ไลฟ์สไตล์
100 year

'ไทยทีวี' จากเป้าหมายที่ 1 ช่องดิจิตอลของ 'ติ๋ม ทีวีพูล' สู่ความจริงที่ 'ไม่ได้ไปต่อ'

ไทยรัฐออนไลน์29 พ.ค. 2558 10:45 น.
SHARE

ยกเป็นประเด็นร้อน ทอล์ก ออฟ เดอะ ทาวน์ ประจำสัปดาห์นี้กันเลยทีเดียวกับการประกาศไม่จ่ายค่าต่อสัมปทานทีวีดิจิตอลงวดที่ 2 กว่า 300 ล้านบาท ของช่องไทยทีวี และ LOCA ภายใต้การคุมบังเหียนของ เจ้าแม่สื่อบันเทิง ติ๋ม ทีวีพูล พันธุ์ทิพา ศกุณต์ไชย งานนี้เปิดไพ่เล่นกันตรงๆ "ไม่มี ไม่หนี ไม่จ่าย" เป็นโจทย์ใหญ่ให้ กสทช. ต้องมึนตึ้บ! บันเทิงไทยรัฐออนไลน์ จะพาไปย้อนรอยก่อนปิดตำนาน ไทยทีวี และ LOCA จากหน้าจอทีวีดิจิตอลกัน

ก้าวแรกของ ติ๋ม ทีวีพูล กับทีวีดิจิตอล 

ข่าวแนะนำ

ก้าวแรกของการผันตัวเองจากเจ้าแม่ข่าวบันเทิงบนโลโก้ "ทีวีพูล" แบรนด์นิตยสารบันเทิงที่แข็งแกร่ง ติ๋ม ทีวีพูล พันธุ์ทิพา ศกุณต์ไชย โดดเข้าสู่สมรภูมิทีวีดิจิตอลด้วยการร่วมวงประมูลช่องทีวีดิจิตอล แม้เธอจะพลาดช่อง SD variety ด้วยเม็ดเงินการประมูลที่สูงจนต้องถอย แต่ระดับติ๋ม ทีวีพูล ไม่ยอมแพ้ ทุ่มประมูล 1,976 ล้านบาท ได้ช่องทีวีดิจิตอลมาครอบครอง 2 ช่อง คือ ช่องข่าวและสาระกับ THV (ก่อนเปลี่ยนเป็น ช่อง ไทยทีวี ในภายหลัง) และช่องรายการเด็กและเยาวชน LOCA

โดยทั้งสองช่องหญิงแกร่งแห่งวงการข่าวบันเทิงตัดสินใจไม่ให้มีชื่อของ ทีวีพูล มาเป็นชื่อช่อง เพราะเธอไม่ต้องการให้ผู้ชมติดภาพของทีวีพูล ติ๋ม พันธุ์ทิพา ต้องการผลักดันทั้ง ไทยทีวี (THV) และ LOCA ให้ก้าวขึ้นเป็นช่องโทรทัศน์ที่อยู่ได้ด้วยตัวของตัวเอง

ในวันที่ผลประมูลช่องดิจิตอลออก หลังประมูลช่อง ไทยทีวี มาได้ด้วยราคา 1,328 ล้านบาท และช่อง LOCA 648 ล้านบาท ติ๋ม ทีวีพูล กล่าวว่า "เราต้องทำได้ ไม่ต้องการให้ใครมาเก็บศพเราในอีกสองปีข้างหน้า" พร้อมตั้งเป้าจะพาช่อง ไทยทีวี ติดอันดับ 1 ใน 5 ของช่องทีวีดิจิตอลและประกาศกร้าว! จะพา ไทยทีวี เป็นช่องทีวีดิจิตอลอันดับ 1 ใน 5 ปี

โดยหวังคืนทุนในปีแรกที่ออกอากาศ (ปีแรกตั้งเป้าทำรายได้ไม่ต่ำกว่า 2,000 ล้านบาทจากทั้งสองช่อง) คุ้มทุนในปีที่ 2 ทำกำไรในปีที่ 3 ราคาโฆษณาวางไว้ที่ 1 แสนบาทต่อนาที และวางคู่แข่งของ ไทยทีวี ไว้ไม่ใช่ช่องข่าวด้วยกัน แต่เป็นช่อง 3 และช่อง 7 ที่จับตลาดเดียวกัน

ปรับเป้าจาก 5 ปี เหลือ 3 ปี ไทยทีวี ก้าวขึ้นบัลลังก์ช่องทีวีดิจิตอลเบอร์ 1!

