธิปไตยให้ฟัง นายประสารจะไม่ชอบ พ.ต.ท.ทักษิณก็เป็นสิทธิส่วนบุคคล แต่มีคนรัก พ.ต.ท.ทักษิณอีกมาก พิสูจน์ได้จากผลการเลือกตั้ง ถ้านายประสารไม่เชื่อ ขออาสาพาไปเดินแถวภาคเหนือและอีสานดูสักวัน การดำเนินการใดๆ กับ พ.ต.ท.ทักษิณอย่าทำเพราะความเกลียดชัง แต่ต้องทำภายใต้กฎหมายอย่างเท่าเทียมเหมาะสม เพราะการกระทำใดๆ ประชาชนเฝ้าดูอยู่

เสื้อแดงยันนิ่งไม่เคลื่อนไหวป่วน

นพ.เชิดชัย ตันติศิรินทร์ อดีต ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย กล่าวถึงกรณี พล.ต.อ.สมยศ พุ่มพันธุ์ม่วง ผบ.ตร.มีวิทยุสั่งการให้เจ้าหน้าที่จับตาการเคลื่อนไหวของกลุ่มต่อต้านรัฐบาลที่จะออกมา สร้างความวุ่นวาย ภายหลังจากที่มีการถอนพาสปอร์ต และถอดยศ พ.ต.ท.ทักษิณว่า ในส่วนคนเสื้อแดงยืนยันว่า ไม่มีการออกมาเคลื่อนไหวสร้างความวุ่นวายใดๆ ไม่ขอตอบโต้อะไร ไม่ได้หวั่นไหวจะอยู่นิ่งๆ เพียงแต่อาจจะอึดอัดใจบ้างที่มีการรังแกกันตลอด โดยเฉพาะเรื่องการถอดยศพูดกันมา 3-4 รอบแล้ว เอาหนังเก่ามาฉายใหม่ จนประชาชนรำคาญ ขอให้รัฐบาลเอาเวลาไปแก้ปัญหาเศรษฐกิจดีกว่า ทำไมไม่ยอมก้าวข้าม พ.ต.ท.ทักษิณเสียที อย่าใช้ พ.ต.ท.ทักษิณมาปิดบังความผิดพลาดการบริหารงานของตัวเอง การกล่าวหาว่า พ.ต.ท.ทักษิณทำผิดมาตรา 112 กรณีการไปพูดที่ประเทศเกาหลีใต้ ก็ไม่เป็นความจริง เพราะ พ.ต.ท.ทักษิณไม่ได้พาดพิงถึงใคร แต่ไปตีความกันเอง

เหน็บ“บิ๊กตู่”ฆ่าเสือในใจตัวเอง

นายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ แกนนำ นปช. กล่าวว่ากรณีรัฐบาลสั่งถอนพาสปอร์ตและถอดยศ ไม่ได้เพิ่มความบอบช้ำให้ พ.ต.ท.ทักษิณเลย ถ้าขบวนอำนาจของ คสช.ทุ่มเทแก้ปัญหาปากท้องของประชาชนให้ได้สักครึ่งหนึ่งของการรุมสกรัม พ.ต.ท.ทักษิณ คนไทยคงไม่ลำบากเรื่องการทำมาหากิน บทที่ควรเล่นคือ การทำงานอย่างสร้างสรรค์เพื่อแก้ปัญหา ไม่ใช่บู๊ล้างผลาญแล้วอธิบายไม่ได้ว่ามีอะไรดีขึ้นมา แต่ผลกระทบที่รุนแรงยิ่งกว่าคือ สังคมโลกต่างวิจารณ์เรื่องนี้ ทำให้ความเชื่อมั่นต่อประเทศไทยลดน้อยลงไปอีก คสช.ต้องไม่หลงเสียงเชียร์คิดว่าถ้าเล่นงาน พ.ต.ท.ทักษิณแล้วความนิยมจะตามมา เพราะความนิยมต้องมาจากสิ่งที่สร้างสรรค์ ไม่ใช่การทำลายฝ่ายใด จะลงจากอำนาจไม่ต้องไปฆ่าเสือที่ไหน แค่ฆ่าเสือในใจตัวเอง ใช้อำนาจอย่างเป็นธรรมกับทุกฝ่าย รักษาสัญญาที่ให้ไว้กับประชาชนก็เพียงพอแล้ว การถอดใครออกจากตำแหน่งไม่ใช่เรื่องยาก แต่ถ้ามาไม่ถูกต้อง ทำผลงานได้น้อยกว่า แล้วจะไปหาเรื่องเอาเขาออกจากใจประชาชนที่เคยสนับสนุนนั้นไม่ใช่เรื่องง่าย

รู้ทันยุทธการกลบแผล คสช.

