วันอาทิตย์ที่ 25 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2561
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

อำมหิตเหลือล้น! ผ่าขบวนการค้ามนุษย์โรฮีนจา แฉเล่ห์วางยา ลักพาสุดทมิฬ

“ค้ามนุษย์” นับว่าเป็นประเด็นร้อนแรงแสนสำคัญ ที่รัฐบาลหยิบยกให้เป็นวาระแห่งชาติ เนื่องจากเป็นปัญหาที่ถูกสั่งสมมาช้านาน มิหนำซ้ำยังนำมาสู่ความเสียหายที่มีต่อภาพลักษณ์ เศรษฐกิจการค้าของประเทศไทยอย่างมาก และยากที่จะเยียวยาขึ้นทุกขณะ

กระนั้น ทีมข่าวเฉพาะกิจไทยรัฐออนไลน์ จะพาผู้อ่านเดินตามรอยเส้นทางขบวนการค้ามนุษย์ ไล่เรียงกันตั้งแต่ต้นทาง ยันปลายทาง พร้อมเผยถึงชะตากรรมชีวิตของเหยื่อค้ามนุษย์ โดยอมุษย์นายหน้า และเม็ดเงินที่พวกเขาต้องจ่าย ตื้นลึกหนาบางเป็นเช่นไร วันนี้เรามีของร้อนมาเสิร์ฟคุณแล้ว!

เปิดกระบวนการตั้งต้น อพยพมนุษย์ล่องทะเล ดินแดนไทยเรียกค่าไถ่โหด!
นายศิววงศ์ สุขทวี ผู้ประสานงานเครือข่ายองค์กรที่ทำงานด้านประชากรข้ามชาติ ชำแหละขบวนการค้ามนุษย์โรฮีนจาอย่างละเอียดว่า โรฮีนจาที่มีการจ่ายเงินเพื่อไปสู่ประเทศที่ 3 แบ่งได้ 3 กลุ่ม ดังนี้ 1. กลุ่มที่ต้องการเดินทางไปประเทศที่ 3 จริงๆ ซึ่งกลุ่มนี้จะมีการจ่ายเงินมาตั้งแต่ปลายทาง เช่น จากญาติหรือคนที่รู้จัก โดยอาศัยขึ้นเรือมาเท่านั้น 2. กลุ่มที่มีการหนีออกมาและยังไม่รู้ว่าจะไปที่ไหน แต่มีความจำเป็นจะต้องหนีออกมา พร้อมที่จะเผชิญกับอนาคตข้างหน้าที่ไม่อาจรู้ได้ว่าจะเกิดอะไรขึ้น โดยกลุ่มนี้อาจจะไม่จ่ายเงินด้วยซ้ำ ทั้งนี้ 2 กลุ่มนี้จะมีอยู่ไม่มาก แต่อีกกลุ่มที่อาจมีเยอะกว่า คือ กลุ่มที่ 3. กลุ่มที่มาจากบังกลาเทศ กลุ่มโรฮีนจาบางกลุ่มที่ต้องการจะไปมาเลเซียตรงๆ กลุ่มนี้อาจจะมีการจ่ายอยู่บ้างจากต้นทาง ก่อนที่จะขึ้นเรือ ประมาณ 1,000-3,000 บาท แต่อย่างไรก็ตาม โรฮีนจาจำนวนมากมักไม่จ่ายเงินตั้งแต่ต้นทาง หรือจ่ายน้อยมาก

ต่อมา นายหน้าที่รับเงินมาตั้งแต่ทีแรก ก็จะทยอยส่งคนลงเรือเล็ก เพื่อเดินทางไปขึ้นเรือใหญ่ที่จอดลอยลำอยู่กลางทะเล ซึ่งส่วนใหญ่จะใช้เวลารอให้จำนวนคนบนเรือถึงเป้าหมายที่คิดไว้แล้วว่าคุ้มค่าในการเดินทาง จึงค่อยออกเรือ ซึ่งในปัจจุบันเรือลำใหญ่จะสามารถรับได้ประมาณ 500 คนขึ้นไป สูงสุดประมาณ 800-900 คนต่อลำ พอหาคนมาขึ้นเรือได้จำนวนที่คุ้มทุนแล้วก็ล่องเรือเข้ามาในอ่าวไทย โดยระยะเวลาที่เดินทางประมาณ 10-15 วัน