เริ่มแรกทุกอย่างดูสดใสเมื่อ ติ๋ม ทีวีพูล จับมือกับ บริษัท โพสต์ พับลิชชิ่ง จำกัด (มหาชน) ในเครือบางกอกโพสต์ มารับหน้าที่ผลิตข่าวให้กับช่องข่าว ไทยทีวี แต่หลังจากนั้นไม่นาน ทั้งสองฝ่ายก็ประกาศแยกทางกันเดิน

ก่อนที่ ไทยทีวี จะดึงบรรณาธิการข่าวจากช่อง TNN มารับหน้าที่บรรณาธิการบริหารฝ่ายข่าว โดยที่ ติ๋ม ทีวีพูล เปิดเผยว่าข่าวช่องไทยทีวี จะเป็นสไตล์ทีวีพูล "เอาให้ชาวบ้านธรรมดาๆ ฟังแล้วเข้าใจ ยังเป็นข่าวในกระแส แต่เราเอามาแตกย่อยให้รู้สึกว่าง่ายในการฟัง ไม่ต้องพูดอะไรเยอะ เอาที่เป็นไฮไลต์เลย" พร้อมเปิดเผยว่าเตรียมปรับนักข่าวบันเทิงในสังกัดทีวีพูลที่มีอยู่มานั่งโต๊ะข่าวอื่นๆ ภายในช่อง เพื่อหวังเดินเครื่องข่าวเต็มกำลังด้วยศักยภาพของคนข่าวทีวีพูล ก่อนเปลี่ยนเป้าหมายจาก การพา ไทยทีวี ก้าวขึ้นเป็นที่ 1 ใน 5 ปี เหลือเพียงขอเวลาแค่ 3 ปีกับบัลลังก์เบอร์ 1!

และหนึ่งในความคาดหวังของหญิงแกร่ง ติ๋ม ทีวีพูล ก็คือการจะล้มยักษ์ช่องอนาล็อกที่เคยผูกขาด เพราะเชื่อว่าอีกไม่นานช่องอนาล็อกก็ต้องปิดตัวลง

“ในส่วนของทีวีอนาล็อกเองไม่มีใครอยู่ค้ำฟ้า และด้วยกฎหมาย รู้สึกว่าช่อง 5 มีสัญญาถึงแค่ปี 60 ช่อง 3 กับช่อง 7 เหลืออีก 5 ปี เชื่อว่าเมื่อมีการแจกกล่องดิจิตอลแล้ว ระบบอนาล็อกจะดูไม่ได้ อนาล็อกจะหายไปจำนวนมากๆ เลย ฉะนั้นเขาเองนั่นแหละจะต้องขอปิดตัว”

ไขความลับทำไม ติ๋ม ทีวีพูล ทุ่มทุนทำธุรกิจทีวีดิจิตอล

"ตอนที่ประมูลทีวีดิจิตอลทุกคนรอบข้างถามว่าเราโง่หรือเปล่า มีเงินสดๆ เก็บไว้ 2-3 พันล้าน จะเอาไปลงทุนขนาดนั้นทำไม แต่เราคิดว่าเงิน 7 หมื่นล้าน ที่หมุนเวียนอยู่ในตลาด และยังขึ้นอยู่ทุกปี แต่ไปอยู่ที่ช่อง 3 และช่อง 7 ซะ 80% แล้ว ช่อง 5 กับช่อง 9 อีก 20% อนาล็อกต้องจบลงแน่ในเร็วๆ วันนี้ และถ้าเขาจบลงเมื่อไหร่ วันนั้นงบ 7 หมื่นล้านจะไปอยู่กับ 24 ช่องดิจิตอล และหารกันก็ตกช่องละ 2,900 ล้านต่อช่องต่อปี เดือนหนึ่งก็ตกประมาณ 200 กว่าล้าน ทำงานสบายๆ กำไรเยอะมาก จะเปิดบริษัทลูกให้มันเจ๊งเท่าไหร่ยังได้เลยเพราะกำไรเยอะมาก และคิดว่าจะมีเงินเข้าตลาดหลักทรัพย์ไม่ต่ำกว่า 1 หมื่นล้านภายใน 3 ปีนี้" นี่คือคำกล่าวของ ติ๋ม พันธุ์ทิพา ที่ต้องบอกเลยว่าในแง่นักธุรกิจเธออ่านขาดเสมอ เมื่อมีเม็ดเงินอยู่ในตลาด จะปล่อยให้คนอื่นสอยไปกินกันโดยที่เรานั่งมองเฉยๆ ได้อย่างไร แต่ในโลกแห่งความเป็นจริงบางครั้งทุกอย่างก็เหนือการควบคุม


