วันจันทร์ที่ 20 สิงหาคม พ.ศ. 2561
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

ชงกติกาใหม่กระชับพื้นที่ทิศทางปฏิรูป : หยุด "ฉีก" รัฐธรรมนูญ

“ถ้า กมธ.ยกร่างรัฐธรรมนูญไม่รับฟัง จะเกิดอาการต่อต้าน”

นายเสรี สุวรรณภานนท์ ประธานคณะกรรมาธิการ (กมธ.) ปฏิรูปกฎหมายและกระบวนการยุติธรรม สภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) ส่งสัญญาณแรงๆ เตือนไปถึง กมธ.ยกร่างฯ ผ่านการให้สัมภาษณ์ ทีมข่าวการเมือง

พร้อมยกเหตุผลสนับสนุนให้เห็นว่า ขณะนี้มีโอกาสสูงมากที่สมาชิก สปช.จะคว่ำร่างรัฐธรรมนูญ

เพราะ สปช.มีความเห็นเสนออะไรไป กมธ.ยกร่างฯ ไม่ยอมเปิดใจรับฟัง กลายเป็นสุมรวมไปเรื่อยๆ กลับตั้งธงและยกการ์ดสูง โดยยกเหตุผลมาตอบโต้ยืนยันในสิ่งที่ กมธ.ยกร่างฯขึ้นมา เพื่อป้องกันประเด็นที่ตัวเองคิดขึ้นมาหมด

กมธ.ยกร่างฯ ไปสำคัญผิดว่ามีอำนาจตามรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบัน มีความเป็นอิสระในการเขียนรัฐธรรมนูญ แต่ในโลกความเป็นจริงต้องเข้าใจว่า กมธ.ยกร่างฯ ส่วนหนึ่งเป็นเนื้อเดียวกับ สปช. เพียงแค่แยกภาระหน้าที่เท่านั้น

แต่กลับไม่ให้ความสำคัญในส่วนข้อเสนอของ สปช. มันจึงขาดความเชื่อมโยงและมีปัญหาตามมามากมาย

พอถึงจุดหนึ่ง สปช.ทุกคนสามารถแสดงออกในรูปของแปรญัตติมากมาย กลายเป็นประเด็นปัญหาที่พันคอ กมธ.ยกร่างฯ นี้คือปัญหาใหญ่

ถึงเวลานี้สิ่งที่ต้องทำอย่าเพิ่งไปปฏิเสธแนวทางการพิจารณาคำขอแก้ไข ต้องเปิดใจรับฟังและพิจารณาว่าแต่ละประเด็นมีเหตุผลมากน้อยแค่ไหน

ก่อนอื่นต้องเข้าใจว่าการร่างรัฐธรรมนูญครั้งนี้ ไม่เหมือนในปี 40 หรือปี 50 ที่เน้นการปฏิรูปการเมือง คราวนี้ขอให้คิดมากกว่าการยกร่างรัฐธรรมนูญ เพราะการยกร่างเป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ

หลักอยู่ที่ความชัดเจนในกระบวนการปฏิรูป จะถูกกำหนดไว้ในเนื้อหาของกฎหมายที่เป็นกติกาสังคม จะสามารถบอกถึงขั้นตอน ระยะเวลาและวิธีการ

ตัวกฎหมายเกิดขึ้นได้ส่วนหนึ่งที่สำคัญ จะมาจากรัฐธรรมนูญที่กำลังยกร่างกันอยู่ ฉะนั้นเมื่อรัฐธรรมนูญคลอดออกมาจะเป็นตัวกำหนดทิศทางการปฏิรูป

ซึ่งกำหนดกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญ กำหนดกฎหมายที่จำเป็นต่อการเป็นกฎหมายลูกในรัฐธรรมนูญ กำหนดกฎหมายที่มาจาก สปช. ตรงนี้ต้องนำไปกำหนดกระบวนการวิธีคิดว่าจะปฏิรูปอย่างไร

เมื่อทำแบบนี้หลักของการปฏิรูปจะมีทิศทางชัดเจนจากตัวกฎหมาย แต่ตัวกฎหมายที่บัญญัติไว้ไม่จำเป็นต้องใส่ในร่างรัฐธรรมนูญ

มันถึงเข้าหลักเกณฑ์รัฐธรรมนูญต้องสั้น กระชับ วางระบบโครงสร้างการบริหารประเทศ แต่ละหมวดมีความสำคัญ รวมถึงบทเฉพาะกาล และเห็นความชัดเจนในส่วนของการปฏิรูปมีกี่เรื่องสำคัญ