จากนั้น เมื่อเรือเดินทางมาถึงประเทศไทยการเรียกค่าไถ่ก็เกิดขึ้น มีคนบางกลุ่มเห็นโอกาสที่จะหาประโยชน์จากพวกโรฮีนจา จึงเรียกค่าไถ่ระหว่างที่อยู่ประเทศไทยก่อนที่จะไปถึงเป้าหมาย โดยจำนวนค่าไถ่ที่เรียกปัจจุบันเพิ่มสูงขึ้นเกือบ 80,000-100,000 บาท ขณะที่ก่อนหน้านี้ช่วงปี 2555 จะอยู่ที่ 30,000-40,000 บาท แต่พอเข้าปี 2556-2557 เม็ดเงินที่เรียกเก็บได้เพิ่มขึ้นมาเรื่อยๆ ซึ่งสาเหตุที่เรียกเก็บเงินมากขึ้นนั้น เนื่องจากเป็นขบวนการนอกกฎหมายที่ต้องจ่ายเจ้าหน้าที่ตำรวจ ทหาร ดังนั้น จึงเรียกค่าไถ่เพิ่มขึ้นเพื่อจ่ายต้นทุนที่มากขึ้น ซึ่งบางคนโชคร้ายเจอเรียกค่าไถ่สองรอบก็เคยเกิดขึ้นมาแล้ว

หน้าเลือด รีดไถ! ไม่มีเงินให้ข้า เอ็งตาย
นายมูฮัมหมัด อันวา ประธานสมาคมโรฮีนจาแห่งประเทศไทย เล่าอย่างเปิดเผยว่า การถูกกดขี่ข่มเหงจากรัฐบาลเมียนมา เป็นเหตุผลสำคัญที่ทำให้ชาวโรฮีนจาต้องการหนีออกจากประเทศ ซึ่งวิธีการที่ชาวโรฮีนจาเลือกมากที่สุด นั่นคือ การติดต่อผ่านนายหน้าชาวไทย เมียนมา และมาเลเซีย โดยหนีออกนอกประเทศจากทางเรือ ซึ่งจะมีค่าใช้จ่ายในการหลบหนีอยู่ที่ 5,000-6,000 บาทต่อคน จากนั้นก็อาศัยประเทศไทยเป็นสถานที่ในการโยกย้ายหรือกระจายตัวไปยังประเทศต่างๆ และชาวโรฮีนจาจะมีค่าตัวเพิ่มขึ้นอีก 60,000-70,000 บาทต่อคน เพื่อจะถูกส่งต่อไปยังประเทศที่ต้องการ อย่างไรก็ตาม หากชาวโรฮีนจาคนใดไม่มีเงินให้ นายหน้าทั้งชาวไทยและชาวเมียนมา จะปล่อยทิ้ง หรือ ฆ่า พวกเขาเหล่านั้นแทน

โปะยา ลักพา ค่าไถ่! ชะตากรรมผู้อพยพทางเรือ
สำหรับปัญหาที่พบ คือ คนจำนวนมากไม่ได้ตระหนักว่า จะต้องใช้เวลาเดินทางนานขนาดนี้ โดยเฉพาะกลุ่มคนที่ขึ้นมาก่อนจะเป็นกลุ่มที่เสี่ยงที่สุด เพราะต้องรอคนอื่นๆ มาขึ้นเรือมากพอจนคุ้มค่าสำหรับการเดินทาง อีกทั้ง ช่วงหลังยังเกิดปัญหาที่พบเห็นอยู่บ่อยครั้งคือ ลักษณะของเรือใหญ่ขึ้น ทำให้จำนวนคนที่ต้องการก็มากขึ้นตามไปด้วย ฉะนั้น ไม่สามารถรอให้คนที่อยากเดินทางมาหาได้ จึงทำให้เจอคนที่ถูกโปะยาสลบ ถูกทุบ ถูกหลอกมาจากบังกลาเทศ เพื่อมาขึ้นเรือมากขึ้น โดยเฉพาะในช่วงต้นปีที่ผ่านมา ทำให้กลายเป็นเรื่องของการค้ามนุษย์ หรือบังคับใช้แรงงาน แทนที่จะเป็นการอพยพแบบดั้งเดิมที่หนีภัยความรุนแรงเข้ามาในประเทศไทย