โลกแห่งความจริง ขาดทุน 320 ล้าน! ใน 1 ปี

ทีวีดิจิตอลผ่านไป 1 ปี ทุกสิ่งกลับตรงข้ามกับสิ่งที่บิ๊กบอสทีวีพูลคิดอย่างสิ้นเชิง 2,000 ล้านบาท ที่วาดหวังไว้ในปีแรก กลับกลายเป็นตัวเลข 320 ล้านที่ขาดทุน!! เพราะด้วยช่องทีวีดิจิตอลที่เปิดตัวพร้อมกัน 24 ช่อง เม็ดเงินโฆษณาที่หมุนเวียนอยู่ในท้องตลาดมีมากมายก็จริง แต่อย่าลืมว่ามันมีอยู่เท่าเดิม เอเจนซี่โฆษณาจึงมีสิทธิ์เลือกจะลง และแน่นอนมาตราชี้วัดก็คือ "เรตติ้ง" ช่องไหนเรตติ้งดีก็คว้าพุงปลาไปกิน!
       
ติ๋ม ทีวีพูล ยอมรับตรงๆ ว่าคิดเพียงแค่ว่าทีวีดิจิตอลคือหนทางที่ดีกว่า แต่นี้คือการคาดการณ์ที่ผิด! ลงทุนประมูลทั้งสองช่องไปเกือบ 2,000 ล้านบาท แต่กลับไม่ทำกำไร แถมยังขาดทุนกว่า 300 ล้าน เมื่อถึงเวลาต้องจ่ายค่าสัมปทานงวดที่สองให้กับ กสทช. เจ้าแม่สื่อใจเด็ดรายนี้จึงประกาศคำเดียวสั้นๆ ไม่จ่าย! เพราะ กสทช. ผิดสัญญาไม่ผลักดันให้ทีวีดิจิตอล ลืมตาอ้าปากได้กับเครือข่ายที่ไม่ครอบคลุมทั่วประเทศไทย

นอกจากมุมมองที่อ่านขาดมั่นใจแล้ว ส่ิงหนึ่งที่ต้องยอมใจผู้หญิงคนนี้คือความใจเด็ด! ไม่มี ไม่หนี ไม่จ่าย ติ๋ม ทีวีพูล เลือกความอยู่รอดอยู่เหนือกว่าศักดิ์ศรี


ไม่มี ไม่หนี ไม่จ่าย

และเมื่อวันที่ 25 พ.ค. ที่ผ่านมา คือ เส้นตายวันสุดท้ายที่จะต้องจ่ายค่าประมูลช่องทีวีดิจิตอลงวดที่ 2 แน่นอนทุกช่องมาตามนัด จ่ายกันครบ เหลือเพียง 2 ช่องคือ ไทยทีวี และ LOCA ซึ่งในวันเดียวกัน ติ๋ม ทีวีพูล เรียกประชุมพนักงานทีวีพูลทั้งหมด เพื่อจะแจ้งให้ทุกคนได้รู้จากปากเธอก่อนที่ข่าวจะออกไปว่า ไทยทีวี และ LOCA จะไม่ต่อสัมปทาน ด้วยเหตุผลว่า เธอจะไม่ยอมชำระเงินจำนวน 288.472 บาทให้กับ กสทช.เพราะมันไม่ยุติธรรม! ในเมื่อ กสทช.ไม่ดูแลให้ช่องทีวีดิจิตอลได้ลืมตาอ้าปากกับเครือข่ายที่ครอบคลุม แต่เมื่อถึงเวลาจะมาเรียกเก็บเงินโดยไม่ผ่อนผัน จึงเป็นเรื่องที่ไม่ถูกต้อง ช่องอื่นอาจจะไม่กล้า แต่เธอยืนยันว่า ฉันกล้าไม่ต่อสัมปทาน...

