วันอาทิตย์ที่ 25 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2561
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

ทางหลวงชนบท ทำทางรับเออีซี

ทันทีที่ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน หรือเออีซี ถือกำเนิดในวันสุดท้ายของปี 2558 ไม่เพียงตลาดขนาดใหญ่แห่งใหม่ของโลก มีผู้บริโภค 625 ล้านคน จาก 10 ประเทศ แจ้งเกิดพร้อมกัน ยังมั่นใจได้ว่าการเดินทางครั้งมโหฬารจะเกิดขึ้นในอีกหลายประเทศ

เพราะเมื่อบานประตูเสรีเศรษฐกิจอาเซียนเปิดอ้า ไม่เพียงส่งผลให้ปริมาณการขนส่งสินค้าขยายตัว การสัญจรของผู้คนในภูมิภาคยังเพิ่มขึ้นด้วย ปัญหาจึงมีว่า ถนนหนทางรวมไปถึงป้ายบอกทาง และสัญญาณจราจรทั้งหลายที่มีอยู่ในบ้านเราเวลานี้ รองรับกับความเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ที่จะตามมาหรือไม่

ดรุณ แสงฉาย อธิบดีกรมทางหลวงชนบท หนึ่งในผู้มีหน้าที่ดูแลรับผิดชอบภารกิจข้างต้นอธิบายว่า ปกติทางหลวงที่รองรับระบบขนส่งหลัก จะอยู่ภายใต้ความรับผิดชอบของกรมทางหลวง ซึ่งทำหน้าที่เสมือนเป็นเส้นเลือดใหญ่ในการลำเลียงขนส่งทั้งสินค้า และผู้คนไปยังจุดหมายปลายทางที่สำคัญทั่วประเทศ

ส่วนกรมทางหลวงชนบท ทำหน้าที่เปรียบได้กับ เส้นเลือดแขนง สนับสนุนโครงข่ายทางหลวงหลัก หรือเรียกว่าเป็น Feeder System ช่วยเสริมการทำงานของเส้นเลือดใหญ่อีกชั้น เพื่อให้เกิดการขนส่งแบบเครือข่ายที่เชื่อมโยงอย่างสมบูรณ์แบบ

อธิบดีกรมทางหลวงชนบทบอกว่า หน่วยงานของเขาได้วิเคราะห์เชิงพื้นที่ โดยใช้เทคโนโลยีสารสนเทศภูมิศาสตร์ (GIS) มาช่วยคัดกรองโครงข่ายทางหลวงชนบทที่จำเป็นต้องเชื่อมต่อกับทางหลวงหลักของประเทศ ไม่ว่าจะเป็นทางหลวงอาเซียน ทางรถไฟ ท่าเรือ สถานีขนส่ง หรือสนามบิน ภายในรัศมี 30 กิโลเมตร

เขายกตัวอย่างกรณีท่าเรือแหลมฉบัง อ.ศรีราชา จ.ชลบุรี ซึ่งเป็นท่าเรือหลักในการขนส่งสินค้าของประเทศ ปัจจุบันดำเนินการในเฟส หรือโครงการระยะที่ 2 กำลังจะเตรียมขยายไปสู่เฟส 3 ในไม่ช้า

ทุกวันนี้การขนส่งสินค้าทางถนนผ่านเข้า-ออกท่าเรือแหลมฉบัง ใช้ทางหลวงแผ่นดินหมายเลข 7 เป็นหลัก แต่ปัจจุบันเส้นทางนี้มีปริมาณการจราจรหนาแน่นมาก หากมีการเปิดโครงข่ายท่าเรือแหลมฉบังเฟส 3 ซึ่งสามารถรองรับตู้คอนเทนเนอร์จากปัจจุบัน 7.4 ล้านตู้ต่อปี ได้เพิ่มเป็น 10.8 ล้านตู้ต่อปี จะทำให้การจราจรในเส้นทางนี้เป็นอัมพาตทันที

