วันอาทิตย์ที่ 19 สิงหาคม พ.ศ. 2561
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

เมื่อ "เจ๊ติ๋ม" จุดระเบิดพลีชีพ เขย่าขวัญ "ธุรกิจทีวีดิจิตอล" ระบม

แค่ประกาศว่าจะ ‘เบี้ยว’ ไม่จ่ายเงินค่างวดประมูลช่องทีวีดิจิตอล หลังครบกำหนดชำระเมื่อวันที่ 24 พ.ค.ที่ผ่านมา “เจ๊ติ๋ม” หรือนางพันธุ์ทิพา ศกุณต์ไชย ประธานกรรมการบริษัท ไทยทีวี จำกัด ในกลุ่มบริษัททีวีพูล เจ้าของ 2 ช่องทีวีดิจิตอล อันได้แก่ ไทยทีวีและช่องโลก้า ก็สร้างความฮือฮาผ่านหน้าหนังสือพิมพ์และโลกออนไลน์ ได้ตลอดหลายสัปดาห์ที่ผ่านมา

แต่เมื่อเธอไม่ได้หยุดอยู่แค่นั้น โดยกลับประกาศยกเลิกการทำธุรกิจทีวีดิจิตอลลงอย่างสิ้นเชิง โดยมีเป้าหมายจะปล่อยให้ช่องไทยทีวี 17 และโลก้า 15 จอมืดดับภายใน 15 วัน หลังส่งหนังสือแจ้งไปยังนายฐากร ตัณฑสิทธิ์ เลขาธิการคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทร-ทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.)

ข่าวคราวของ “เจ๊ติ๋ม” ก็ผงาดขึ้นพาดหัวหน้าหนังสือพิมพ์น้อย-ใหญ่ แทบทุกฉบับในทันที

เหตุและผลของมัน ไม่ใช่เพียงแค่ความน่าสนใจต่อเรื่องราวของนักธุรกิจหญิงคนหนึ่ง ที่ยอมรับความพ่ายแพ้ในสงครามธุรกิจสื่อยุคใหม่ ที่ต้องอาศัยการปรับตัวอย่างว่องไว การตอบรับกับความต้องการของผู้บริโภคได้อย่างทันท่วงทีเท่านั้น
แต่ความน่าสนใจในปฏิบัติการ “เจ๊ติ๋ม พลีชีพ” ยังสะท้อนให้เห็นถึงความเปราะบางของธุรกิจทีวีดิจิตอล ซึ่งมีมูลค่าร่วมแสนล้านบาท และกระทบต่อกระบวนการเปลี่ยนผ่านระบบทีวีอนาล็อกไปสู่ทีวีดิจิตอล ซึ่งประเทศไทยกำลังพยายามก้าวข้ามผ่าน อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

นักธุรกิจร่วมวงการรายหนึ่งเล่าให้ “ทีมเศรษฐกิจ” ฟังว่า หลังตัดสินใจ ‘ปิดกิจการ’ ธุรกิจทีวีดิจิตอล เจ๊ติ๋มโทรศัพท์มาบอกว่า “พี่โล่งมาก”

และนั่นคงเป็นหนึ่งในหลายเหตุผลที่ทำให้เจ๊ติ๋ม หลีกเลี่ยงความเครียดที่จะเพิ่มขึ้น ด้วยการตัดสินใจโดดร่มงานแถลงข่าว “การยกเลิกทำทีวีดิจิตอล” ของกลุ่มทีวีพูล เมื่อวันที่ 27 พ.ค.ที่ผ่านมา ปล่อยให้เป็นหน้าที่ของนายศุภิญโญ มั่นรู้ธรรม ผู้อำนวยการช่องไทยทีวี ชี้แจงแทน ขัดกับที่แจ้งไว้ในหนังสือเทียบเชิญนักข่าว ซึ่งระบุว่าเจ๊ติ๋มจะเป็นคนลงแถลงข่าว เคลียร์ทุกประเด็นที่ทุกคนสงสัยเอง