แต่ทว่า การเสียชีวิตก็เกิดขึ้นตลอดเวลาเช่นกัน ไม่ว่าจะเป็นการขาดอาหาร ขาดน้ำ หรือตายด้วยการถูกทำร้ายจากผู้คุมที่อาจจะเป็นคนไทยหรือคนเมียนมา อย่างเช่น บางกรณีที่ใช้ยาระบายให้พวกโรฮีนจากินก่อนขึ้นเรือ เพื่อให้รู้สึกอ่อนเพลีย เพื่อป้องกันไม่ให้ผู้อพยพทางเรือ มีเรี่ยวแรง หรือกำลังที่จะต่อสู้ ส่วนคนที่มีร่างกายอ่อนแออยู่แล้วก็ยิ่งอ่อนแอเข้าไปใหญ่

ขณะเดียวกัน โอกาสที่จะพบศพในทะเลก็เป็นไปได้ยาก เรียกได้ว่าไม่ค่อยพบผู้เสียชีวิตเท่าใดนัก แต่ทางสำนักงานข้าหลวงใหญ่ก็ประเมินว่าน่าจะมีการตายระหว่างทางอยู่ประมาณ 500-600 คน

ส่องชีวิตผู้อพยพ! กลุ่มไหนโอกาสรอดมากสุด
โรฮีนจาบางกลุ่มมีญาติอยู่ในมาเลเซีย หรืออยู่ในประเทศที่ 3 อาจจะเป็นพ่อหรือสามีที่ทำงานมาหลายสิบปี และอยากจะเอาครอบครัวมาอยู่ด้วยกัน คนพวกนั้นก็จะเป็นคนจ่ายเงินให้ หรือแม้แต่โดนเรียกเงินรอบที่สองก็สามารถหาเงินมาจ่ายได้ เพราะมีต้นทุนทางสังคม อาศัยอยู่กับชุมชน มีเพื่อนบ้านที่พอจะขอหยิบยืมได้ ทำให้กลุ่มนี้มีเงินที่จะเอามาจ่ายค่าตัวญาติๆ ได้ ถึงแม้อาจจะโชคร้ายที่มีบางคนเจอเรียกค่าไถ่จำนวนมาก หรือ ผู้คุมพลั้งมือฆ่าตัวประกันก่อน นอกจากนี้ยังมีกรณีที่ตายแล้วก็ยังไปเรียกเงินมาอีก

ขณะที่ บางกลุ่มก็พอมีทรัพย์สินอยู่บ้าง เช่น วัว ควาย ที่ดิน ที่นา ต่างก็ปล่อยขายเพื่อนำเงินไปช่วยคนที่กำลังเดินทางให้ไปถึงจุดหมาย เพราะเป็นความหวังของครอบครัวพวกเขา หากว่าในครอบครัวมีใครบางคนที่สามารถเดินทางไปถึงมาเลเซียและหางานทำได้ นั่นหมายถึงโอกาสในการตั้งตัวในมาเลเซียหรือในประเทศอื่นๆ

ส่วนกลุ่มที่เสี่ยงที่สุด คือ กลุ่มที่ไม่ได้มีการเตรียมความพร้อม ไม่มีเงินจ่าย ร่างกายอ่อนแอ ท้ายที่สุดก็ต้องมาจบชีวิตลงในประเทศไทย

โชคชะตาเล่นตลก! สารพัดทุกข์ ณ ประเทศเมียนมา
สำหรับสถานการณ์ในประเทศเมียนมา นอกจากการจำกัดการเดินทางในพื้นที่แล้ว ยังโดนจำกัดการทำมาหากิน ส่วนทรัพย์สิน ที่ดิน ที่นา บางส่วนก็ถูกยึดไปไม่สามารถทำมาหากินให้เพียงพอกับการมีชีวิตอยู่ได้ อีกทั้ง การไม่จดทะเบียนการเกิดของเด็กที่เกิดขึ้นมา การไม่ให้สิทธิ์ทางการศึกษา การไม่ให้สิทธิ์ในการเดินทางไปรักษาพยาบาล การยึดบัตรประชาชนและให้บัตรผู้อพยพแทน ทำให้กลุ่มโรฮีนจาอยู่ในภาวะที่ไม่สามารถกระทำอะไรได้เลย ถ้าคนมีเงินอยากจะทำอะไรก็ต้องจ่ายมากกว่าประชาชนเมียนมาทั่วไป