และจากการยึดคติ "ไม่มี ไม่หนี ไม่จ่าย" ในครั้งนี้ ทำให้ กสทช. ต้องส่งหนังสือแจ้งเตือนให้ ไทยทีวี มาชำระเงินค่าสัมปทานงวดที่ 2 พร้อมรับเบี้ยปรับ 7.5 ต่อปี หากครบกำหนด 1 ปี ติ๋ม ทีวีพูล ยังยืนยันไม่จ่ายค่าสัมปทานงวดที่ 2 กสทช. จะพิจารณาดำเนินการในมาตรการต่อไป พร้อมเปิดทางให้ บริษัท ไทยทีวี คืนใบอนุญาตทีวีดิจิตอลได้ แต่ต้องจ่ายเงินตามที่ประมูลให้ครบ! ว่าง่ายๆ กสทช. ก็ยึดหลัก "ไม่มี ไม่หนี ไม่ว่า แต่ต้องจ่าย" เช่นกัน


บทเรียนราคาแพง มูลค่า 2,000 ล้านบาท!

จากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ธาม เชื้อสถาปนศิริ นักวิชาการ สถาบันวิชาการสื่อสาธารณะ (สวส.) ได้ให้ความคิดเห็นส่วนตัวผ่านเฟซบุ๊ก Time Chuastapanasiri กับบทความ "ทีวีพูล : 9 บทเรียนสื่อธุรกิจบันเทิง ในธุรกิจทีวีดิจิตอล" ดังนี้       

“บทเรียนของทีวีดิจิตอลในมือเจ๊ติ๋ม แห่งทีวีพูลนั้น ดูจะไม่เกินคาด และก็เป็นไปตามการณ์ที่ควรจะเกิด คือ ยกเลิก ซึ่งก็ถือว่า เจ๊ติ๋ม ตัดสินใจถูกแล้วในทางธุรกิจ คือ เมื่อมันไปไม่รอด ก็ควรยกเลิก ทิ้งมันไป จะฝืนทำต่อไปก็มีแต่เจ็บตัว
       
ผมขอแสดงความคิดเห็นยาวๆ ต่อการขอยกเลิกการดำเนินกิจการทีวีดิจิตอล ของ นางพันธุ์ทิพา ศกุณต์ไชย หรือ เจ๊ติ๋ม ทีวีพูล ประธานกรรมการบริหารบริษัทไทยทีวี จำกัด ที่เมื่อเช้านี้ ได้ทำจดหมายถึง กสทช. ว่า "ขอเลิกใบอนุญาต และการประกอบกิจการ"
       
อ่านจดหมายดู ก็พบว่า เป็นกล่าวอ้างโทษ กสทช. เสียเป็นส่วนใหญ่ เช่น เรื่องการแจกคูปอง การขยายโครงข่าย และเรื่องสัญญาณที่ไม่มีประสิทธิภาพ-ก็เลยเป็นเหตุผลหลักๆ ให้กิจการโทรทัศน์ของตนเองขาดทุน ไม่เป็นไปตามเป้าหมาย และต้องขอยกเลิกในที่สุด
       
ส่วนตัวผมคิดว่า "ไม่แฟร์" นะ เพราะช่องทีวีดิจิตอลรายอื่นๆ ก็ดำเนินงานธุรกิจไปได้ด้วยความเข้มแข็ง เช่น ช่อง 7 ช่อง 3 ช่อง Workpoint หรืออย่างช่องอมรินทร์ เนชั่น ไทยรัฐ ก็ทยอยจ่ายค่างวดตามสัญญาทั้งๆ ที่อาจจะไม่ได้กำไรหรือขาดทุน
       