ขณะที่เจ้าตัวไปโลดแล่นอยู่ในงานเลี้ยงของวิทยาลัยป้องกันราช-อาณาจักร หรือ วปอ. ซึ่งเคยเป็นนักศึกษาอยู่ และมีนายทหารหลายยศ หลายตำแหน่งร่วมศึกษาอยู่ด้วย โดยเจ๊ติ๋มมีท่าทีผ่อนคลาย ถ่ายรูปยิ้มแย้มแจ่มใสร่วมกับเพื่อนๆ โดยศุภิญโญ แจงกับนักข่าวว่า เจ๊ติ๋มฝากให้แถลงข่าวให้ชัดเจน พูดให้ดี

ย้อนหลังกลับไปเมื่อสิ้นปี 2556 เจ๊ติ๋มทีวีพูลประกาศลงแข่งขันในศึกประมูลทีวีดิจิตอลแบบแบ่งรับแบ่งสู้ เพราะเคยพูดว่าไม่จำเป็นต้องชนะ

แต่ปรากฏว่ากลุ่มทีวีพูล ซึ่งเข้าประมูลด้วยกัน 3 ใบอนุญาต ได้แก่ ช่องวาไรตี้ความคมชัดมาตรฐาน (เอสดี) ช่องข่าว และช่องเด็ก กลับกลายเป็นม้ามืด คว้าใบอนุญาตมาได้ถึง 2 ใบ อันได้แก่ช่องข่าวและช่องเด็ก มูลค่าประมูลรวม 1,976 ล้านบาท เหนือความคาดหมายของทุกราย

ยังไม่ทันที่จะถึงกำหนดออกอากาศอย่างเป็นทางการ ช่วงเดือน ก.พ.2557 กลุ่มทีวีพูลก็มีโอกาสสร้างความฮือฮาอีกครั้ง ด้วยการเปิดตัวพันธมิตรบริษัทโพสต์ ทีวี เพื่อช่วยผลิตรายการข่าวให้กับไทยทีวีเพียงช่องเดียว หลังจากที่กลุ่มโพสต์ผิดหวังกับการเข้าชิงใบอนุญาต หลังทุ่มเงินประมูลสู้ราคาไม่ไหว

ทั้ง 2 ฝ่ายคือทีวีพูลและกลุ่มโพสต์ ยังประกาศยุติการทำรายการที่เคยทำให้กับช่องฟรีทีวีทั้งหมดลง เพื่อหันมาทุ่มเทให้กับช่องทีวีดิจิตอลใหม่เต็มตัว ซึ่งเท่ากับว่ากลุ่มทีวีพูลจะต้องปิดฉากรายการทีวีพูล ทูไนท์ ทางช่อง 5 ซึ่งถือเป็นรายการยอดนิยม ทำเรตติ้งและรายได้เป็นกอบเป็นกำลงด้วย

ในโอกาสนั้น เจ๊ติ๋มให้สัมภาษณ์สื่อมวลชนว่า มีความมั่นใจและเชื่อว่าช่องของกลุ่มทีวีพูลจะก้าวขึ้นเป็นเบอร์ 1 ของทีวีดิจิตอลภายใน 5 ปีข้างหน้า

เมื่อเสียงระฆังยกแรกเริ่มขึ้นเมื่อเดือน เม.ย.2557 ซึ่งเป็นเวลาที่เหล่าทีวีดิจิตอล 24 ช่องเริ่มออกอากาศ การแข่งขันเริ่มต้นขึ้นอย่างดุเดือด ทุกช่องพยายามแข่งขันกันด้วยคอนเท้นท์ (รายการ) ระดับคุณภาพ เพื่อช่วงชิงเรตติ้งและสร้างภาพจดจำในใจของผู้ชมให้ได้มากที่สุด ในช่วงเริ่มต้น

ช่องไทยทีวีและโลก้า กลับยังติดอยู่กับภาพเดิมๆ ของช่องทีวีดาวเทียม ด้วยรายการคุณภาพไม่ได้มาตรฐาน ไม่ลงทุน หนังจีนเก่าเก็บ ภาพขมุกขมัว ผังรายการไม่เสถียร บางวันมาเวลาหนึ่ง บางวันมาอีกเวลาหนึ่ง บางรายการออกอากาศเพียงไม่กี่ครั้ง ก็ยุติลง

จนในที่สุดการผนึกกำลังครั้งยิ่งใหญ่แบบผิดฝาผิดตัว ระหว่างกลุ่มโพสต์ ซึ่งเป็นสื่อลุคอินเตอร์เนชั่นแนล กับทีวีพูล เจ้าตลาดนิตยสารบันเทิงยอดนิยมประจำร้านเสริมสวย ก็จบลงอย่างเงียบๆ ในเวลาอันรวดเร็ว และไม่มีฝ่ายหนึ่งฝ่ายใดอยากพูดถึงมันอีก