นายจตุพร พรหมพันธุ์ ประธานกลุ่ม นปช. กล่าวถึงการเพิกถอนพาสปอร์ตและถอดยศ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกฯว่า เป็นกลเกมแก้ปัญหาภายในของผู้มีอำนาจ หลังไม่สามารถแก้ปัญหาทางเศรษฐกิจ สังคม การเมืองให้บรรลุผลตามที่ประกาศไว้ได้ กลุ่มคนเสื้อแดงเองอยู่ในความสงบ จึงไม่มีคู่ขัดแย้งที่จะอ้างความชอบธรรมรักษาอำนาจ ขณะที่ความระหองระแหงของซีกที่สนับสนุน คสช.เริ่มเกิดขึ้น ยุทธวิธีการเอาศัตรูร่วมมากลบปัญหาภายในจึงถูกนำมาใช้อีก การถอนพาสปอร์ตเกิดขึ้น 3 ครั้งแล้ว ความพยายามถอดยศและดำเนินการคดีอื่นๆที่ตามมาก็เคยถูกนำมาใช้แล้วเช่นกัน ส่วนการออกคำสั่งให้เจ้าหน้าที่ตำรวจเฝ้าติดตามกลุ่มต่างๆ อ้างว่าจะมีการเคลื่อนไหวต่อต้าน แสดงให้เห็นว่าวางแผนมาแล้ว แต่สุดท้ายไม่เข้าแผนมุกแป้ก ขุดบ่อล่อปลาแต่ปลารู้ทันไม่ลงบ่อ ยิ่งการให้นายตำรวจที่ใกล้ชิดกับบ้านพระอาทิตย์มาเป็นประธานเรื่องการถอดยศ เห็นชัดว่าต้องการผลปลายทางอย่างไร ต้องการให้เกิดแรงกระเพื่อม เบี่ยงเบนความสนใจเรื่องเศรษฐกิจ แต่เมื่อไม่มีใครหลงกล

“ปู” โชว์เพาะเห็ดยามว่าง

วันเดียวกัน น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี โพสต์เฟซบุ๊กส่วนตัว Yingluck Shinawatra โชว์ภาพการทำกิจกรรมยามว่าง โดยการเพาะปลูกเห็ดรับประทานที่บ้าน พร้อมระบุข้อความว่า “ว่างเว้นจากงาน ก็หางานอดิเรกใหม่ นอกจากปลูกผักปลอดสารพิษแล้ว ก็มาต่อด้วยการเพาะเห็ดรับประทานเองที่บ้าน ทำให้ร่างกายได้พัก และทานของเพื่อสุขภาพบ้าง ก็รู้สึกดีนะคะ โดยเฉพาะการใช้ชีวิตเรียบง่าย ธรรมดาๆ คือความสุขที่เกิดมาข้างใน มากกว่าความสุขที่เป็นของนอกกาย ไม่จีรังยั่งยืนค่ะ ทำให้อดคิดถึงพี่น้องเกษตรกรไม่ได้ ตอนนี้เป็นอย่างไรกันบ้าง ขอส่งกำลังใจไปถึงด้วยนะคะ”

