วันจันทร์ที่ 19 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2561
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

คิดหนักปมโรฮีนจา! ถอดรหัสกฎหมายไทย-เทศ อ้าแขนรับ VS ปฏิเสธ ทางเลือกอยู่ที่...?

ว่าด้วยเรื่อง กฎหมายเกี่ยวกับการรับหรือไม่รับชาวโรฮีนจานั้น ยังมีหลายต่อหลายฟากฝ่ายที่ยังไม่ทราบ และขาดความเข้าใจถึงตัวบริบทกฎหมายทั้งในประเทศและระหว่างประเทศ อันมีความสัมพันธ์เกี่ยวเนื่องยึดโยงกันอยู่ ซึ่งนำมาพามาสู่โจทย์ปัญหาที่ว่า กฎหมายทั้งไทยและเทศหนุนนำให้ชาติไทย ต้องน้อมรับผู้อพยพ หรือ สามารถปฏิเสธการให้ความช่วยเหลือได้ 

ทีมข่าวเฉพาะกิจไทยรัฐออนไลน์ พูดคุยต่อสายตรงกับ รศ.ดร.ปณิธาน วัฒนายากร ที่ปรึกษารองนายกรัฐมนตรีด้านความมั่นคง นักวิชาการทางด้านรัฐศาสตร์ ด้านการเมืองเปรียบเทียบ และความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ ถามตรงตอบตรงถึงอนาคตประเทศไทย ว่าในภายภาคหน้าจะมีเพื่อนบ้าน เผ่าพันธุ์โรฮีนจาอยู่ย่ำบนผืนแผ่นดินไทยหรือไม่ ตัวบทกฎหมายทั้งในและนอก เอื้อให้อ้าแขนรับ หรือส่งต่อประเทศที่ 3 อย่างปรานี วันนี้เรามีคำตอบ!

ข้อผูกมัดรัดตัวไทย ต้องช่วยเหลือโรฮีนจา!
รศ.ดร.ปณิธาน แจกแจงถึงตัวบทกฎหมายในมิติต่างๆ อย่างละเอียดว่า ถึงไทยจะไม่ได้เป็นภาคีอนุสัญญาระหว่างประเทศว่าด้วยสถานภาพผู้ลี้ภัยปี ค.ศ. 1951 แต่ไทยมีข้อผูกพันทางข้อกฎหมายระหว่างประเทศซึ่งทำให้ต้องช่วยเหลือชาวโรฮีนจา ข้อแรกคือหลักปฏิบัติสากลบนพื้นฐานของสิทธิมนุษยชนและหลักมนุษยธรรมที่ครอบคลุมกว้างขวางและขึ้นอยู่กับการตีความของแต่ละประเทศ ระบุว่าถ้าเห็นใครที่อยู่ในอันตราย เดือดร้อน ถูกละเมิดสิทธิ์ ตามหลักปฏิบัติสากลก็ต้องให้ความช่วยเหลือตามสมควร

ข้อที่สองคือไทยเป็นภาคีอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยเรื่องกฎหมายทางทะเล ค.ศ.1982 และอนุสัญญาระหว่างประเทศว่าด้วยความปลอดภัยแห่งชีวิตในทะเล ค.ศ.1974 ทำให้ต้องปฏิบัติตามกฎหมายภาคี คือถ้าเห็นเรือเข้ามาแล้วมีคนที่อยู่บนเรือมีลักษณะของความเจ็บป่วย ไม่ปลอดภัย เราต้องทำการช่วยเหลือตามสมควร โดยมีหลักปฏิบัติที่ระบุไว้อย่างชัดเจน

“สุดท้ายแล้วตามกฎหมายภายในประเทศ พระราชบัญญัติคนเข้าเมือง พ.ศ. 2522 ทำให้เราต้องรักษาอธิปไตย คงสิทธิ์ในการปฏิเสธการเข้าเมือง ซึ่งกรณีที่มีบุคคลเข้าเมืองมาผิดกฎหมาย เจ้าหน้าที่จะรับเข้ามาไม่ได้ เพราะถ้ารับเข้ามา เจ้าหน้าที่จะมีความผิด ดังนั้น ต้องขออนุญาตเสียก่อน โดยจะต้องมีหลักฐาน เช่น พาสปอร์ต วีซ่า ตามมาตรา 12 ถ้าฝ่าเข้ามาต้องมีการจับกุม หรือกรณีที่เขายังไม่เข้ามาและยังไม่มีท่าทีแน่ชัด เราต้องปฏิเสธบอกเขาว่าไม่ให้เข้าประเทศ” รศ.ดร.ปณิธาน วัฒนายากร ที่ปรึกษารองนายกรัฐมนตรี แจกแจงถึง พ.ร.บ.คนเข้าเมือง พ.ศ. 2522 ที่สามารถใช้สิทธิ์ในการปฏิเสธคนเข้าเมือง

