วันพุธที่ 21 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2561
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

สัมผัสเนื้อแท้โรฮีนจา! ขี้เกียจ สืบพันธุ์ รุนแรง จริงหรือ?

ประเด็นปัญหาของผู้ย้ายถิ่นฐานชาวโรฮีนจา ตกเป็นที่พูดถึงในสังคมไทยอย่างกว้างขวางและหลากหลายแง่มุม โดยอีกหนึ่งเรื่องราวที่กำลังเป็นข้อถกเถียงกันมากที่สุด นั่นก็คือ พฤติกรรมของชาวโรฮีนจาที่ ณ วันนี้ถูกมองว่า เป็นคนเกียจคร้าน ชอบก่ออาชญากรรม และมักสืบพันธุ์อย่างไร้ขอบเขต

ทีมข่าวเฉพาะกิจไทยรัฐออนไลน์ ทำหน้าที่เสาะแสวงหาคำตอบเกี่ยวกับลักษณะนิสัยของชาวโรฮีนจา ถามตรงตอบตรงจากปากคนโรฮีนจา นายมูฮัมหมัด อันวา ประธานสมาคมโรฮีนจาแห่งประเทศไทย และล่ามบังกลาเทศ ผู้มีชาติกำเนิดจากชาติพันธุ์โรฮีนจา ว่าแท้จริงแล้ว พฤติกรรมของพวกเขาเป็นเช่นไรกันแน่? ทำไมจึงต้องหนีออกจากประเทศเมียนมา? ที่นี่มีคำตอบ!

อีกมุมหนึ่งชีวิตโรฮีนจา ชาติพันธุ์ที่ต้องดิ้นรน!
นายมูฮัมหมัด อันวา ประธานสมาคมโรฮีนจาแห่งประเทศไทย ย้อนเล่าไปถึงเรื่องราวชีวิตของเขาเมื่อครั้งอาศัยอยู่ที่รัฐยะไข่ว่า เขาคือ 1 ใน 3 ครอบครัวจากชนเผ่าโรฮีนจาที่ร่ำรวย โดยมารดาแท้ๆ ผู้เป็นชาวโรฮีนจา ก็ยังมีบัตรประจำตัวประชาชน ซึ่งเขายังจำหมายเลขบัตรประชาชนของแม่ได้ดี มิหนำซ้ำ ครอบครัวของเขายังมีที่ดินในครอบครองนับพันไร่ โดยใช้ประโยชน์จากที่ดินด้วยการทำไร่ทำนา และให้ชาวโรฮีนจาคนอื่นๆ ไว้เช่าทำมาหากิน

เมื่อมูฮัมหมัด อันวา อายุได้ 15 ปี พ่อและแม่ของเขาส่งเขาไปเรียนต่อที่ประเทศอินเดียเป็นเวลา 3 ปี ในระหว่างที่เขาร่ำเรียนอยู่ต่างประเทศ เรื่องราวไม่คาดคิดก็เกิดขึ้นกับครอบครัวของเขา โดยที่เขาไม่รู้ตัว เพราะขาดการติดต่อจากพ่อแม่นานนับปี เมื่อเรียนจบเขาเดินทางกลับบ้าน จึงได้พบว่า บ้านหลังใหญ่และที่ดินนับพันไร่ที่ตกทอดมาตั้งแต่ต้นตระกูล ถูกรัฐบาลเมียนมายึดไปโดยไม่ให้เหตุผลใดๆ ทั้งสิ้น พ่อแม่ของเขาร่างกายซูบผอมจนแทบจะจำไม่ได้ และสิ่งที่รัฐบาลเหลือไว้ให้ครอบครัวของเขา ก็เป็นเพียงกระต๊อบหลังเล็กๆ ที่พอจะซุกหัวนอนได้เท่านั้น

