วันอาทิตย์ที่ 22 เมษายน พ.ศ. 2561
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

Going Home

โดย น้าเน็ก


บนถนนที่แสนโล่ง ไร้ผู้คนสัญจรยามดึก หญิงสาวรายหนึ่งมีเหตุจำเป็นต้องเดินทางคนเดียวลำพัง

ขณะเพิ่งวางสายจากแม่ที่บ้านเพื่อบอกว่าใกล้ถึงในอีกไม่นานแล้ว จู่ๆ รถเจ้ากรรมดันดับ สตาร์ตไม่ติด ตายสนิทหน้าตาเฉย เธอเครียดและเครียด ไหงความซวยจึงจำเพาะมาเกิดเวลานี้ มองไปรอบตัวก็ไม่เจอใคร ทำอะไรไม่ได้ นอกจากเปิดไฟฉุกเฉินทิ้งไว้


ระหว่างกำลังมืดแปดด้าน ไม่รู้จะจัดการยังไงอยู่นั้น ก็เหมือนพระเจ้าจะมองเห็น บังเอิญมีรถอีกคันผ่านมาพอดี แต่ไม่แน่ใจว่าสงสารหรือเล่นตลก เมื่อพบว่าในรถที่มาใหม่ มีชายฉกรรจ์ตัวใหญ่นั่งอยู่ห้าคนถ้วน ออร่าหน้าตาไม่น่าไว้ใจพอๆ กับท่าทาง แถมสายตายังคาดเดาเจตนายากอีก ชวนหวาดหวั่นอย่างยิ่ง หากนั่นไม่ใช่สิ่งที่หญิงสาวสนใจ เธอเดือดร้อนอยู่ ต้องการใครสักคนมาแก้ปัญหาจนไม่ทันระวังระแวง ก้าวออกไปขอความช่วยเหลือในที่สุด 
ชายหนุ่มร่างบึ้กทั้งคันรถลงมายืนกระจายเป็นวงล้อมรอบตัวสาวน้อยผู้ประสบเหตุ ไล่มองตั้งแต่หัวจรดเท้า พยักพเยิดส่งสัญญาณให้กันเป็นระยะขณะที่หล่อนก้มลงหาไฟฉายใต้เบาะ แม้กระทั่งตอนเปิดฝากระโปรงรถ สามในห้าก็ทำหน้าเหมือนอยากเปิดกระโปรงเจ้าของรถมากกว่า คือเคลิ้มเป็นอันมาก ทว่าเจ้าตัวไม่ทันสังเกตเห็น เพราะมัวจดจ่อกับเรื่องรถเสีย


ใช้เวลาสักพักก่อนคนหนึ่งจะบอกว่าอาการที่เกิดคงเกินซ่อม และไหนๆ ก็ดึกแล้ว ขอเปลี่ยนเป็นอาสาไปส่งบ้านแทนได้ไหม ส่วนรถก็ทิ้งไว้ก่อน ช่างมัน รูปการณ์ชักทะแม่งๆ แต่เธอกลับปลาบปลื้มกับความเอื้ออาทร เลยตกปากรับคำและยอมขึ้นรถไปกับชายแปลกหน้าทั้งกลุ่ม ไม่นึกเคลือบแคลงใดๆ ทั้งสิ้น
 สุดท้ายปลายทางที่สาวคนนี้พบเจอก็คือ…


บ้านตัวเองครับ …


หนุ่มหน้าโจรแก๊งดังกล่าวพามาส่งบ้านเรียบร้อยโดยสวัสดิภาพตามสัญญา กลายเป็นเทวดาในบัดดล ไม่มีรอยขีดข่วนแม้ปลายเล็บ ปราศจากอันตราย ซ้ำยังโบกไม้โบกมือร่ำลากันดุจญาติมิตร มองตามตาละห้อย น้ำลายยืด เพราะเธอสวย น่ารัก อัธยาศัยดี จะได้เจออีกทีเมื่อไหร่ก็ไม่รู้ ไอ้เพื่อนที่กูทั้งสี่พยายามส่งซิกบุ้ยบอกว่าจีบสิวะ ใช้โอกาสนี้สวมบทพระเอกเดินหน้าทำคะแนนเลยก็ดันป๊อดอีก เซ็ง นางฟ้าหลุดมือไปแล้ว


นั่นคือเหตุการณ์จากหนังสั้นเรื่อง Going Home ของผู้กำกับชาวอินเดียชื่อ Vikas Bahl ที่สร้างขึ้นเนื่องในโอกาสครบรอบเจ็ดปี Vogue India กับธีมยูโทเปีย เพื่อหวังกระตุ้นจิตสำนึก สร้างพลังบางอย่างจากคนดู (อันนี้ไม่ใช่การสปอยล์หนังครับ แถวบ้านเรียกเล่าหมดฉาก)