รับ หรือ ไม่รับ ขึ้นอยู่กับประชาชน!
ขณะที่ ข้อผูกพันต่างๆ ข้างต้น ทำให้การปฏิบัติของประเทศไทยมีความซับซ้อน เพราะฉะนั้น จึงต้องหาจุดสมดุลให้ดี ซึ่งสมดุลที่ว่านี้มิใช่เพียงความสมดุลของประเทศไทยแต่ฝ่ายเดียวเท่านั้น ซึ่งกฎหมายภายในประเทศไทยนั้น มีหลักการกว้างๆ ด้านมนุษยธรรม ด้านสิทธิมนุษยชน หลักปฏิบัติเฉพาะเรื่อง และมีอนุสัญญาบางอย่างที่ชัดเจนในแง่ของกติกา แต่ทั้งหมดทั้งมวลนี้ เราต้องปฏิบัติให้สอดคล้องและสมดุลกับทุกฝ่ายที่สุด

“การจะรับใครเข้ามาตามหลักมนุษยธรรมและสิทธิมนุษยชนจะต้องฟังเสียงภายในประเทศ ว่าประชาชนส่วนใหญ่ของแต่ละประเทศต้องการอะไร อย่างเช่น ในออสเตรเลียหรือนิวซีแลนด์ ประชาชนของเขาแทบไม่ต้องการรับผู้อพยพ นโยบายของเขาจึงเคร่งครัดมาก ในยุโรปเองหลายประเทศก็ไม่รับ ตรงนี้จึงต้องทำตามความต้องการของเจ้าของประเทศ” นักวิชาการด้านรัฐศาสตร์ ด้านการเมืองเปรียบเทียบ และความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ ชี้ชัดให้เห็นภาพ

ทว่า รัฐบาลไทยไม่ได้มาจากการเลือกตั้ง เพราะฉะนั้นการรับฟังเสียงของประชาชนอย่างเป็นจริงเป็นจัง จึงมีกระบวนการซับซ้อนและใช้เวลามากขึ้น จนทำให้เกิดความรู้สึกว่ารัฐบาลดำเนินการช้า อย่างรัฐบาลอินโดนีเซียหรือมาเลเซีย เขามาจากการเลือกตั้งจึงสามารถตัดสินใจว่าจะรับใครหรือไม่รับใครได้ทันที เพราะสามารถอ้างได้ว่าประชาชนเลือกเขามาเป็นตัวแทนของประชาชน

ท้ายที่สุดแล้ว คือ กระบวนการทำงานในเรื่องเหล่านี้ต้องมีการประสานงานกับประเทศเพื่อนบ้าน ถ้าเพื่อนบ้านรับแต่เราไม่รับ จะกลายเป็นสองมาตรฐานในทันที ถึงแม้ประเทศไทยจะไม่รับ ก็ต้องมีข้อปฏิบัติอื่นที่จะให้เขาเห็นว่า ยังมีกระบวนการทำงานร่วมกันอื่นๆได้อีก ในลักษณะที่เราอาจจะคัดกรอง หรือพยายามช่วยผลักดัน ซึ่งขณะนี้รัฐมนตรีต่างประเทศก็มีการพบปะเพื่อพูดคุยกันบ้างแล้ว

อย่าควักจนเข้าเนื้อ! มนุษยธรรมตามความพอดี
รศ.ดร. ปณิธาน กล่าวถึงการช่วยเหลือชาวโรฮีนจาตามหลักปฏิบัติสากล ในเรื่องมนุษยธรรมและสิทธิมนุษยชนว่า หากไทยเป็นประเทศที่มีนโยบายเรื่องมนุษยธรรมหรือสิทธิมนุษยชนที่ชัดเจนและก้าวหน้า รวมทั้งสามารถปฏิบัติได้จริงโดยไม่กระทบกระเทือนต่อคนไทย นานาประชาคมโลกก็จะชื่นชมและยอมรับว่าประเทศไทยเป็นประเทศที่ก้าวหน้า ส่งผลดีในแง่ของภาพลักษณ์ประเทศ ซึ่งมีผลทางอ้อมต่อเรื่องการลงทุนและการท่องเที่ยว