สปช.ทำการบ้านหักล้างชุดยกร่างฯ

วันเดียวกัน นายวันชัย สอนศิริ โฆษกคณะกรรมาธิการวิสามัญกิจการสภาปฏิรูปแห่งชาติ (วิปสปช.) กล่าวถึงการเตรียมการของผู้ยื่นคำขอเสนอความเห็นแก้ไขปรับปรุงร่างรัฐธรรมนูญทั้ง 8 กลุ่มของ สปช.ต่อคณะกรรมาธิการ (กมธ.) ยกร่างรัฐธรรมนูญที่จะเริ่มต้นในวันที่ 2-6 มิ.ย.ว่า ได้เตรียมการชี้แจงต่อ กมธ.ยกร่างฯ กลุ่มละ 3-5 คน ใครยื่นเรื่องใดก็ต้องชี้แจงเรื่องนั้น มีการทำการบ้านกันแล้ว เชื่อว่าการตอบโต้จุดอ่อนจุดแข็ง กมธ.ยกร่างฯจะมีเหตุผลหักล้าง ผู้ขอแปรญัตติก็ต้องทำการบ้านชี้แจงกลับหักล้างเหตุผลของ กมธ.ยกร่างฯด้วยเหตุผลที่ว่าจะทำให้รัฐธรรมนูญสอดคล้องกับการแก้ไขสถานการณ์ปัญหาประเทศมากที่สุด เพราะไม่ว่าจะเป็นระบบใดก็มีจุดอ่อนจุดแข็งทั้งสิ้น จึงต้องพิจารณาถึงเป้าหมายการแก้ปัญหาประเทศมากกว่า

หมดหวังรื้อนายกฯคนนอก–โอเพ่นลิสต์

นายวันชัยกล่าวต่อว่า เชื่อว่าบรรยากาศการชี้แจงจะไม่เกิดความขัดแย้ง คงไม่ให้บานปลายจนเสียความรู้สึกกัน ไม่ใช่ห้ำหั่นหรือใช้วาจาเสียดสีกัน คาดว่าประเด็นหลักที่ กมธ.ยกร่างฯจะไม่เปลี่ยนแปลงคือ 1.ระบบการเลือกตั้งที่จะยืนเรื่องโอเพ่นลิสต์ 2. นายกฯคนนอกก็เชื่อว่าจะไม่เปลี่ยน ให้เหตุผลว่าเพื่อเอาไว้แก้วิกฤติ 3.เรื่องวุฒิสภาอาจปรับเปลี่ยนแบบประนีประนอมคือ จากการสรรหาให้เป็นการเลือกตั้งทางอ้อม ส่วนมาตราที่อาจยอมแก้ไขคือ 1.มาตรา 181-182 เกี่ยวกับอำนาจของนายกฯ 2.อำนาจของคณะกรรมการปรองดองแห่งชาติ ที่เสนอพระราชกฤษฎีกาอภัยโทษ แต่ไม่จำเป็นต้องเขียนให้อำนาจคณะกรรมการปรองดองฯอภัยโทษให้กับบุคคลที่ให้ข้อเท็จจริงหรือสำนึกผิดต่อกรรมการปรองดองฯ เพราะจะกลายเป็นการเปิดช่องว่าง และคาดว่าจะทำให้เกิดปัญหาตามมา

ขึงขังรับไม่ได้ ม. 181–182 กก.ปรองดอง

“ผมยังเชื่อว่าจะมีการแก้ไขจำนวนมาก แต่ประเด็นเนื้อหาหลักจะไม่แก้ ดังนั้นจึงต้องพิจารณาเสียงส่วนใหญ่ของ สปช.หลังจากปรับแก้ร่างรัฐธรรมนูญแล้วว่า ร่างสุดท้ายจะออกมาเป็นอย่างไร เช่น เรื่องระบบเลือกตั้ง แม้ไม่เปลี่ยนก็ยังเชื่อว่า สปช.รับได้แต่ถ้าไม่แก้ไขมาตรา 181-182 รวมถึงที่มาของสภาขับเคลื่อนปฏิรูปฯ อำนาจคณะกรรมการปรองดอง น่าจะเป็นเรื่องที่ สปช.ยอมรับไม่ได้ เพราะเป็นประเด็นที่ทุกภาคของสังคมส่วนใหญ่เห็นว่าจะมีปัญหา ถ้าเป็นไปในทิศทางนี้ เชื่อว่าร่างรัฐธรรมนูญจะผ่านความเห็นชอบจาก สปช.” นายวันชัยกล่าว