เขาและครอบครัว จึงต้องจำทนอยู่ในประเทศเมียนมาเป็นเวลา 1 ปี ซึ่งเป็น 1 ปีที่ทุกข์ระทมยิ่งนัก “ผมทนอยู่ในยะไข่ ผมใช้ชีวิตอย่างยากเย็น แต่ในเวลานั้นผมก็เตรียมวางแผนหาช่องทางทำมาหากินมา แผนการที่จะมีอนาคตที่ดีกว่ามาโดยตลอด และในที่สุดผมก็ทำสำเร็จ เพื่อนของผมชาวดูไบที่รู้จักกันตั้งแต่สมัยเรียน คอยให้ความช่วยเหลือ และพาครอบครัวของผมไปอยู่ในเมืองดูไบ ประเทศสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ จนสามารถทำมาหากิน มีช่องทางทำธุรกิจได้จนถึงทุกวันนี้”

ย้อนดูบาดแผลเจ็บช้ำ ที่สุดความสะเทือนใจ
“คนโรฮีนจา แค่ขยับเนื้อขยับตัวก็ลำบากแล้ว ใครจะทำงานก็ต้องเสียภาษี จับสัตว์น้ำ ปลูกข้าว ทำไร่ เลี้ยงวัว ทุกคนต้องเสียภาษีทั้งนั้น ไม่เว้นแม้แต่จะมีลูกมีเมีย เดินทางไปหมู่บ้านใกล้เคียง ก็ยังต้องจ่ายเงินใต้โต๊ะ วันดีคืนดี รัฐบาลเมียนมาจะริบเอาวัวที่เราเลี้ยงไว้ เอาข้าวที่เราปลูก เราก็ต้องให้เขาไปแต่โดยดี แม้ว่าเราไม่อยากให้ก็ตาม” ประธานสมาคมโรฮีนจาแห่งประเทศไทย เล่าถึงเรื่องราวชีวิตที่ตนเองประสบพบเจอ

เมื่อทีมข่าวถามว่าเหตุการณ์ใดในชีวิตของชาวโรฮีนจาที่ มูฮัมหมัด อันวา พบเจอแล้วสะเทือนใจมากที่สุดในชีวิต เขาตอบอย่างกล้ำกลืนว่า มีอยู่วันหนึ่ง “ผมกำลังนั่งอยู่หน้าบ้าน จู่ๆ ก็ได้ยินเสียงกรีดร้องของผู้หญิง ดังอยู่บริเวณถนนหน้าบ้าน พอหันไปดูตามเสียงนั้น ปรากฏว่าเป็นภาพของญาติสาวคนหนึ่งที่สนิทสนมกับผมมาตั้งแต่เด็กๆ โดนชุดกระชากลากถูจากเจ้าหน้าที่รัฐ และคงไม่ต้องบอกว่าเธอโดนชายฉกรรจ์ลากไปทำอะไร ซึ่งนาทีนั้น คนอื่นๆ รวมทั้งผมก็ไม่สามารถจะช่วยเหลือใดๆ เธอได้ เพราะถ้ามีใครโวยวาย โดนยิงตายตอนนั้นแน่นอน วินาทีนั้นเป็นความรู้สึกที่สุดกลั้น กำมือแน่น น้ำตาไหลออกมาไม่รู้ตัว”

อีกกรณีหนึ่งที่สุดแสนจะเจ็บปวด ก็คือ หากชาวโรฮีนจาโชคร้าย เกิดเจ็บไข้ได้ป่วย พวกเขาจะไม่สามารถเดินทางไปหาแพทย์ที่โรงพยาบาลของรัฐได้ เนื่องจากตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา ชาวโรฮีนจาที่เดินทางไปรักษาโรงพยาบาลรัฐ ด้วยความหวังที่จะมีชีวิตรอด แต่กลับโดนเจ้าหน้าที่ฉีดยาเพื่อให้เสียชีวิต ฉะนั้น ทางเดียวที่จะรอดก็คือ เดินทางไปรักษาที่โรงพยาบาลฝั่งบังกลาเทศ แต่ก็มีค่าแพทย์ ค่าใช้จ่ายในการเดินทางค่อนข้างสูง และพอไปถึงก็ยังต้องมานั่งลุ้นต่อว่า แพทย์จะให้การรักษาหรือไม่