ระหว่างนั้น เจ๊ติ๋มยังมีความพยายามอย่างต่อเนื่องในการดันเรตติ้งช่องให้สูงขึ้น มีการประกาศแผนการผลิตละคร ซึ่งถือเป็นรายการยอดนิยมที่จะช่วยดึงคนดู รวมทั้งเพิ่มทุนจดทะเบียนของไทยทีวีจาก 200 ล้านบาทเป็น 800 ล้านบาท และมีผู้ถือหุ้นใหม่เข้ามาถือหุ้นในสัดส่วน 8% แต่ไม่เปิดเผยว่าเป็นใคร

ส่วนช่องโลก้า ได้เจรจากับบริษัท MV Television (MVTV) เข้ามาเป็นพันธมิตรผลิตรายการในช่องโลก้าจำนวน 40% หรือ 9 ชั่วโมงต่อวัน โดยเจ๊ติ๋มยืนยันว่าไม่ได้ขายหุ้น แต่สุดท้ายได้ยื่นขอเปลี่ยนชื่อช่องกับ กสทช.เมื่อเดือน เม.ย.2558 จากโลก้าเป็น MVTV ซึ่งจนถึงขณะนี้กสทช.ยังไม่อนุมัติให้

ในช่วงโค้งสุดท้ายเมื่อเดือน เม.ย.2558 เจ๊ติ๋มเริ่มยอมรับแล้วว่า ธุรกิจดิจิตอลไม่ได้สวยหรูอย่างที่คิด ที่ผ่านมาคาดการณ์ผิด หลังจากที่ผ่านปีแรก ควักเงินลงทุนไปแล้ว 1,000 ล้านบาท เป็นค่างวดประมูลใบอนุญาตงวดที่ 1 ราว 400 ล้านบาท ค่าคอนเท้นท์ (รายการ) 200 ล้านบาท ที่เหลือเป็นค่าอื่นๆ เช่น ค่าเช่าโครงข่าย ค่าบริหารงาน

เธอยังยืนยันชัดเจนว่า จะไม่จ่ายค่าใบอนุญาตงวดที่ 2 แน่ และเชื่อว่าจะมีหลายช่องที่ไม่ยอมจ่าย จึงดูเหมือนว่าเธอจะไม่ได้เตรียมตัวเลยสักนิด ต่อความเสี่ยงที่ว่า ที่สุดแล้วหาก กสทช.มีมติไม่ให้เลื่อนการจ่ายเงิน ตามที่ผู้ประกอบการเรียกร้องมา เธอจะทำเช่นไร

ทำให้ในที่สุด กลุ่มทีวีพูลกลายเป็นผู้ประกอบการรายเดียว ที่ไม่ไปชำระค่าประมูลงวด 2!! ขณะที่มีหลายช่อง วิ่งหาเงินหลักร้อยล้านมาชำระค่าประมูลทันแบบเส้นยาแดงผ่าแปด

จากที่เคยเป็นแค่ผู้ผลิตรายการและเจ้าของช่องทีวีดาวเทียม เจ๊ติ๋มคงลืมคิดไปว่า การเข้าประมูลช่องทีวีดิจิตอล 24 ช่อง คือการเป็นผู้ประกอบการโทรทัศน์ในระดับประเทศ (National Television) เป็นฟรีทีวีที่ได้รับสิทธิพิเศษ ออกอากาศได้บนโครงข่ายทุกชนิด โดยผู้ให้บริการทีวีดาวเทียม เคเบิลทีวีทุกชนิดในประเทศไทย มีหน้าที่ออกอากาศทีวีดิจิตอล 24 ช่องตามกฎมัสแคร์รี่ (Must Carry) ขณะเดียวกัน 24 ช่องดิจิตอลทั้งหมด ก็จำเป็นต้องปฏิบัติตามกฎ ระเบียบภายใต้ใบอนุญาตอย่างเคร่งครัด

การไม่จ่ายเงินค่างวดประมูลตามกำหนด ส่งผลให้เจ๊ติ๋มต้องชำระค่าปรับปีละ 7.5% หรือวันละ 60,000 บาท แต่การยุติการออกอากาศ อย่างที่เจ๊ติ๋มต้องการจะหยุดเลือดที่กำลังไหลหมดตัวนั้น ทำไม่ได้ง่ายๆ

เพราะใบอนุญาตและศักดิ์ศรีแห่งการเป็นโทรทัศน์ระดับประเทศนั้น มาพร้อมกับความรับผิดชอบ!!!