ติง กมธ.อย่าย่ามใจ เมินเสียงติ

ขณะที่นายเสรี สุวรรณภานนท์ ประธานคณะกรรมาธิการปฏิรูปกฎหมายและกระบวนการยุติธรรม สปช. กล่าวว่า ไม่อยากให้ กมธ.ยกร่างฯสำคัญตัวเองผิดว่า มีอิสระเขียนรัฐธรรมนูญอย่างไรก็ได้ จึงไม่ฟังความเห็นของ สปช. ทำให้คำแปรญัตติแก้รัฐธรรมนูญมีมากมายก่ายกอง ถ้ายังมั่นใจว่าร่างรัฐธรรมนูญจะผ่านความเห็นจาก สปช.และผ่านการทำประชามติ บอกได้เลยว่าเข้าใจผิด เพราะประชามติเกี่ยวข้องกับคน 40-50 ล้านคน ไม่ใช่แค่กลุ่มเล็กๆหลักร้อยหลักพันที่ กมธ.ไปจัดสัมมนารับฟังความเห็น ประชาชนส่วนใหญ่รับฟังฝ่ายการเมือง ยิ่งพรรคการเมืองต้องการให้แก้ไขประเด็นใด แต่ กมธ.ยกร่างฯไม่ยอมแก้ให้แล้วยังบอกว่าทั้งพรรคเพื่อไทย พรรคประชาธิปัตย์เป็นพวกเสียผลประโยชน์ จะยิ่งเป็นการสร้างแรงต้าน แล้วจะยังเชื่อมั่นว่าประชามติจะผ่านได้อย่างไร

เย้ยระวังจะถูก คสช.ลอยแพ

นายเสรีกล่าวว่า ผลการทำประชามติปี 50 รับร่างรัฐธรรมนูญ 21 ต่อ 19 ล้านเสียง ถือว่าไม่มาก 21 ล้านเสียงเป็นผลจาก สสร.ลงพื้นที่หาเสียง รัฐบาล หน่วยราชการและทหารขณะนั้นช่วยผลักดันเต็มที่ แต่บรรยากาศขณะนี้ ถ้าไปทำประชามติ โดยที่ยังขัดแย้งกับสองพรรคการเมืองใหญ่ และ สปช.ก็ไม่ช่วย ขณะที่รัฐบาลและ คสช.ในภาวะบ้านเมืองยังไม่สงบเรียบร้อย ลองคิดดูว่า คสช.อยากให้รัฐธรรมนูญผ่านหรือไม่ คสช.คงรอดูสถานการณ์อยู่ ถ้าสถานการณ์ไม่ดีจะให้ผ่านทำไม สู้วางตัวอยู่เฉยๆ ไม่ต่อต้าน ไม่ช่วยผลักดัน ให้ประชาชนตัดสินเองว่าจะเอาหรือไม่ ทำให้ กมธ.ยกร่างฯเหมือนถูกลอยแพ ผิดกับรัฐธรรมนูญปี 50 ที่ทหารออกมาช่วยเต็มที่ โอกาสที่รัฐธรรมนูญจะผ่านประชามติจึงยาก ทางออกคือ กมธ.ยกร่างฯต้องปรับแก้รัฐธรรมนูญให้เป็นที่ยอมรับของทุกฝ่าย

“พลเดช” ชงหั่นอำนาจ ส.ว.ถอดถอน

นพ.พลเดช ปิ่นประทีป สมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) ด้านการบริหารราชการแผ่นดิน กล่าวว่า กลุ่มบริหารราชการแผ่นดินเป็นกลุ่มแรกที่จะชี้แจงคำขอแก้ไขร่างรัฐธรรมนูญต่อคณะ กมธ.ยกร่างฯ ในวันที่ 2 มิ.ย. มีผู้ชี้แจง 5 คน อาทิ ตน นายวิวัฒน์ ศัลยกำธร นายอมรวิชช์ นาครทรรพ สปช.ด้านการศึกษา โดยได้เสนอประเด็นแก้ไข 71 มาตรา เป็นการปรับปรุงแก้คำ หรือเพิ่มคำเล็กๆ น้อยๆ ด้านสังคม การศึกษา เพื่อให้รัฐธรรมนูญมีความสมบูรณ์ขึ้น สำหรับประเด็นการเมืองที่ยื่นแก้ไข เช่น ที่มา ส.ว.เห็นว่าควรมีประเภทเดียวคือ ส.ว.สรรหา แต่ให้ลดอำนาจการถอดถอน และเสนอกฎหมาย เชื่อว่า กมธ.ยกร่างฯ จะพิจารณารับฟังข้อเสนอจากทุกกลุ่ม และปรับแก้ตามความเหมาะสม จะมีการปรับแก้ออกมาเป็นที่ยอมรับในประเด็นสำคัญๆ