เหตุผลที่ผมคิดว่า ช่องไทยทีวี และโลก้า ต้องยกเลิกกิจการอย่างแท้จริง คือ
(1) การบริหารงานธุรกิจที่มอง และคาดการณ์ผิดพลาดมาตั้งแต่แรก โดยเฉพาะการคิดประมูลใบอนุญาต การทำรายงานศึกษาทางการเงิน เม็ดเงินคาดการณ์ที่จะได้ และการคำนึงถึงโอกาส และความเสี่ยงของโครงข่าย สัญญาณ ตลาด เม็ดเงินที่จะไหลเข้าสู่ทีวีดิจิตอล และจำนวนผู้เล่นในตลาด ล้วนมีส่วนต่อการทำ "วิเคราะห์การเงิน" ทั้งสิ้น
       
(2) สายป่านการเงินที่ไม่มาก ไม่ยาว ไม่ไกล เหมือนช่องอื่นๆ อย่าลืมว่า การลงทุนทีวีดิจิตอล เหมือนน้ำพริกละลายแม่น้ำ ทำรายการโทรทัศน์ออกอากาศไป ฉายไป ไม่มีคนดู คือเอาของดีไปละลายแม่น้ำ ไม่เหมือนกับทำนิตยสาร สิ่งพิมพ์ ที่มีอายุขายสินค้ายาวนาน สามสี่วันหรือสัปดาห์
       
รายการทีวีมีอายุสั้น ดังนั้น ต้องลงทุนสูง และมีสายป่านการเงินที่ยาว และหากไม่สามารถมีเงินทุนระยะคืนทุน คุ้มทุนได้ในช่วงที่ชี้เป็นชี้ตาย ก็ไม่ควรประมูลตั้งแต่แรก
       
(3) คุณภาพรายการที่ไม่มีคุณภาพ ขายข่าวบันเทิง ละคร และรายการอื่นๆ ที่คุณภาพต่ำ

ข้อนี้เป็นอีกเหตุผลหลัก เพราะทีวีพูลโตมาในสายข่าวบันเทิง ทำรายการแบบง่ายๆ มาแต่แรก (ข่าวบันเทิง ทำง่ายที่สุด โดยเฉพาะข่าวดารา บันเทิง ชิงรัก หักสวาท ไม่มีอะไรมาก เป็นแค่ข่าววูบวาบ ไม่มีคุณภาพที่ต้องลงทุนสูง มันขายได้ดีตอนเป็นแท็บลอยด์นิวส์ตามนิตยสาร แต่พอทำรายการทีวี มันคนละเรื่องกัน)


       
(4) งบประมาณในการลงทุนผลิตมีน้อย ไม่กล้าเสี่ยง บางครั้งใช้กล้องตัวเดียว ทำรายการงบประมาณต่ำ หน้าตารายการใหม่บางรายการ ดูเป็นรายการแบบมือสมัครเล่น
       
ผมดูรายการของไทยทีวีหลายรายการ คุณภาพพอๆ กับเคเบิลทีวีต่างจังหวัด หรือบางช่องทีวีดาวเทียมเท่านั้น ไม่เหมาะสมที่จะลงทุนประมูลใบอนุญาตแพงๆ เลย เพราะคุณภาพการผลิตนั้นยังไม่ถึงระดับประเทศ
       
(5) ไม่มีดาราในสังกัด สังเกตจากรายการละคร บันเทิง ใช้ดาราใหม่ ดาราโนเนม

ข้อนี้สำคัญ แต่ละช่องใหญ่ๆ อย่างช่อง 3, 7, rs, gmm, workpoint ต่างก็มีดาราในค่ายในสังกัด มีผู้จัดละครที่อยู่ในช่อง เสมือนคนป้อนงานรายการดีๆ ให้ แต่ทีวีพูลนั้นไม่มีเลย ทำข่าวดาราของช่องอื่นมาโดยตลอด
       
(6) รายการเด็กมีแต่การ์ตูน ซื้อมาจากต่างประเทศ และมีรายการโฆษณาสินค้าและบริการที่ไม่เกี่ยวข้องกับเด็กในยามค่ำคืน ทำให้รายการเด็กดูไม่ปลอดภัย ดูเก่า เชย โบราณ และไม่มีคุณค่าพอสมกับรายการเด็ก
       
