วันศุกร์ที่ 16 พฤศจิกายน พ.ศ. 2561
บริการข่าวไทยรัฐLogin
หนีตาย ไฟชัง มนุษย์ทาส! ย้อนไทม์ไลน์โรฮีนจา ชาติพันธุ์ต้องคำสาป

หนีตาย ไฟชัง มนุษย์ทาส! ย้อนไทม์ไลน์โรฮีนจา ชาติพันธุ์ต้องคำสาป

  • Share:

“โรฮีนจา” กลุ่มชนที่ใครหลายๆ คนต่างตั้งข้อสงสัยชวนฉงนที่ว่า “พวกเขาคือใครกันแน่...?” “อพยพกันมากมายเพื่ออะไร...?” “ต้นตอของเรื่องราวทั้งหมด เกิดจากใคร...?” ทีมข่าวเฉพาะกิจไทยรัฐออนไลน์ เรียบเรียงประวัติศาสตร์ชาติพันธุ์ที่นับว่า มีชะตากรรมชีวิตอันสุดแสนจะเลวร้าย ร้อยเรียงตั้งแต่จุดกำเนิดจนถึงปัจจุบัน ใครคือต้นตอแห่งปัญหาทั้งหมดทั้งมวล อ่านจบ เราเชื่อว่าคุณจะรู้คำตอบ!

โดยเรื่องราวชาติพันธุ์โรฮีนจา ได้เริ่มต้นขึ้นตั้งแต่ปี คริสต์ศตวรรษที่ 7 ---> จากหลักฐานทางประวัติศาสตร์ชาวโรฮีนจาเช่ือว่า บรรพบุรุษ ของชาวโรฮีนจาคือ พ่อค้าชาวเปอร์เซียที่เดินทางมาค้าขาย และตั้งถิ่นฐานที่เมืองค๊อกซ์ บาซาร์ (Cox’s Bazar) ประเทศบังกลาเทศในปัจจุบัน รวมทั้งในรัฐอาระกัน หรือ รัฐยะไข่ ประเทศพม่า ในสมัยก่อน รัฐอารกันมีการปกครองเป็นรัฐอิสระ เรียกว่า อาณาจักรอาระกัน มีราษฎรเป็นชาวยะไข่ที่นับถือศาสนาพุทธ ต่อมามีการขยายอาณาเขต ไปถึงเมืองจิตตะกอง และเมืองธากาของบังกลาเทศในปัจจุบัน ซึ่งมีราษฎรที่นับถือศาสนาอิสลาม

ชาวพม่าชาตินิยมพยายามผลักดันกลุ่มแรงงานอินเดียกลับไปยังประเทศของตน ทำให้เกิดความขัดแย้งในรัฐอาระกัน
จากหลักฐานทางประวัติศาสตร์เช่ือว่า บรรพบุรุษของชาวโรฮีนจาคือ พ่อค้าชาวเปอร์เซีย

พ.ศ. 2428 ---> ในยุคล่าอาณานิคม ของชาติตะวันตก ประเทศอังกฤษได้บุกเข้ายึดบังกลาเทศ และบริษัท อินเดียตะวันออกของอังกฤษได้จ้างชาวบังกลาเทศและอินเดียเป็นทหาร บุกเข้ายึดประเทศพม่าต่อ และได้นำแรงงานจากอินเดีย ประกอบไปด้วย ชาวฮินดู ชาวมุสลิม เข้ามาเป็นแรงงานเกษตร แรงงานท่าเรือในรัฐยะไข่ ซึ่งต่อมาทหารรับจ้างเหล่านี้ไม่ยอมกลับประเทศ และได้ตั้งถิ่นฐานอยู่ในพม่า

พ.ศ.2484-2485 ---> ชาวพม่าชาตินิยมพยายามผลักดันกลุ่มแรงงานอินเดียกลับไปยังประเทศของตน จนทำให้เกิดความขัดแย้งในรัฐอาระกัน ทำให้ชาวอารกันที่นับถือศาสนาพุทธหลบหนีไปอยู่ในประเทศบังกลาเทศ