กมธ.การันตีไร้เบื้องหลังแอบแฝง

ผู้สื่อข่าวรายงานจากโรงแรมทวินโลตัส จ.นครศรีธรรมราช กมธ.ยกร่างรัฐธรรมนูญ และคณะอนุ กมธ.การมีส่วนร่วมและรับฟังความคิดเห็นของประชาชน ร่วมกับ สปช.สถาบันพระปกเกล้าและสถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน จัดเวทีสัมมนา “การเผยแพร่ความรู้ความเข้าใจและรับฟังความคิดเห็นของประชาชนต่อการร่างรัฐธรรมนูญ” เป็นวันสุดท้าย โดยนายมานิจ สุขสมจิตร์ รองประธาน กมธ.ยกร่างฯ คนที่ 2 กล่าวตอนหนึ่งว่า แม้ กมธ.ยกร่างฯจะมีการแก้ไขร่างรัฐธรรมนูญ แต่คงไม่สามารถทำให้ทุกคนทั้งประเทศพอใจได้ ยืนยันว่าพวกเราทุกคนร่างรัฐธรรมนูญขึ้นมาไม่มีเบื้องหน้า เบื้องหลัง แต่ต้องการทำให้รัฐธรรมนูญฉบับนี้เป็นฉบับที่ดีที่สุดและเป็นฉบับสุดท้าย ไม่อยากเห็นวงจรอุบาทว์กลับมาอีก เพราะประเทศไทยย่ำเท้าอยู่กับที่ไม่ไปไหน สู้กับต่างประเทศไม่ได้

“วิษณุ” ติวเข้มแม่น้ำ 3 สายก่อนลงพื้นที่

นายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรีฝ่ายกฎหมาย กล่าวถึงการประชุมแม่น้ำ 3 สาย คือคณะรัฐมนตรี (ครม.) สภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) และสภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) ในวันที่ 4 มิ.ย.ว่าเป็นเรื่องที่นายพรเพชร วิชิตชลชัย ประธาน สนช.ต้องการให้สมาชิก สนช.และ สปช.สอบถามและมีอะไรที่จะแนะนำ ครม.ในเรื่องการบริหารงาน เนื่องจากเป็นช่วงที่ กมธ.ของ สนช.และ สปช.จะลงพื้นที่ทำความเข้าใจประชาชนเรื่องการทำงานด้านต่างๆ จึงต้องรับทราบข้อมูลเพื่อออกไปบอกประชาชนได้ถูกต้อง ครม.จะทำหน้าที่ชี้แจง มีนายกฯและรองนายกฯเป็นคนตอบคำถาม ไม่ได้มากันทั้งหมด 36 คน ที่มาของการประชุมครั้งนี้เป็นเพราะการประชุมแม่น้ำ 5 สาย มีข้อจำกัดทั้งสถานที่และตัวบุคคล จะมาเฉพาะตัวประธาน กมธ.คณะต่างๆ สมาชิกคนอื่นมาไม่ได้ พอประธาน กมธ.กลับไปเล่าให้ลูกคณะ กมธ.ตัวเองฟัง มีบางเรื่องที่ประธาน กมธ.ตอบไม่ได้ ส่วนที่มีแค่แม่น้ำ 3 สาย เพราะคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ไม่ได้มีอำนาจบริหารอะไร และ กมธ.ยกร่างรัฐธรรมนูญ ไม่มีอะไรเกี่ยวกับนโยบายของรัฐบาลเช่นกัน

“อ๋อย” เชื่อ สปช.ไม่กล้าคว่ำ รธน.