พอพ่อแม่เปิดมาดู ก็อาจจะไม่อยากให้ลูกดู และก็อาจเปรียบเทียบกับรายการสาระประโยชน์ความรู้ช่องอื่นๆ ที่มีมาก่อน เช่นนั้นก็ทำให้รายการช่องโลก้า ดูแย่และขาดทุนหนักไปอีก เพราะโฆษณาก็ไม่เข้า แถมโฆษณาสินค้าที่มีเข้ารายการเด็ก ก็น้อยกว่าปกติอยู่แล้ว และที่เข้ามาก็เป็นสินค้าที่ไม่มีความเหมาะสมกับเด็ก
       
(7) วางโพสิชั่นนิ่ง ของช่อง ที่ไม่ชัดเจนแต่แรก เช่นไม่รู้ว่า ลูกค้าคนดูคือใคร ฐานจำนวนมีเท่าไร และใครเป็นผู้ชมที่มีกำลังซื้อจริงๆ ทำให้วางโฆษณา แผนรายได้ไม่ชัด อีกทั้ง การวางโฆษณาในรายการทีวี อาจไม่เหมือนวางในสื่อสิ่งพิมพ์บันเทิง เพราะมีมูลค่าสูงกว่า เสี่ยงกว่า ด้วยหากคนไม่ดู เรตติ้งต่ำ ก็จะเรียกโฆษณาได้น้อย ขณะที่ต้นทุนการทำรายการโทรทัศน์นั้นสูงพอๆ กันในทุกๆ ช่อง
       
(8) เข้าใจผิดเรื่องทำธุรกิจทีวี ไม่ใช่เฉพาะภาพคมชัดเท่านั้น แต่ผู้คนให้ความสำคัญกับเนื้อหามากกว่าสิ่งอื่นๆ การไม่สามารถต่อยอดคอนเทนต์ธุรกิจบันเทิงของตัวเองในสื่อทีวีได้ บ่งบอกว่า ทีวีพูลนั้นเป็นเพียงธุรกิจข่าวบันเทิง ที่หากินกับกระแสข่าวบันเทิงของคนอื่นๆ มากกว่าที่จะผลิตคอนเทนต์ของตนเอง
       
แตกต่างกับไทยรัฐ เดลินิวส์ เนชั่น อมรินทร์ ที่มีการผลิตคอนเทนต์แท้ๆ ของตนเอง ผ่านธุรกิจสื่อสิ่งพิมพ์ (คือ มีนักเขียน มีคนเขียน มีทีมงานข่าว มีช่างภาพ มีคอลัมนิสต์)
       
ธุรกิจแท็บลอยด์บันเทิงของทีวีพูลเลยไปไม่รอด ไปไม่ได้ เพราะแก่นแท้ของธุรกิจนั้น มิได้เข้มแข็งมีคุณภาพมาแต่แรกอยู่แล้ว-ข่าวบันเทิงที่ขายความกระหายใคร่รู้ของประชาชน อาจมีค่าแค่หมึกเปื้อนกระดาษอ่านฆ่าเวลาเล่นตามสถานที่ต่างๆ (และคนซื้อหนังสือบันเทิงข่าวดาราชาวบ้าน ก็ไม่มีใครอยากควักเงินซื้ออ่านเอง แต่อาศัยอ่านเล่นตามร้านค้า ร้านทำผม ตามตลาดนัดที่สาธารณะทั่วๆ ไป) ผู้ชมย่อมอยากใช้เวลาไปกับหน้าจอด้วยคอนเทนต์ที่มีคุณภาพ หากเจ๊ติ๋ม ทำรายงานศึกษาวิเคราะห์ความเป็นไปได้ทางธุรกิจ เอาจริงกับการศึกษา สำรวจผู้ชมและตลาดก่อนที่จะตัดสินใจประมูล ก็คงจะไม่จบลงด้วยภาวะขาดทุนเช่นนี้ และข้อสุดท้าย
       
(9) จริยธรรมในการทำธุรกิจ ท่าที ความรู้ ความเข้าใจของเจ๊ติ๋มในธุรกิจทีวีดิจิตอล ที่ว่าจะขอยกเลิก หรือต่อไป หากขอไม่จ่ายค่างวด หรือ ค่าประกัน หรือค่าขอยกเลิก ที่เป็นข้อตกลงกับระเบียบ กสทช. หากทิ้งทีวีดิจิตอลไป พูดง่ายๆ หากเบี้ยว ชักดาบ หนี ไม่จ่าย ไม่มี ไม่หนี ก็แสดงว่ามันได้สะท้อน "วิธีคิด ทัศนคติ ความรู้ ความเข้าใจ จริต และจิตใจ" ของผู้บริหารทีวี ต่อการประกอบธุรกิจอย่างมีจริยธรรมและความรับผิดชอบ