พ.ศ.2492 ---> พม่าเข้าปราบปรามครั้งแรก โดยยกกองกำลังเข้าปราบปรามกลุ่มชาวอาระกันที่เข้าร่วมกลุ่มพรรคคอมมิวนิสต์ของพม่า แต่ไม่สามารถต่อสู้และควบคุมเอาไว้ได้

พ.ศ.2492-2502 ---> รัฐบาลนายอูนุ (นายกรัฐมนตรีคนแรกของพม่า) ออกกฎหมายเพื่อเอาใจชนกลุ่มน้อยที่อาศัยอยู่ในพม่า โดยการให้สิทธิเป็นพลเมืองพม่าได้

พ.ศ.2503 ---> นายอูนุเดินทางไปยังรัฐอาระกัน โดยได้รับปากกับชาวมุสลิมว่าจะให้พื้นที่ส่วนหนึ่ง อีกทั้งจัดตั้งเขตการปกครองตนเองในรัฐอาระกันขึ้นตรงกับกรุงย่างกุ้ง ให้มีรายการวิทยุโรฮีนจากระจายเสียงเป็นภาษาเบงกาลี และเรียกชาวมุสลิมในพม่า ว่า โรฮีนจา เป็นครั้งแรก

พ.ศ. 2504 ---> หลังจากนายอูนุได้กลับเข้ามาเป็นนายกรัฐมนตรีในสมัยที่ 3 กลับไม่ปฏิบัติตามสัญญาที่ให้ไว้กับชาวโรฮีนจา พร้อมทั้งยกเลิกรายการวิทยุ และประกาศว่าประเทศพม่าเป็นประเทศพุทธศาสนา

ชาวโรฮีนจาถูกจำกัดความเคลื่อนไหว ถูกกดขี่ บังคับใช้แรงงาน ถูกยึดที่ดินทำมาหากิน
รัฐบาลพม่าออกกฎหมายขับไล่คนที่ไม่มีสัญชาติ หนึ่งในนั้น คือชาวโรฮีนจา ซึ่งมีชาวมุสลิมโรฮีนจาถึง 200,000 คน

พ.ศ.2507 ---> หลังจากพลเอกเนวิน (นายกรัฐมนตรีคนที่ 3) ยึดอำนาจพม่าและตั้งรัฐบาลสังคมนิยมพม่าขึ้นใหม่ ได้ยกเลิกสัญญาที่นายอูนุทำไว้ทุกอย่าง ตลอดจนส่งกำลังโจมตีกลุ่มคอมมิวนิสต์ รวมไปถึงกองกำลังโรฮีนจา ถือเป็นการปราบปรามครั้งที่ 2 และครั้งนี้พม่าเป็นฝ่ายชนะ จึงได้ขับไล่ชาวมุสลิม และชาวจีน รวมถึงชาวโรฮีนจาที่ถูกขับไล่ไปอยู่ที่เมืองค๊อกซ์บาซาร์ ซึ่งอยู่ชายแดนติดกับรัฐอาระกันของพม่า

พ.ศ.2517 ---> บังกลาเทศแยกตัวจากปากีสถานส่งผลให้ชาวเบงกาลีอพยพเข้ามาในรัฐอาระกันเพิ่มมากขึ้น เนื่องด้วยเวลาดังกล่าวเศรษฐกิจของพม่าอยู่ในช่วงขาขึ้น ขณะเดียวกัน พล.อ.เนวิน มีโครงการสำรวจสำมะโนประชากร ออกกฎหมายให้คนจีนและอินเดียที่อยู่ในประเทศพม่าเกินกว่า 10 ปี ได้รับสัญชาติพม่า แต่ไม่รวมชาวโรฮีนจาในรัฐอาระกัน