ผู้รับใบอนุญาตทุกรายมีสิทธิ์ที่จะยกเลิกการประกอบกิจการ แต่ต้องเสนอแผนเยียวยาผู้บริโภคมาให้คณะกรรมการกิจการกระจายเสียงและกิจการโทรทัศน์ (กสท.) พิจารณาภายใน 7 วัน เพื่อให้บอร์ด กสท.อนุมัติ เมื่อเห็นชอบแล้วจึงเลิกได้
แต่แม้จะยกเลิกใบอนุญาตแล้ว ก็ยังคงต้องจ่ายค่าประมูลไปจนครบ แบ่งจ่ายได้ 6 งวด!!

หากผู้ประกอบการตัดสินใจยุติออกอากาศ ปล่อย “จอดำ” โดยพลการ ก่อนที่บอร์ด กสท.จะอนุมัติ ย่อมถือได้ว่ามีความผิดทันที เริ่มจากทำหนังสือแจ้งเตือนและอาจเลยเถิดถึงขั้นพักใช้และเพิกถอนใบอนุญาต

ถ้าถึงขั้นต้องเพิกถอนใบอนุญาตแล้ว จะก่อให้เกิดผลกระทบแบบโดมิโนทันที เพราะจะทำให้ขาดคุณสมบัติการประกอบกิจการโทรทัศน์ดาวเทียม เพราะหนึ่งในคุณสมบัติของผู้ประกอบการโทรทัศน์ คือต้องไม่เคยถูกคำสั่งเพิกถอนใบอนุญาตประกอบกิจการใดๆ และยังจะถูกขึ้นบัญชีดำ (แบล็กลิสต์) ห้ามประกอบกิจการโทรทัศน์เป็นเวลา 3 ปีด้วย

แผนของเจ๊ติ๋มที่จะเลิกทำทีวีดิจิตอล หันกลับไปทำทีวีดาวเทียมแบบเดิม ก็คงไปได้ไม่ง่ายนัก หากศึกษาเงื่อนไขให้ดี

ที่สำคัญ ณ เวลานี้ สถานการณ์การแข่งขันในธุรกิจโทรทัศน์รุนแรงทะลุจุดเดือด คู่แข่งล้วนแล้วแต่มีฝีมือ มีทุนทรัพย์ แต่กระนั้น ทีวีดิจิตอลก็เป็นธุรกิจที่ “เงิน” ไม่สามารถวัดความอยู่รอด มีทุนแต่ทำไม่เป็น ก็เหมือนโยนเงินเข้ากองไฟ ทำได้แค่ยืดเวลา “เจ๊ง”

วันนี้คุณ ‘อิน’ พรุ่งนี้อาจ ‘เอ้าท์’ ได้ง่ายๆ ถ้าไม่มีคอนเท้นท์หรือเนื้อหารายการที่ดี และไม่มีความสามารถในการปรับเปลี่ยนรายการได้รวดเร็วพอ เพราะยุคนี้ไม่ว่าจะเป็นสื่อใด คอนเท้นท์คือสิ่งที่สำคัญ

ที่สุด...ไม่ว่า ‘ทางออก’ ของเจ๊ติ๋มคืออะไร วันนี้เจ๊ติ๋มพิสูจน์ให้เห็นแล้วว่า ธุรกิจทีวีดิจิตอลไม่สวยหรูอย่างที่คิด เพียงแค่ 1 ปี 1 เดือนของการออกอากาศ ก็มีผู้ประกอบการ 1 ราย เจ้าของ 2 ช่อง ประกาศอำลาวงการเสียแล้ว

กลายเป็นความเขย่าขวัญ สั่นสะเทือนโสตประสาทที่ไม่เกินคาด แต่เร็วกว่าที่คิด...

ทีมเศรษฐกิจ

31 พ.ค. 2558 11:01 31 พ.ค. 2558 11:01 ไทยรัฐ