โดยหลักมนุษยธรรมและสิทธิมนุษยชนเป็นหลักการที่ค่อนข้างเสรีนิยม มองก้าวผ่านเรื่องของอธิปไตย เรื่องของผลประโยชน์ภายในประเทศ และมองว่าคนที่เขาเดือดร้อนเป็นมนุษย์ร่วมโลก เพราะฉะนั้นเมื่อได้รับการชื่นชมและได้รับการยอมรับ จะทำให้หลายประเทศมั่นใจว่า ถ้าเข้ามาท่องเที่ยวหรือเข้ามาลงทุนในประเทศไทย รัฐน่าจะมีสวัสดิการดูแลดี อย่างเช่นประเทศในแถบสแกนดิเนเวียที่หลักสิทธิมนุษยชนก้าวหน้า

ในขณะเดียวกัน หากทำตามหลักมนุษยธรรมและสิทธิมนุษยชนมากเกินไปโดยที่ยังไม่พร้อมในด้านงบประมาณ จนต้องดึงเอางบประมาณมาจากหน่วยงานต่างๆ หรืองบประมาณที่คนไทยควรจะได้รับ ก็จะส่งผลให้เกิดปัญหาภายในประเทศตามมา เพราะฉะนั้นก็ต้องหาหลักสมดุลให้ดี ถ้าจะช่วยก็ต้องช่วยตามที่มีกำลัง และต้องระดมนานาชาติมาช่วยด้วยเช่นกัน ไม่ใช่ว่าไทยเป็นฝ่ายช่วยแต่ฝ่ายเดียว อีกทั้งยังต้องอธิบายเหตุผลกับประชาชนให้ดี

“ผมคิดว่าบางเรื่องเป็นเรื่องที่ไม่ได้เกี่ยวข้องกับการเมืองโดยตรง อย่างเช่นผู้อพยพชาวโรฮีนจามี 2 กลุ่ม กลุ่มหนึ่งหนีพิษเศรษฐกิจมาจากบังกลาเทศ อีกกลุ่มเป็นผู้อพยพทางการเมืองมาจากเมียนมา ก็ต้องมีการคัดกรองให้ดี ส่วนพวกที่ลงขันต่อเรือประมงขนาดใหญ่ มากันเป็นร้อยๆ คนบนเรือ มีอุปกรณ์นำทาง แบบนี้ผมคิดว่าช่วยลำบาก แต่ถ้าเป็นพวกที่พลัดหลงเข้ามา เรือลำเล็ก ลอยคออยู่ในทะเลเป็นเดือนๆ ถ้าไม่ช่วยเราก็จะถูกมองว่าเป็นประเทศที่ไม่มีน้ำใจ ไม่มีหลักมนุษยธรรมที่ดี” ที่ปรึกษารองนายกรัฐมนตรีแจกแจงประเภทผู้อพยพชาวโรฮีนจา

“เราไม่คัดกรองตามกฎหมาย UN เพราะเราไม่ได้เป็นภาคี...” ฟังเหตุผลรับ ไม่รับโรฮีนจา?
ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา ประเทศไทยมีผู้ลักลอบเข้าเมืองจากประเทศเมียนมาหลากหลายกลุ่ม ไม่ว่าจะเป็นชนกลุ่มน้อย กลุ่มที่เคยสู้รบและเป็นกองกำลังติดอาวุธในอดีต แต่เราไม่รับเขาเป็นผู้ลี้ภัย อีกทั้งสำนักงานข้าหลวงใหญ่ผู้ลี้ภัยแห่งสหประชาชาติ (UNHCR) ถึงจะมีข้อดีเยอะ แต่ก็มีปัญหาเยอะมากเช่นกัน เพราะ UNHCR ไม่สามารถคัดกรองใครได้ ส่งผลเสียให้ค่ายผู้ลี้ภัยหลายค่ายแตกและกลุ่มคนเหล่านั้นทะลักมาที่ไทย