เพื่อเป็นการรองรับการเปิดเออีซี และท่าเรือแหลมฉบังขยายโครงการในเฟส 3 กรมทางหลวงชนบทจึงมีภารกิจต้องเร่งเข้าไปก่อสร้างทางหลวงชนบทขนาด 4 ช่องทางจราจร โดยใช้วงเงิน 2,961.490 ล้านบาท เริ่มดำเนินการตั้งแต่ปีนี้ และคาดว่าจะไปแล้วเสร็จได้ในปี 2562

“โครงการนี้ นอกจากช่วยลดปัญหาการจราจรแออัดรอบท่าเรือแหลมฉบัง ยังช่วยสนับสนุนการนำเข้า-ส่งออก การขนส่งกระจายสินค้าครบวงจร ระหว่างนิคมอุตสาหกรรมในพื้นที่ใกล้เคียง เช่น นิคมอีสเทิร์นซีบอร์ด นิคมอุตสาหกรรมอมตะซิตี้ และนิคมอุตสาหกรรมเหมราช ชลบุรี เป็นต้น”

ดรุณบอกว่า ภายหลังจากเปิดเออีซี อนุมานได้ว่าการเดินทางหลักๆที่จะเกิดขึ้น นอกจากผ่านการใช้ถนนในจังหวัดชายแดนโดยรอบ ยังมีการเดินทางเพิ่มขึ้นทั้งทางเครื่องบิน เรือ และรถไฟ การเตรียมพร้อมเพื่อรองรับเออีซี จึงต้องเตรียมเชื่อมต่อไว้ทุกประตูทางเข้า

เขายกตัวอย่าง โรงงานอุตสาหกรรมที่นำสินค้าเกษตรไปแปรรูปขาย อาจไม่ได้ตั้งอยู่บนทางหลวงสายหลักเสมอไป หลายโรงงานตั้งอยู่ในพื้นที่การเกษตร หรือกรณีนักท่องเที่ยวต้องการจะเดินทางไปสู่แหล่งท่องเที่ยวในท้องถิ่น กิจกรรมเหล่านี้ต้องใช้ทางหลวงชนบทในการเดินทางเป็นหลัก

ดังนั้น เส้นทางสายย่อยที่มีประสิทธิภาพ ภายใต้ภารกิจของกรมทางหลวงชนบท จึงเปรียบเหมือนเส้นเลือดแขนง ที่ต้องเข้าไปมีบทบาทสนับสนุนการทำงานของเส้นเลือดใหญ่อย่าให้สะดุด

โครงการสร้างทางหลวงชนบทจากทิศตะวันออก และทิศเหนือของ สนามบินสุวรรณภูมิ จึงเป็นอีกโครงการที่มีขึ้นเพื่อรองรับปริมาณนักท่องเที่ยวและสินค้าผ่านสนามบิน ซึ่งจะเริ่มก่อสร้างได้ในปี 2559 หลังจากเปิดเออีซี เพื่อให้รองรับกับการเปลี่ยนโหมดการเดินทางและปริมาณการขนส่งสินค้าที่เพิ่มขึ้น

นอกจากนี้ กรมทางหลวงชนบทยังมีภารกิจสร้างถนนรองรับการขยายตัวของเมืองชายแดนอีก 12 แห่ง ในเขตเศรษฐกิจพิเศษต่างๆ เช่น ที่ อ.แม่สอด จ.ตาก ที่ด่านผ่านแดนบ้านคลองลึก จ.สระแก้ว ที่ อ.คลองใหญ่ จ.ตราด (เชื่อมต่อกับถนนจากเกาะกง) ที่ จ.มุกดาหาร (เชื่อมกับสะหวันนะเขตของลาว)

ที่ด่านสะเดาเชื่อมกับปาดังเบซาร์ของมาเลเซีย เส้นพุน้ำร้อนที่ จ.กาญจนบุรี ที่ อ.แม่สาย และ อ.เชียงของ จ.เชียงราย และที่สะพานมิตรภาพไทย-ลาว จ.หนองคาย เป็นต้น