นายจาตุรนต์ ฉายแสง อดีต รมว.ศึกษาธิการและแกนนำพรรคเพื่อไทย กล่าวถึงข้อเสนอแนะแก้ไขร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ว่า สะท้อนว่าร่างรัฐธรรมนูญนี้มีปัญหามาก การแก้ไขปรับปรุงไม่ใช่เรื่องง่าย ถ้าทำตามทุกความเห็นจะได้ร่างรัฐธรรมนูญแตกต่างชนิดจำไม่ได้เลย แนวโน้ม กมธ.ยกร่างฯจะไม่ยอมแก้สาระสำคัญ ต้องรอดูว่าจะแก้พอเป็นพิธี หรือยอมแก้สาระสำคัญ จึงจะชั่งน้ำหนักได้ว่าร่างรัฐธรรมนูญนี้มีเนื้อหายอมรับได้หรือไม่ ส่วนการโหวตรับหรือไม่รับร่างรัฐธรรมนูญใหม่ของสภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) ถ้า สปช.โหวตคว่ำก็ยากมากที่จะหาคนมาทำหน้าที่ สปช.และ กมธ.ยกร่างรัฐธรรมใหม่ สถานการณ์ก็จะรุมเร้าเข้ามา ดังนั้น เชื่อว่า สปช.จะไม่คว่ำร่างรัฐธรรมนูญนี้

ดันตั้ง สสร.หากประชามติไม่ผ่าน

นายจาตุรนต์กล่าวว่า ขณะนี้ คสช.และรัฐบาลค่อนข้างชัดแล้วจะให้ลงประชามติ แต่ปัญหาคือการลงประชามติจะเสรีเป็นธรรม ไม่ใช้อำนาจแทรกแซงหรือไม่ หากประชามติไม่ผ่านจะทำอย่างไร ถ้าให้ คสช.ตั้ง กมธ.ยกร่างฯใหม่ หรือให้ คสช.หรือ สปช.ร่างรัฐธรรมนูญขึ้นมาคงไม่เป็นที่ยอมรับ ทางที่ดีให้นำรัฐธรรมนูญปี 40 และปี 50 มาปรับปรุงใช้ หรือให้มีการเลือกตั้งสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ (สสร.) ขึ้นมา แต่เห็นว่าการเอารัฐธรรมนูญฉบับใดฉบับหนึ่งมาปรับใช้ต้องแก้ไขอยู่ดียุ่งยากจะให้ใครแก้ ทางที่ดีควรตั้ง สสร.ขึ้นมาใหม่ การทำประชามติควรถาม 2 ข้อ คือรับหรือไม่รับร่างรัฐธรรมนูญ และถ้าประชามติไม่ผ่านจะให้ดำเนินการอย่างไรต่อไป ส่วนข้อเสนอให้แก้ไขมาตรา 38 ในรัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราวปี 57 ต่ออายุ สปช.นั้น ข้อดีคือ หากมีการคว่ำร่างรัฐธรรมนูญก่อนมีการร่างใหม่ จะเป็นการตัดอินและจันออกจากกัน แต่ต้องกำหนดหน้าที่ สปช.ให้ชัด

นิด้าโพลหนุนปฏิรูปก่อนเลือกตั้ง

วันเดียวกัน นิด้าโพลสำรวจความคิดเห็น ของประชาชน 1,250 คน เรื่อง “การเลือกตั้ง การปฏิรูปและรัฐประหาร” พบว่าความมั่นใจของประชาชน ที่มีต่อรัฐบาลชุดใหม่หลังการเลือกตั้ง ส่วนใหญ่ ร้อยละ 31.28 ไม่ค่อยมีความมั่นใจ ร้อยละ 24.64 ไม่มีความมั่นใจเลย และร้อยละ 22 ค่อนข้างมั่นใจ เมื่อถามถึงความมั่นใจของประชาชนต่อประเทศไทยหลังการเลือกตั้งว่าจะไม่กลับเข้าวังวนเดิมอีก ร้อยละ 35.36 ไม่ค่อยมั่นใจ ร้อยละ 31.60 ไม่มีความมั่นใจเลย และร้อยละ 18.16 ค่อนข้างมั่นใจ ทั้งนี้ ร้อยละ 68.56 เห็นว่าควรมีการปฏิรูปประเทศก่อนการเลือกตั้ง ขณะที่ ร้อยละ 24.00 เห็นว่าควรเลือกตั้งโดยเร็วก่อนแล้วค่อยให้รัฐบาลใหม่เดินหน้ากระบวนการปฏิรูปประเทศ ร้อยละ 5.60 ไม่ระบุไม่สนใจ และร้อยละ 1.84 ควรทำควบคู่กันไป