ขณะเดียวกันรัฐธรรมนูญจะต้องไม่สร้างกลไกอะไรขึ้นมาก่อให้เกิดความขัดแย้ง แต่ขณะนี้ร่างรัฐธรรมนูญมีกลไกมากมายที่ยังไม่สามารถพิสูจน์ได้ว่า จะขับเคลื่อนประเทศให้เดินไปข้างหน้าอย่างไร มีประสิทธิภาพจริงหรือไม่

และองค์กรเหล่านี้จะกลายเป็นอำนาจที่เกิดขึ้นใหม่ตามรัฐธรรมนูญ จะมีคนอีกกลุ่มหนึ่งเข้ามาแสวงหาผลประโยชน์ จุดนี้เป็นสิ่งที่น่ากลัว เราไม่ได้มองโลกในแง่ร้าย แต่มองตามบริบทและเหตุผล

รัฐธรรมนูญที่ดียังต้องแก้ปัญหาการเมืองให้ได้ เดิมมีการออกแบบให้ฝ่ายบริหารเข้มแข็ง แต่กลายเป็นการเมืองเข้มแข็งเกินไป ฉะนั้นวิธีการออกแบบโครงสร้างประเทศควรคิดต่อยอด

เพื่อทำให้รัฐบาลมีเสถียรภาพ สามารถมีอำนาจบริหารประเทศอย่างมีประสิทธิภาพ ประชาชนมีความสุข เศรษฐกิจดี มีความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สิน

แต่ปรากฏว่าไปปรับเปลี่ยนหลักคิด โดยออกแบบให้รัฐบาลอ่อนแอ เป็นรัฐบาลผสม จะได้คานอำนาจกันและกัน หลักคิดนี้ไม่ใช่การคิดแบบต่อยอด

กลายเป็นหนีเสือปะจระเข้ รัฐบาลบริหารประเทศไม่ได้ ส.ส.จะตกอยู่ในสภาพขายตัวหรือพอนายกรัฐมนตรีอยู่ไม่ได้จะใช้อำนาจชิงยุบสภาผู้แทนราษฎรก่อนทุกที กลับไปเลือกตั้งใหม่ เป็นวัฏจักรวนเวียนเปลี่ยนอยู่อย่างนี้

เมื่อ กมธ.ยกร่างฯ ไม่รับฟัง แต่ละฝ่ายเสนอแก้ไขไปคนละทิศละทาง ครม.ยังเสนอแก้ไขมาถึง 120 ประเด็น

สอดคล้องกับ กมธ.ปฏิรูปกฎหมายฯ และ กมธ.ปฏิรูปการเมือง เสนอแก้ไขเพิ่มเติมร่างรัฐธรรมนูญทั้งฉบับให้เหลือ 100 กว่ามาตรา จากเดิม 315 มาตรา ส่วนรายละเอียดเสนอให้ออกเป็นกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญหรือกฎหมายลูกแทน

ประเด็นหลักๆที่เสนอแก้ อาทิ ระบบการเลือกตั้งให้จัดการเลือกตั้งแบบสัดส่วนคู่ขนาน โดยกำหนดให้สภาผู้แทนราษฎรมี ส.ส.500 คน แบ่งเป็น ส.ส.เขต 400 คน และ ส.ส.บัญชีรายชื่อ 100 คน

ขอให้ยกเลิกระบบโอเพ่นลิสต์ เพราะเป็นตัวทำลายเจตนารมณ์ของระบบบัญชีรายชื่อทั้งหมด กลายเป็นประชาชนเลือกตัวบุคคล 2 คนในการเลือกตั้ง ทั้งเลือกคนที่ชอบในเขตเลือกตั้ง และเลือกคนที่ชอบในบัญชีรายชื่อ

ไม่ได้เลือกพรรคการเมืองที่ชอบตามเจตนารมณ์เดิม หากเป็นเช่นนี้มี ส.ส.เฉพาะแบบแบ่งเขตเลือกตั้งก็พอ

จุดอ่อนระบบโอเพ่นลิสต์ยังมีอีกหลายปม ทั้งก่อให้เกิดความแตกแยกในพรรคอย่างรุนแรง เพราะผู้สมัครจากพรรคเดียวกันต้องแข่งกันหาเสียง ส่งผลเสียหายร้ายแรงต่อระบบการเมืองของประเทศ

เป็นระบบที่ยุ่งยาก ซับซ้อน สังคมไทยไม่เป็นที่คุ้นเคย การคำนวณ ส.ส.ที่นำเอาการคำนวณ ส.ส.เขตมาคำนวณร่วมกับ ส.ส.บัญชีรายชื่อทั้งประเทศและของภาคร่วมกัน จะทำให้เกิดปัญหา ส่งผลต่อการจัดตั้งรัฐบาลได้ง่าย