ขอคนไทยฟังสักนิด “เราไม่ร้องขอสิ่งใด แค่ขอหัวใจคนไทยก็พอ...”
ในฐานะประธานสมาคมโรฮีนจาแห่งประเทศไทย และมีชาติกำเนิดเป็นชาวโรฮีนจา ขอยืนยันว่า ชาวโรฮีนจาส่วนใหญ่ไม่ใช่คนที่มีนิสัยเกียจคร้าน เอาแต่เรียกร้อง หรือหัวรุนแรงแต่อย่างใด แต่ชาวโรฮีนจาเป็นอีกหนึ่งเผ่าพันธุ์ที่น่าสงสาร รวมทั้งยังขยันขันแข็ง เพราะถ้าไม่ขยัน ก็มีหวังจะต้องอดตาย และถูกฆ่าเป็นแน่

“ในฐานะตัวแทนของชาวโรฮีนจาแห่งประเทศไทย ผมจะไม่ขอเรียกร้องการสนับสนุนใดๆ จากรัฐบาลไทยทั้งสิ้น แต่ผมขอเพียงให้คนไทยมองชาวโรฮีนจาในแง่ดีบ้างจะได้ไหม เหมือนที่คนไทยไม่รังเกียจคนเมียนมา และสามารถดำรงชีวิตกับคนเมียนมาได้เป็นปกติ พวกเราไม่ได้ขอเข้ามาอยู่ในไทย แต่พวกเราขอเพียงให้คนไทยมองพวกเราในแง่ดีบ้าง แค่นี้ก็เพียงพอแล้ว” ประธานสมาคมโรฮีนจาแห่งประเทศไทย วอนขอหัวใจจากคนไทย

ทั้งนี้ มูฮัมหมัด อันวา ยังเสนอแนะแนวทางการแก้ไขปัญหาผู้อพยพชาวโรฮีนจา โดยระบุว่า 1. รัฐบาลในประเทศอาเซียนควรร่วมมือร่วมใจกันประชุมหารือ เพื่อหาทางออกที่ดีที่สุดร่วมกัน 2. ประเทศพม่าควรคืนสิทธิ์ให้แก่ชาวโรฮีนจา ให้สัญชาติ และนับเป็นหนึ่งในประชากรของประเทศ 3. ควรมีสถานีวิทยุ เพื่อให้ชาวโรฮีนจา รับทราบข่าวสารและความรู้ต่างๆ

ประธานสมาคมโรฮีนจาแห่งประเทศไทย ฝากข้อความไปถึงรัฐบาลไทยว่า หากทางรัฐบาลไทยต้องการให้ทางสมาคมโรฮีนจาแห่งประเทศไทยช่วยเหลือ ไม่ว่าจะในด้านทุนทรัพย์ หรือความร่วมมือในด้านต่างๆ นั้น สามารถแจ้งเข้ามาได้ทันที ทางสมาคมฯ พร้อมให้ความช่วยเหลือตลอด 24 ชั่วโมง พร้อมกันนั้นทางสมาคมยังอยากให้ความช่วยเหลือชาวโรฮีนจาที่อยู่ในสถานกักกันที่เทศบาลเมืองปาดังเบซาร์ จังหวัดสงขลา ในช่วงเข้าสู่ศีลอดที่กำลังจะเดินทางมาถึง โดยให้ความช่วยเหลือในเรื่องของอาหารและเครื่องดื่ม ตั้งแต่เวลาพระอาทิตย์ตกดินเป็นต้นไป แต่ขณะนี้ทางสมาคมไม่สามารถให้การช่วยเหลือโดยพลการได้ จะต้องแจ้งทางภาครัฐเสียก่อน