จี้สังคายนาระบบราชการจริงจัง

ด้านสวนดุสิตโพล สำรวจความคิดเห็นประชาชนทั่วประเทศ 1,292 คน เรื่อง “ประชาชนคิดอย่างไร กรณี “พล.อ.ประยุทธ์” สั่งขันนอตข้าราชการ” พบว่าร้อยละ 82.97 ควรเร่งปฏิรูประบบราชการอย่างจริงจัง จะได้ทำงานเป็นระบบระเบียบมากขึ้น ร้อยละ 79.57 ระบุปัจจุบันข้าราชการบางส่วนทำงานไม่มีประสิทธิภาพเช้าชามเย็นชาม และร้อยละ 75.85 เป็นการกระตุ้น ตรวจสอบและติดตามการทำงานของข้าราชการ โดยร้อยละ 81.19 เห็นควรให้ขันนอตให้ทำงานเต็มเวลา ไม่โกงเวลาราชการ ร้อยละ 74.77 ให้บริการประชาชนด้วยความเต็มใจ ร้อยละ 69.66 การรับสินบน เงินใต้โต๊ะ ทุจริตเงินงบประมาณ ทั้งนี้ร้อยละ 87.66 เห็นด้วยกับการที่ พล.อ.ประยุทธ์ ประกาศขันนอตข้าราชการโดยให้เจ้ากระทรวงดูแล ร้อยละ 12.34 ไม่เห็นด้วย ร้อยละ 46.51 เห็นว่าการขันนอตจะช่วยให้ราชการไทยน่าจะดีขึ้น ร้อยละ 40.79 จะดีขึ้นมาก และร้อยละ 10.16 ไม่น่าจะดีขึ้น

ปชป.จิกรถไฟเร็วสูงเอื้อเอกชน

ที่พรรคประชาธิปัตย์ นายสามารถ ราชพลสิทธิ์ อดีต ส.ส.ระบบบัญชีรายชื่อพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวว่า ขอเรียกร้องให้รัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี เปิดรายละเอียดผลตอบแทนทางเศรษฐกิจรถไฟความเร็วสูง สาย กทม.-หัวหิน และสาย กทม.-พัทยา แยกแยะให้ชัดเจนว่า จะมีการร่วมลงทุนและแบ่งปันผลประโยชน์อย่างไร เพราะถ้าเป็นแบบตามที่นายอาคม เติมพิทยาไพสิฐ รมช.คมนาคม ออกมาระบุว่า ทางเอกชนมีเงินมากกว่า ให้ลงทุนไปก่อนแล้วรัฐจ่ายทีหลังเท่ากับรัฐลงทุน 100% แถมยังต้องกู้เงินที่แพงขึ้น เพราะผ่านนายหน้าคือภาคเอกชนที่ไปกู้เงินมาทำโครงการก่อน นอกจากนี้ยังเห็นภาพชัดเจนว่ารถไฟความเร็วสูง ไม่ได้ช่วยเรื่องการขนส่งสินค้าหรือโลจิสติกส์ ทั้งที่ระบบรถไฟรางคู่ ซึ่งลงทุนน้อยกว่าแต่ได้ผลตอบแทนคุ้มค่ามากกว่า สิ่งที่กำลังทำไม่ใช่การพัฒนาโลจิสติกส์ แต่เป็นการต่อยอดให้ธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ของกลุ่มทุน แล้วทำไมรัฐบาลถึงต้องไปช่วยต่อยอดให้ธุรกิจของภาคเอกชน ชาวบ้านทั่วไปไม่ได้ประโยชน์ ผลตอบแทนทางเศรษฐกิจโดยรวมไม่คุ้มค่า

“บิ๊กต๊อก” สั่งดีเอสไอเช็กยิบคลิป “ทักษิณ” เล็งฟันผิด ม.112 ขอศาลออกหมายจับ มอบหมาย “ดอน” ส่งหลักฐานกล่อมต่างประเทศส่งตัวผู้ต้องหาเป็นภัยความมั่นคง เลขาฯ สมช.ยันถอนพาสปอร์ต-ถอดยศ มีที่มาที่ไป ไม่ใช่ไล่ล่าล้างแค้น... 1 มิ.ย. 2558 05:41 1 มิ.ย. 2558 05:41 ไทยรัฐ