พ.ศ.2521 ---> รัฐบาลพม่าออกกฎหมายขับไล่คนที่ไม่มีสัญชาติ หนึ่งในนั้น คือชาวโรฮีนจา ซึ่งมีชาวมุสลิมโรฮีนจาถึง 200,000 คน โดยบังกลาเทศไม่รับชาวโรฮีนจากลุ่มนี้ และชาวโรฮีนจายังกลายเป็นผู้ไร้สิทธิเสรีภาพ ถูกจำกัดความเคลื่อนไหว ถูกกดขี่ บังคับใช้แรงงาน ถูกยึดที่ดินทำมาหากิน ถูกจำกัดสิทธิการแต่งงานและมีบุตร เพราะรัฐบาลพม่าไม่ต้องการให้พลเมืองโรฮีนจาเพิ่มขึ้น มีการทำลายสุเหร่าและโรงเรียนสอนศาสนา ทำให้ชาวโรฮีนจาไม่สามารถหางานทำหรือค้าขายได้ ต่อมาชาวโรฮีนจาจำนวนมาก ได้อพยพหนีภัยจากพม่าไปอยู่ในหลายประเทศ เช่น บังกลาเทศ ปากีสถาน ซาอุดีอาระเบีย สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ มาเลเซีย และไทย

เรื่องราวชาติพันธุ์โรฮีนจา ได้เริ่มต้นขึ้นตั้งแต่ปีคริสต์ศตวรรษที่ 7
รัฐบาลพม่าไม่ต้องการให้พลเมืองโรฮีนจาเพิ่มขึ้น มีการทำลายสุเหร่าและโรงเรียนสอนศาสนา

พ.ศ.2522 รัฐบาลพม่าและบังกลาเทศร่วมแก้ไขปัญหาผู้ลี้ภัยชาวโรฮีนจา โดยเปิดค่ายอพยพบริเวณชายแดนพม่า-บังกลาเทศ มีชาวโรฮีนจาเดินทางมาอยู่ในค่ายประมาณ 300,000 คน รัฐบาลพม่าได้ออกมาตรการพิสูจน์สัญชาติผู้อพยพ หากพบว่ามีบิดามารดาเกิดในรัฐอาระกันจะให้สัญชาติพม่า

พ.ศ. 2525 ---> รัฐบาลพม่าประกาศยกเลิกค่ายผู้อพยพชาวโรฮีนจาทั้งหมด พร้อมออกกฎหมายห้ามรับชาวโรฮีนจาเป็นพลเมืองพม่า ซึ่งคำสั่งดังกล่าวส่งผลถึงปัจจุบัน

ช่วงเวลาหลังจากการยกเลิกค่ายผู้อพยพชาวโรฮีนจา แต่ชาวโรฮีนจาจำนวนมากยังคงอาศัยอยู่ในรัฐยะไข่ โดยไม่มีอิสระในการเดินทาง หรือกระทำการใด ถูกบังคับเก็บภาษี ยึดที่ดิน บังคับย้ายถิ่นฐาน ขัดขวางการเข้าถึงด้านสาธารณสุข บังคับใช้แรงงาน รวมทั้งมีข้อจำกัดในการสมรส ทำให้มีความยากลำบากอย่างมากในการชีวิต และส่งผลให้ชาวโรฮีนจาหลายพันคนเริ่มอพยพไปยังประเทศเพื่อนบ้าน

พ.ศ. 2541 ---> ชาวโรฮีนจาอพยพมาขึ้นฝั่งไทย ที่ จ.ระนอง เป็นครั้งแรกจำนวน 104 คน ต่อเนื่องจนถึงปัจจุบัน โดยจะใช้ช่วงเวลาอพยพในเดือนพฤศจิกายน-เมษายนของทุกปี เนื่องจากคลื่นลมทะเลสงบ

พ.ศ. 2552 ---> ช่วงเดือนมกราคม ความรุนแรงของสถานการณ์ผู้อพยพชาวโรฮีนจามีความรุนแรงขึ้นโดยทางสำนักข่าวซีเอ็นเอ็น ระบุว่า ชาวโรฮีนจากว่าหนึ่งพันคน ขาดแคลนอาหาร และน้ำ ถูกทารุณกรรมจับโยนลงทะเลโดยทหารพม่า และไม่มีเรือเข้าช่วยเหลือ

พม่าเข้าปราบปรามครั้งแรก โดยยกกองกำลังเข้าปราบปรามกลุ่มชาวอาระกันที่เข้าร่วมกลุ่มพรรคคอมมิวนิสต์ของพม่า
หลังจากการยกเลิกค่ายผู้อพยพชาวโรฮีนจา แต่ชาวโรฮีนจาจำนวนมากยังคงอาศัยอยู่ในรัฐยะไข่