ข่มเหง รังแก เปิดชีวิตโรฮีนจา ชาติพันธุ์ไร้แผ่นดิน
ชายวัย 38 ปี (ไม่เปิดเผยชื่อสกุล) ประกอบอาชีพล่าม หรือนักแปลภาษา เดิมทีชายผู้นี้เป็นชนพื้นเมืองโรฮีนจา ปัจจุบันถือสัญชาติบังกลาเทศ และประกอบอาชีพปล่อยเงินกู้ในประเทศไทย เปิดทุกแง่มุม ทุกประสบการณ์ชีวิตของผู้อพยพชาวโรฮีนจาอย่างไม่ปิดบังว่า ชาวโรฮีนจาในประเทศเมียนมาส่วนใหญ่ประกอบอาชีพชาวไร่ ชาวนา ทุกคนล้วนไม่มีความรู้ เนื่องจากระบบการศึกษาเข้าไม่ถึง และเมื่อหญิงสาวชาวโรฮีนจามีอายุถึง 12 ปี จะถูกบังคับให้อยู่แต่บ้าน ไม่ให้ออกนอกบ้าน ไม่ให้ออกไปทำงาน ส่วนผู้ชายก็จะต้องออกไปทำไร่ทำนา

“พวกเขาหาเช้ากินค่ำ กว่าจะมีข้าวกินในแต่ละมื้อ ต้องทำงานกันหนักมาก และจู่ๆ รัฐบาลเมียนมา ก็ห้ามพวกยะไข่ออกไปไหน ห้ามออกนอกพื้นที่ เช่น ห้ามเดินทางจากหมู่บ้านหนึ่งไปอีกหมู่บ้านหนึ่ง ก่อนจะไปไหนมาไหน ต้องแจ้งกำนัน ผู้ใหญ่บ้านก่อน แล้วพวกกำนันกับผู้ใหญ่บ้าน ก็จะบีบบังคับเอาเงินใต้โต๊ะ ถ้าไม่ยอมให้ ก็จะไม่ยินยอมให้ออกไปไหน แม้แต่จะมีการแต่งงาน คู่รักหญิงชายก็จะต้องไปขอความยินยอมจากกำนัน ผู้ใหญ่บ้าน และก็เข้าตำราเดิม คือ เสียเงินใต้โต๊ะ เพื่อที่จะได้แต่งงาน หากใครที่อยู่กินกันแล้ว โดยไม่แต่งงาน หรือแอบแต่งงานโดยไม่แจ้ง จะต้องโดนขัง และเสียค่าปรับ” ล่ามผู้คุ้นเคยกับชาวโรฮีนจา เล่าถึงความเป็นอยู่ของคนเหล่านั้น

โดยสาเหตุที่มีกฎหมายบังคับ ห้ามเดินทางไปยังสถานที่อื่นๆ หรือ หากใครจะแต่งงาน จะต้องแจ้งผู้นำชุมชนก่อนทุกครั้ง มิเช่นนั้นจะต้องรับโทษกักขังและเสียค่าปรับ กฎเกณฑ์ต่างๆ ที่ว่านี้ มีมูลเหตุมาจากชาวโรฮีนจามีลูกมาก เช่น โรฮีนจา 1 คน มีลูกขั้นต่ำถึง 4-5 คน เพราะฉะนั้น ทางรัฐบาลเมียนมาจึงต้องใช้มาตรการดังกล่าว เพื่อควบคุมประชากรไม่ให้มีปริมาณมากจนเกินไป ในขณะเดียวกัน ชาวโรฮีนจาจะต้องเสียภาษีให้แก่รัฐบาลพม่า โดยภาษีที่ว่านั้นก็คือ ข้าวเปลือก ไม่ว่าใครจะทำนา เจ้าของนาทุกคนจะต้องเสียภาษีข้าวเปลือกให้แก่รัฐบาลทหารทั้งสิ้น