อธิบดีดรุณบอกว่า หน่วยงานของเขายังมีภารกิจขยายไหล่ทาง ตามเมืองท่องเที่ยวสำคัญให้เป็นเลนจักรยานอีก 1 เลน รวมทั้งต้องเปลี่ยนแปลงป้ายบอกทางครั้งใหญ่ เพื่อให้รองรับกับความเป็น ASEAN

เขาว่า เดิมทีกลุ่มประเทศ ASEAN 10 ประเทศ ได้กำหนด ROAD MAP FOR AN ASEAN COMMUNITY 2009–2015 ไว้เป็นมาตรฐานในการออกแบบถนน และป้ายจราจร ให้เป็นมาตรฐานเดียวกัน มีการใช้ภาษาในกลุ่มอาเซียนรวม 12 ภาษา

ได้แก่ ภาษา Chinese, Filipino, French, Khmer, Indonesia, Lao, Malay, Myanmar, Portuguese, Spanish, Vietnamese และไทย

และเพื่อเป็นการกำหนดภาษาที่จะใช้บนแผ่นป้ายจราจรให้ชัดเจน กลุ่มประเทศลุ่มน้ำโขง 6 ประเทศ ยังได้วางข้อตกลงว่าด้วยการขนส่งข้ามพรมแดน ซึ่งมีข้อกำหนดเกี่ยวกับป้ายจราจร

เช่น กำหนดมาตรฐานเรื่องป้ายบังคับ ป้ายเตือน ป้ายเครื่องหมายแจ้งข้อความ ต้องมีขนาดของป้ายและตัวอักษรตามข้อกำหนด รวมทั้งการสื่อข้อความบนแผ่นป้าย ต้องให้ผู้ใช้ทางรับรู้เข้าใจในแนวทางเดียวกัน ไม่สับสน

“โดยทั่วไปป้ายบอกทางจะมีภาษาแสดงไว้ไม่เกิน 2 ภาษา เช่น ภาษาท้องถิ่นของประเทศนั้น กับภาษาที่ใช้ในสหประชาชาติ หรือภาษาอังกฤษ เว้นแต่กรณีถนนแถวชายแดน หรือสถานที่ท่องเที่ยว บนป้ายแนะนำอาจมีภาษาเพิ่มเป็น 3 ภาษา”

เช่น ท้องถิ่นติดชายแดนทางภาคเหนือ อาจมีภาษาไทย อังกฤษ และจีน พื้นที่ติดชายแดนภาคใต้ มีภาษาไทย อังกฤษ มาเลย์ หรือภาษายาวี ชายแดนอีสาน มีภาษาไทย อังกฤษ และลาว ชายแดนฝั่งตะวันตก มีภาษาไทย อังกฤษ และพม่า เป็นต้น

ส่วนการออกแบบรายละเอียดก็ต้องสัมพันธ์กับความเร็วของยานพาหนะที่แล่นเข้าสู่ระยะการมองเห็นข้อความบนแผ่นป้ายจราจร โดยมีขนาดของตัวอักษรที่เหมาะสม ทั้งความสูงและความหนาของตัวอักษร ซึ่งจะส่งผลให้ผู้ขับขี่ยานพาหนะ สามารถขับขี่ด้วยความปลอดภัย

เช่น รถที่วิ่งมาด้วยความเร็ว 30 กม./ชม. ระยะการมองเห็นแผ่นป้ายบอกทาง หรือรับรู้ข้อความบนแผ่นป้ายจะต้องเห็นได้ที่ระยะไม่น้อยกว่า 54 เมตร ตัวอักษรแต่ละตัวบนแผ่นป้ายต้องมีความสูงไม่น้อยกว่าตัวละ 16 ซม. และมีความหนาไม่น้อยกว่าตัวละ 3 ซม. เป็นต้น

อธิบดีกรมทางหลวงชนบทบอกว่า ทั้งหมดนี้คือตัวอย่างภารกิจด่วนที่หน่วยของเขาต้องเร่งลงมือ.

31 พ.ค. 2558 10:11 ไทยรัฐ