“เราจัดชาวโรฮีนจาเป็นผู้เข้าเมืองอย่างผิดกฎหมายตามพระราชบัญญัติคนเข้าเมือง พ.ศ. 2522 ถ้าเกิดเข้ามาแล้วไม่มีวีซ่า ไม่มีพาสปอร์ต แต่ในกรณีที่เขาอาจจะพลัดหลงมา อาจจะโดนชักจูงมาเป็นเหยื่อของการค้ามนุษย์ หรืออาจจะตั้งใจหลบหนีเข้ามาค้าแรงงาน เราจะคัดกรองเขาตามกฎหมายของเรา แต่เราจะไม่คัดกรองเขาตามกฎหมาย UN เพราะเราไม่ได้เป็นภาคี เราไม่เอาค่ายแบบบังกลาเทศที่เอาคนไปใส่เป็นล้านคนแล้วค่ายแตกก็ยุ่งกันใหญ่” นักวิชาการด้านรัฐศาสตร์ ด้านการเมืองเปรียบเทียบ และความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ กล่าวด้วยน้ำเสียงจริงจัง

จากการที่ประเทศไทยไม่ได้เป็นภาคีอนุสัญญาระหว่างประเทศว่าด้วยสถานภาพผู้ลี้ภัยปี ค.ศ. 1951 จึงไม่มีความจำเป็นต้องรับชาวโรฮีนจาเข้าประเทศ ในขณะที่หลายประเทศที่เป็นภาคี เช่น นิวซีแลนด์หรือออสเตรเลียต้องรับเอาไว้ หรือหากชาวโรฮีนจาขอไปอยู่ประเทศที่ 3 ก็ต้องพิจารณาให้เขา แต่การอพยพไปยังประเทศที่ 3 เป็นเรื่องที่ขึ้นอยู่กับการตัดสินใจของรัฐบาลแต่ละประเทศ

“ไทยรับชาวโรฮีนจาอยู่ แต่ไม่รับเพิ่มแล้ว เพราะรับเข้ามาแล้วเขาก็กลายเป็นเหยื่อของการค้ามนุษย์ อีกด้านคือคนไทยไม่อยากให้รัฐบาลรับชาวโรฮีนจาเข้ามามากขึ้น เพราะว่าชาวโรฮีนจามีจำนวนเป็นล้านคน ถ้าเข้ามาหางานทำจะกระทบกระเทือนกับคนไทย แต่ถ้าเขาเดือดร้อน โดนกระทำหรือได้รับความบาดเจ็บ เราก็ต้องรับบ้างตามสมควร แต่ตามนโยบายของรัฐบาลคือไม่รับและจะไม่ให้มีการอพยพเข้ามาแบบนี้” รศ.ดร.ปณิธาน กล่าวย้ำในเรื่องที่คนไทยทุกคนอยากรู้

ลองสละเวลาสักนิด เปลี่ยนโฟกัสจากเรื่องจะรับ หรือไม่รับโรฮีนจา มาโฟกัสเรื่องผลกระทบ และร่วมกันค้นหาทางออกของปัญหาที่หลายคนมองว่า “โรฮีนจา คือปัญหาที่ไร้ทางแก้” ซึ่งเป็นสิ่งสวนทางกับความเชื่อที่ว่า “ทุกปัญหาล้วนมีทางออกเสมอ” แล้วทางออกของคนเหล่านี้ คืออะไร ติดตามต่อได้ใน ปัญหาที่ไร้ทางออก? ไขผลพวงทุกมติ แก้ปมโรฮีนจา เผ่าพันธ์ุโลกลืม

อ่านเพิ่มเติม

หนีตาย ไฟชัง มนุษย์ทาส! ย้อนไทม์ไลน์โรฮีนจา ชาติพันธุ์ต้องคำสาป

สัมผัสเนื้อแท้โรฮีนจา! ขี้เกียจ สืบพันธุ์ รุนแรง จริงหรือ?

อำมหิตเหลือล้น! ผ่าขบวนการค้ามนุษย์โรฮีนจา แฉเล่ห์วางยา ลักพาสุดทมิฬ

ปัญหาที่ไร้ทางออก? ไขผลพวงทุกมิติ แก้ปมโรฮีนจา เผ่าพันธ์ุโลกลืม