การทำธุรกิจ คือ ความเสี่ยงที่จะได้ทั้งกำไรและขาดทุน หากไม่ยอมรับกฎเกณฑ์ของธุรกิจแต่แรก ก็ไม่ควรลงมาทำธุรกิจนี้อีกต่อไป
       
เผลอๆ ต่อไป ข่าวบันเทิงของดารา ก็อาจจะแยกค่าย แยกช่อง ของใครของมัน เพราะแต่ละช่องก็ย่อมมองแล้วว่า ข่าวฉาว ข่าวคาว ของดาราในสังกัด ก็ย่อมมีมูลค่าทางการตลาดขายความกระหายใคร่รู้ของผู้ชมได้ เมื่อถึงตอนนั้น ข่าวเช่นนี้ก็มีลิขสิทธิ์ของแต่ละช่อง ใครเลยอยากจะปล่อยให้ปรสิต ให้เหยี่ยวข่าวคาว ฉาว มาหากินกับความฉาวโฉ่ เรื่องลับๆ รัก ของดาราตนเองในสังกัด
       
นี่พิสูจน์ชัดเจนว่า "ธุรกิจที่พึ่งพิง พึ่งพาเนื้อหาของสื่ออื่นๆ" พอมาทำทีวีมาทำคอนเทนต์เป็นของตนเอง ด้วยตนเอง เพื่อตนเองนั้น มันไปไม่รอดสักราย

สุดท้ายคิดว่า ผู้ประกอบการคงต้องจ่ายเงิน ตามที่ กสทช. กำหนดนะครับ และกรณีการฟ้องร้องเอาผิด กสทช. ในฐานะทำให้ทีวีดิจิตอลเสียหายนั้น คงจะยาก เพราะก็มีทีวีดิจิตอลช่องอื่นๆ เช่น 3 หรือ 7 และค่ายอื่นๆ ที่มีกำไร และสามารถเอาตัวรอดทางธุรกิจได้ ก็อาจไม่ได้มาร่วมฟ้องร้อง กสทช. ไปด้วย เพราะเขาทำแล้วมีผลกำไร
       
และแน่นอนว่าคงมีอีกหลายช่อง ที่คงต้องล้มเลิกและปิดกิจการตามไปในเร็ววัน และนั่นก็เป็นสิ่งที่คนในวงการทีวีมองเห็นตั้งแต่แรกแล้ว!
รอดูกันต่อไปนะครับ อย่าลืมว่า การลงทุนในทีวีดิจิตอล คือการวัดว่าคุณมีคอนเทนต์ที่มีคุณภาพขายได้หรือไม่ ด้วยตัวคุณเอง"

บทสรุปสุดท้ายจุดจบของมหากาพย์ทีวีดิจิตอลครั้งนี้จะจบลงอย่างไร เป็นเรื่องราวที่น่าติดตาม กรณีของ ติ๋ม ทีวีพูล จะเป็นบรรทัดฐานให้ช่องดิจิตอลช่องอื่นใช้เป็นข้ออ้างเมื่อต้องการสละเรือดิจิตอลลำนี้หรือไม่

ใครจะรู้? ไทยทีวี และ LOCA อาจไม่ใช่ 2 ช่องสุดท้ายที่ต้องม้วนสื่อกลับบ้าน หายไปจากหน้าจอทีวีดิจิตอล กสทช. เองจะรับมือกับโมเดล "ไม่มี ไม่หนี ไม่จ่าย" อย่างไร เพื่อป้องกันพฤติกรรมเลียนแบบที่อาจเกิดขึ้นซ้ำ! ละครเรื่องนี้รับรองมันหยด!

อ่านเพิ่มเติม...

แท็กที่เกี่ยวข้อง

ข่าวแนะนำ

Most Viewed

คุณอาจสนใจข่าวนี้

thairath-logo

ApplicationMy Thairath

ios-app-logoandroid-app-logohuawei-app-logo
Trendvg3 logo
วันพุธที่ 25 พฤศจิกายน 2563 เวลา 13:43 น.