พ.ศ.2555 ---> เกิดเหตุจลาจลในรัฐยะไข่ ระหว่างชาวยะไข่พุทธและมุสลิมโรฮีนจา ช่วงเดือนตุลาคมชาวมุสลิมทุกชาติพันธุ์ในพม่าเริ่มตกเป็นเป้าโจมตีทำให้ไม่สามารถฉลองเทศกาลอีดและอีดิลอัฏฮาได้ แต่สาเหตุของการจลาจลครั้งนี้ยังไม่ชัดเจน คาดว่าเกิดจากการข่มขืนและฆ่าสตรีชาวยะไข่เป็นสาเหตุหลัก รัฐพม่าได้ตอบสนองต่อเหตุการณ์ครั้งนี้โดยการประกาศห้ามออกจากเคหสถานในเวลาค่ำคืน และวางกำลังทหารในพื้นที่และอนุญาตให้ทหารเข้าปกครองพื้นที่ทั้งหมดในรัฐยะไข่ การจลาจลสร้างความเสียหายต่อทั้งบ้านเรือนและชีวิตผู้คนทั้งพุทธและมุสลิม

พ.ศ.2558 ---> เรื่องราวการอพยพของชาวโรฮีนจากลับมาเป็นกระแสอีกครั้ง เมื่อชาวโรฮีนจามากกว่าพันชีวิตอพยพออกจากประเทศพม่า ให้ลอยลำอยู่กลางทะเลในสภาพที่น่าเวทนา เป็นเหตุให้ประเทศในตะวันออกเฉียงใต้ ได้แก่ ประเทศมาเลเซีย อินโดนีเซีย และไทย ร่วมหารือเพื่อหาทางออกของปัญหา รัฐบาลประธานาธิบดีบารัค โอบามา แห่งสหรัฐฯ ประกาศพร้อมจะให้ความช่วยเหลือผู้อพยพชาวโรฮีนจา ด้วยการรับมาอยู่ในสหรัฐฯ

ใครคือผู้สร้างมรดกบาปทิ้งไว้ให้ประเทศพม่า จนกลายเป็นปมปัญหาร้าวลึกลุกลามไปยังประเทศต่างๆในอาเซียน คุณรู้คำตอบหรือยัง?

ตอนต่อไปจะเป็นเรื่องราวชีวิต รวมทั้งทัศนคติของชาวโรฮีนจาที่มีต่อประเทศไทย พวกเขาคิดเห็นอย่างไร เมื่อถูกมองว่า “คนไทยหลายล้านคนไม่ต้องการโรฮีนจา...” และนี่คือสิ่งที่คนโรฮีนจา ร้องขอจากคนไทย ติดตามต่อได้ใน สัมผัสเนื้อแท้โรฮีนจา! ขี้เกียจ สืบพันธุ์ รุนแรง จริงหรือ?

ขอบคุณข้อมูลประกอบจาก : ปัญหาโรฮีนจากับแนวทางการแก้ไข โดยพันเอกหญิงเจษฎา มีบุญลือ ร้อยโทหญิง ดร.ปิยะนุช ปี่บัว สถาบันวิจัยทางยุทธศาสตร์ สถาบันวิชาการป้องกันประเทศ

อ่านเพิ่มเติม 

สัมผัสเนื้อแท้โรฮีนจา! ขี้เกียจ สืบพันธุ์ รุนแรง จริงหรือ?

อำมหิตเหลือล้น! ผ่าขบวนการค้ามนุษย์โรฮีนจา แฉเล่ห์วางยา ลักพาสุดทมิฬ

คิดหนักปมโรฮีนจา! ถอดรหัสกฎหมายไทย-เทศ อ้าแขนรับ VS ปฏิเสธ ทางเลือกอยู่ที่...?

ปัญหาที่ไร้ทางออก? ไขผลพวงทุกมิติ แก้ปมโรฮีนจา เผ่าพันธ์ุโลกลืม

คุณอาจสนใจข่าวนี้

คุณอาจสนใจข่าวนี้