“รัฐบาลเมียนมาบีบบังคับให้ชาวโรฮีนจาออกนอกประเทศ แม้แต่ทหารเมียนมาเห็นอยู่จะจะว่า โรฮีนจากำลังหนีออกนอกประเทศ แต่ทำเป็นปิดหูปิดตา เหมือนไม่เกิดอะไรขึ้น ถ้าจะบอกว่าไม่เห็นก็เป็นไปไม่ได้ เพราะเดินกันออกมามากมาย เป็นครอบครัว เป็นขบวนหลายร้อยคน ที่เขาทำเป็นไม่เห็นแบบนี้ ก็เพราะจุดประสงค์ของเขาคือ อยากให้โรฮีนจาออกนอกประเทศอยู่แล้ว” ล่าม อดีตชนพื้นเมืองโรฮีนจา เล่าอย่างออกรส

ดีแต่เอา ขี้เกียจ หัวรุนแรง ค้ามนุษย์...คุณสมบัติ โรฮีนจา จริงหรือ?
ส่วนกรณีที่ชาวโรฮีนจาเคยตกเป็นข่าวในหน้าสื่อไทย ว่า ไม่ยอมล้างถ้วยล้างจาน เมื่อครั้งอพยพมาพักพิงที่จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ มิหนำซ้ำยังเรียกร้องขอปริมาณอาหารเพิ่ม ล่ามชาวบังกลาเทศ ตอบในเรื่องนี้ว่า ตนคาดว่ามาจากอารมณ์สิ้นหวังของผู้อพยพชาวโรฮีนจา ที่ต้องการจะเดินทางไปยังประเทศเป้าหมาย แต่กลับโดนกักตัวไว้ในประเทศไทยในเวลาเป็นปีๆ จึงทำให้ไม่มีโอกาสเดินทางไปยังประเทศที่ต้องการจะไปเสียที ความหวังที่เคยมีกลับเลือนรางลงทุกที จนไม่เหลือจุดหมายใดๆ ในชีวิต

“เขาไม่เจอญาติพี่น้องมาเป็นเวลานาน ญาติพี่น้องที่รอคอยเงินที่พวกเขาจะส่งไป แต่เขากลับยังไม่ได้ไปไหน ไม่ได้ทำงาน ไม่มีเงิน พี่น้องที่รออยู่เมียนมาก็อดอยาก ส่วนที่บอกว่า โรฮีนจาเอาแต่สืบพันธุ์ ขี้เกียจ นิสัยแบบนี้ มันมีอยู่แล้วทุกชาติพันธุ์ แต่ก็ไม่ได้เป็นกันทุกคน มันเป็นเพียงบางคนเท่านั้น มิหนำซ้ำคนโรฮีนจา ยังอยู่ในสภาวะที่ต้องขยันทำมาหากินกันตั้งแต่อายุ 12 ปี ใครจะกล้าขี้เกียจ เพราะขี้เกียจก็อดตาย” ล่าม ผู้เติบโตมากับชาวโรฮีนจา ยืนยันหนักแน่น

อันที่จริงแล้ว คนโรฮีนจาไม่ได้มีจุดประสงค์ที่จะเข้ามาอยู่ในเมืองไทย เพราะเป้าหมายที่แท้จริงของคนเหล่านี้ คือ เดินทางไปยังประเทศอินโดนีเซีย มาเลเซีย ประเทศที่นับถือศาสนาเดียวกัน

ถ้าโรฮีนจาคิดจะก้าวเท้าออกไปหาอนาคต อย่าริถอยหลัง!
“คนโรฮีนจา ในเมียนมาที่ร่ำรวย ไม่ใช่คนที่มีเงินมีทองมากมาย แต่เป็นคนที่มีที่ดินเยอะๆ แล้วที่ดินนั้นก็เอามาใช้ประโยชน์ด้วยการทำนา ส่วนคนที่ไม่มีที่ดินก็มารับจ้างทำนาให้คนมีที่นา โดยลูกจ้างจะได้ค่าจ้างประมาณวันละไม่เกิน 30 บาทไทยเท่านั้น แต่ปัจจุบันคนที่มีที่ดินจำนวนมาก ก็โดนรัฐบาลเมียนมายึดไปหมดสิ้น” ล่าม ผู้มีบ้านเกิดอยู่ที่ยะไข่ เล่าอย่างละเอียด