เพียงแค่เกิดปัญหาในเขตเลือกตั้งใดไม่สามารถประกาศผลการเลือกตั้ง ย่อมส่งผลต่อการคำนวณ ส.ส.ในบัญชีรายชื่อ

เพราะการคำนวณจำนวน ส.ส.บัญชีรายชื่อจะเกิดขึ้นได้ ต้องได้ผลการเลือกตั้ง ส.ส.เขตเป็นที่ชัดเจนก่อน

ปัญหาดังกล่าวอาจจะไม่เกิดในประเทศที่ใช้ระบบสัดส่วนผสม เพราะการเลือกตั้งไม่มีการซื้อสิทธิ์ขายเสียง ไม่มีระบบใบเหลือง ใบแดง แต่ประชาธิปไตยในประเทศไทย ยังประสบปัญหานี้อยู่เยอะมาก

ส่วนที่มาของ ส.ว.ให้มาจากการเลือกตั้งจังหวัดละ 2 คน รวม 154 คน นายกรัฐมนตรีต้องมาจาก ส.ส.เท่านั้น

สภาขับเคลื่อนปฏิรูปประเทศเสนอเปิดกว้างให้บุคคลเข้ามาทำหน้าที่ เพื่อป้องกันการสืบทอดอำนาจและป้องกันถูกครหาเป็นการเขียนเพื่อประโยชน์ตัวเอง

ข้อเสนอทั้งหมดจะเดินหน้าขับเคลื่อนให้ไปถึงเป้าหมาย โดยในวันที่ 4 มิ.ย.มีคิวเข้าชี้แจงต่อ กมธ.ยกร่างฯ จากนั้นเราจะติดตามดูต่อไปว่า กมธ.ยกร่างฯ รับฟังแก้ไขหรือมีเหตุผลมากน้อยแค่ไหน

ถ้ายังยืนยันในเรื่องที่เป็นหลักการและไม่ยอมแก้ไข ทั้งที่สภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) สปช. และรัฐบาลเสนอแก้ไขเยอะมาก แสดงว่า กมธ.ยกร่างฯ มั่นใจร่างรัฐธรรมนูญจะผ่าน สปช. และมั่นใจ ว่าประชาชนเอาด้วยผ่านประชามติแน่

ขอบอกว่าเขาเข้าใจผิด การทำประชามติอย่ามองแค่เวทีจัดสัมมนาแต่ละจังหวัด มีคนมาร่วมมากสุดหลักพัน หลักหมื่นคน แต่ผู้มีสิทธิ์ลงคะแนนประชามติมีมากถึง 47 ล้านคน

การทำประชามติครั้งนี้จะแตกต่างกับการทำประชามติรัฐธรรมนูญปี 50 ที่รัฐบาลทหารช่วยขับเคลื่อนเต็มที่ สมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ (ส.ส.ร.) ก็มีส่วนช่วย ถึงผ่านไปได้

แต่บรรยากาศวันนี้ สปช.แปรญัตติแก้ไขมากมายขนาดนี้ กมธ.ยกร่างฯ ขัดแย้งกับ 2 พรรคการเมืองใหญ่ ที่มีฐานเสียงมหาศาลทั่วประเทศ และมีกระแสไม่เอาคนนอกเป็นนายกรัฐมนตรี

ส่วนทหารและรัฐบาลคงต้องดูสถานการณ์ว่าจะเอาอย่างไร ถ้าสถานการณ์ยังไม่ดีก็คงปล่อยให้เป็นไปตามธรรมชาติว่าประชาชน

จะลงมติรับร่างรัฐธรรมนูญหรือไม่ แบบนี้โอกาสทำประชามติยิ่งจะผ่านยาก

ทางออกที่ดีที่สุดขอให้ กมธ.ยกร่างฯ ปรับแก้ร่างรัฐธรรมนูญ

ให้เหมาะสม จะได้โฉมหน้ารัฐธรรมนูญที่สั้น กระชับ มีกำหนดหลักการสำคัญ

ทุกฝ่ายยอมรับ สปช.ก็โหวตผ่านและการทำประชามติก็ฉลุย

เมื่อใช้ไปก็ไม่เกิดข้อถกเถียงต่อสู้กันในทางรัฐธรรมนูญ เพราะวางหลักการให้ตีความในกฎหมายลูก

ถ้าเกิดปัญหาก็ไปแก้ในระบบการปฏิบัติที่อยู่ในกฎหมายลูก กติกาสูงสุดจะถูกฉีกยาก

ในที่สุดรัฐธรรมนูญก็คงทนถาวรยั่งยืน.

ทีมการเมือง

31 พ.ค. 2558 09:54 31 พ.ค. 2558 09:54 ไทยรัฐ