ขณะที่ เจ้าหน้าที่รัฐของประเทศไทย พบว่า กลุ่มโรฮีนจาที่เดินทางเข้ามาในประเทศไทยไม่มีใครจำวันเกิด เดือนเกิด หรือแม้กระทั่งปีเกิดได้เลย ทุกคนจำได้คร่าวๆ ว่า ตัวเองอายุ 15-18 ปีเท่านั้น มิหนำซ้ำยังไร้เอกสารติดตัว และเมื่อไม่มีเอกสาร ไม่มีบัตร ไม่มีการศึกษา ก็ทำให้หมดโอกาสในทุกๆ เรื่อง

ชีวิตยังมีความหวังเสมอ! เสี่ยงเป็น เสี่ยงตาย ไร้ทางเลือก
โรฮีนจาส่วนใหญ่ที่พบเจอจะหนีออกมาจากค่ายพักพิง เนื่องจากบ้านช่องถูกเผาจนไม่เหลืออะไร กระทั่งถูกจับเข้ามาอยู่ในค่าย ซึ่งสภาพความเป็นอยู่ย่ำแย่ โดยในหนึ่งสัปดาห์จะแจกข้าวเพียงแค่ 1 กระป๋องต่อ 1 ครอบครัวเท่านั้น สภาพแวดล้อมภายในค่ายทำให้ทุกคนรู้สึกสิ้นหวังกับอนาคต

การตัดสินใจเลือกที่จะหนีออกมานับเป็นความเสี่ยงอย่างมาก แต่กลับเป็นความเสี่ยงที่เต็มไปด้วยความหวัง ซึ่งอาจจะดีกว่าการไม่ทำอะไรเลย เพราะในชีวิตของพวกเขามี 2 ทางเลือกเท่านั้น คือ อยู่รอความตาย หรือ จะหนีออกไป ถ้าไม่ตายก็อาจไปเจออนาคตที่ดีกว่า และแน่นอนว่าไม่มีอะไรมารับประกันได้ว่าพวกเขาจะเดินทางถึงจุดหมายปลายทาง สิ่งเดียวที่พวกเขามี คือ ความหวัง เท่านั้น

กลุ่มคนที่สามารถค้าสินค้า ที่ขึ้นชื่อว่า “มนุษย์” หรือบุคคลผู้มีร่างกาย เลือดเนื้อ จิตใจ เฉกเช่นตัวเองได้ คนเช่นนั้น ควรเรียกตัวเองว่า มนุษย์ หรือ อมนุษย์? ลองตรองดูเถิด...

รายงานพิเศษชิ้นต่อไป จะพาทุกท่านไปไขโจทย์ที่ว่า ในภายภาคหน้าจะมีเพื่อนบ้าน เผ่าพันธุ์โรฮีนจาอยู่ย่ำบนผืนแผ่นดินไทยหรือไม่ ตัวบทกฎหมายทั้งในและนอก เอื้อให้ต้องอ้าแขนรับ หรือส่งต่อประเทศที่ 3 อย่างปราณี ติดตามต่อได้ใน คิดหนักปมโรฮีนจา! ถอดรหัสกฎหมายไทย-เทศ อ้าแขนรับ VS ปฏิเสธ ทางเลือกอยู่ที่...?

อ่านเพิ่มเติม

หนีตาย ไฟชัง มนุษย์ทาส! ย้อนไทม์ไลน์โรฮีนจา ชาติพันธุ์ต้องคำสาป

สัมผัสเนื้อแท้โรฮีนจา! ขี้เกียจ สืบพันธุ์ รุนแรง จริงหรือ?

คิดหนักปมโรฮีนจา! ถอดรหัสกฎหมายไทย-เทศ อ้าแขนรับ VS ปฏิเสธ ทางเลือกอยู่ที่...?

ปัญหาที่ไร้ทางออก? ไขผลพวงทุกมิติ แก้ปมโรฮีนจา เผ่าพันธ์ุโลกลืม

พาผู้อ่านเดินตามรอยเส้นทางขบวนการค้ามนุษย์ ไล่เรียงกันตั้งแต่ต้นทางยันปลายทาง พร้อมเผยถึงชะตากรรมชีวิตของเหยื่อค้ามนุษย์ โดยอมุษย์นายหน้า และเม็ดเงินที่พวกเขาต้องจ่าย ตื้นลึกหนาบางเป็นเช่นไร วันนี้เรามีของร้อนมาเสิร์ฟคุณแล้ว! 28 พ.ค. 2558 19:51 ไทยรัฐ