ยามที่คนโรฮีนจาเจ็บไข้ได้ป่วย ก็จะต้องนั่งเรือหางยาวข้ามแม่น้ำจากชายแดนเมียนมา เพื่อข้ามไปยังชายแดนบังกลาเทศ เพื่อทำการรักษา โดยจะต้องให้ทางเจ้าหน้าที่ออกใบอนุญาตให้เดินทางข้ามประเทศได้เป็นเวลา 3 วัน ส่วนกรณีที่ข้ามประเทศไปฝั่งบังกลาเทศ แล้วไม่กลับเข้ามาประเทศเมียนมาอีก ทางราชการเมียนมาก็จะคัดชื่อบุคคลนั้นๆ ออกจากทะเบียนบ้านทันที

“ทางเมียนมาเขาก็ไม่อยากให้กลับเข้าไปประเทศเขาอีก อยากให้ออกไปแล้วไม่ต้องกลับเข้ามา ถ้ากลับเข้าประเทศเมียนมาช้าเกินเวลา 3 วัน เมื่อเจ้าหน้าที่ตรวจพบ จะดำเนินการอย่างรุนแรงถึงขั้นชีวิต ตอนนี้ชาวโรฮีนจาที่อยู่ในประเทศเมียนมา ก็เหลือเพียงแค่เด็ก คนแก่และผู้หญิงเท่านั้น” ล่ามวัย 38 ปี ที่มีชาติกำเนิดเป็นเผ่าพันธุ์โรฮีนจา พูดถึงสิ่งที่พี่น้องพวกพ้องของเขาต้องเจอ

ลักษณะทางสังคม วัฒนธรรม ความเป็นอยู่ของชาวโรฮีนจา มีความหลากหลายมากกว่าที่ใครหลายๆ คนคิด เพราะฉะนั้น เราไม่สามารถเหมารวมชาติพันธุ์ใดชาติพันธุ์หนึ่งไปในรูปแบบเดียวได้ เพราะสุดท้ายอาจนำไปสู่ปัญหาอื่นๆ เป็นผลกระทบโยงใยไปทั่วทั้ง
อาเซียนได้

ในรายงานพิเศษชิ้นต่อไป เราจะพาผู้อ่านเดินตามรอยเส้นทางขบวนการค้ามนุษย์ ไล่เรียงกันตั้งแต่ต้นทาง ยันปลายทาง พร้อมเผยถึงชะตากรรมชีวิตของเหยื่อค้ามนุษย์ โดยอมุษย์นายหน้า และเม็ดเงินที่พวกเขาต้องจ่าย ตื้นลึกหนาบางเป็นเช่นไร ติดตามได้ใน อำมหิตเหลือล้น! ผ่าขบวนการค้ามนุษย์โรฮีนจา แฉเล่ห์วางยา ลักพาสุดทมิฬ

อ่านเพิ่มเติม 

หนีตาย ไฟชัง มนุษย์ทาส! ย้อนไทม์ไลน์โรฮีนจา ชาติพันธุ์ต้องคำสาป

อำมหิตเหลือล้น! ผ่าขบวนการค้ามนุษย์โรฮีนจา แฉเล่ห์วางยา ลักพาสุดทมิฬ

คิดหนักปมโรฮีนจา! ถอดรหัสกฎหมายไทย-เทศ อ้าแขนรับ VS ปฏิเสธ ทางเลือกอยู่ที่...?

ปัญหาที่ไร้ทางออก? ไขผลพวงทุกมิติ แก้ปมโรฮีนจา เผ่าพันธ์ุโลกลืม

โรฮีนจา = คนเกียจคร้าน ชอบก่ออาชญากรรม และมักสืบพันธุ์อย่างไร้ขอบเขต แต่แท้จริงแล้ว พฤติกรรมของพวกเขาเป็นเช่นไรกันแน่? ทำไมจึงต้องหนีออกจากประเทศเมียนมา? ที่นี่มีคำตอบ!