ทันทีที่จบ ผมได้แต่ครางเบาๆ … โอ โลกสวยสดใสเหลือเกิน


และคิดว่าผู้กำกับเองก็คงเดาใจผู้ชมทุกคนถูกพอสมควร พวกแกต้องแอบค้านในใจกันทั้งนั้นแหละใช่ไหม หาว่าชั้นมโนแจ่มแน่ๆ จึงทิ้งข้อความไว้ตอนจบของหนังว่า Impossible in the Real World คือยากนะ ที่จะมีเรื่องราวดีๆ ระหว่างเพื่อนมนุษย์เกิดขึ้นท่ามกลางเงื่อนไขเช่นนี้ คิดสภาพสิ ชายห้า หญิงหนึ่ง เปลี่ยว ดึก นี่มันองค์ประกอบพื้นฐานของคดีซีเอสไอชัดๆ จึงเรียกว่ายูโทเปีย หมายถึง สถานการณ์ที่เห็นในหนัง แทบจะเป็นไปไม่ได้เลยด้วยซ้ำในชีวิตจริง เปอร์เซ็นต์เป็นเหตุน่าจะเศร้าสูงลิบ แต่นั่นคือสิ่งที่ผู้หญิงหรือแม้กระทั่งชาวบ้านทั่วไปล้วนต้องการ ยามลำบากก็อยากเจอคนมีน้ำใจมาช่วยเหลือ ลำพังตัวเองก็เดือดร้อนจะแย่ ยังต้องมาหวาดระแวงอีกเรอะว่ามันจะฉวยโอกาสทำร้ายซ้ำไหม พวกเราจะสามารถร่วมมือกันทำให้มันกลายเป็นจริงขึ้นมาได้หรือไม่ สำนึกดี สังคมดีน่ะเข้าใจไหม ทำนองนี้

คือยังงี้ ไม่ใช่การคิดโดยตั้งบนความเชื่อว่าผู้ชายทุกคนต้องหื่นกามทรามทรุด ชอบใช้กำลังฉุดคร่าเป็นนิจ หรือสรุปให้ผู้หญิงเป็นเพศอ่อนแอ ไร้ทางสู้อยู่ร่ำไปนะครับ แต่ด้วยกายภาพซึ่งด้อยกว่า ก็มีส่วนเปิดช่องให้ภัยสารพัดแบบเกิดง่ายขึ้น ถ้าจังหวะเอื้ออำนวย ช่วงเวลาเหมาะเจาะพอดีล่ะก็ โอกาสเป็นก็ยิ่งตามมา

ผมโตมาในครอบครัวที่คนรอบข้าง แม้กระทั่งคุณปู่คุณย่าเองยังมองว่าขี้วิตกจริต ระแวง มองโลกในแง่ร้ายเกิน (สงสัยสินะครับว่าคนข้างบ้านยังคบดีอยู่ไหม) กรณีนี้ให้ปิดตาและชี้ไปหาพ่อก่อนคนแรก คือพฤติกรรมหลายข้อของพ่อก็ลอกเลียนแบบยาก แทบกระดุกกระดิกตัวไม่ได้ เช่น ไม่เดินทางตอนกลางคืน ถ้าไม่จำเป็นสุดๆ ด้วยเหตุผล กลางค่ำกลางคืนมนุษย์ปกติก็ควรบ้านใครบ้านมัน (ลูกเมียไม่ต้องทะลึ่งอยากกินข้าวที่ฟู้ดแลนด์ตอนห้าทุ่ม) 
ไม่ให้คนแปลกหน้าที่ตัวเองไม่รู้จักเข้าบ้าน แม้นั่นจะเป็นเพื่อนลูกก็ตาม 


เวลาเดินตามท้องถนนต้องดูสามทิศ ข้างหน้า เงยมองข้างบน จะมีอะไรตกใส่หัวไหม ก้มดูขา ตกท่อรึเปล่า


ที่อยู่อาศัยทุกแห่งต้องมีประตูสามชั้น คือ ประตูกระจก มุ้งลวด เหล็กดัด ความถี่และหนาของเหล็กดัดขึ้นอยู่กับตำแหน่ง (ความสวยงามด้านสถาปัตยกรรมไว้ทีหลัง) คือป้องกันไปหมด คิดเผื่ออีกขั้นจนชาวบ้านรู้สึกว่า เผื่อไกลไปนะ ดูหลุกหลิก แต่เพราะนิสัยนี้หรือเปล่าก็ไม่แน่ใจ ชีวิตถึงสงบสุขดี ไม่มีขโมยมาหา

เราถูกสอนบ่อยๆ ว่าอันตรายเป็นเรื่องใกล้ตัว วินาทีเดียว อะไรก็เกิดขึ้นได้ กันไว้ดีกว่าแก้ เดี๋ยวแย่แล้วจะแก้ไม่ทัน (ซึ่งนั่นก็เป็นสิ่งที่ลืมบ่อยๆ) หลักการง่ายๆ ที่เก็บไว้ไปดัดแปลงได้ก็มีอยู่ วันนี้จะบอก


หนึ่ง อย่ามองข้ามปัญหาเพราะความเคยชิน!


ตามธรรมดานิสัยมนุษย์แหละครับ อะไรก็ตามที่รู้สึกคุ้นเคยกับมัน ระดับการระวังภัยก็จะน้อยลงตาม ความตื่นตัวต่อสิ่งรอบข้างที่เคยมีจะค่อยๆ หายไป กลายเป็นประมาทไม่รู้ตัว เช่น เห็นว่าเป็นซอยบ้านที่ตัวเองเดินมาแต่เด็ก เลยวางใจ กลับคนเดียวตอนดึกๆ เป็นกิจวัตร อันนี้ไม่ควร คือเราชินเอง รู้สึกว่าสภาพแวดล้อมยังคงเหมือนเมื่อวานทุกอย่างนี่หว่า ไม่เห็นต้องกลัวอะไร หรือปกติก็เปิดประตูบ้านทิ้งไว้ ไม่ปิดไม่ล็อก อาศัยว่าเข้าออกสะดวก ทำมาตลอดเป็นนิสัยไม่เคยมีเรื่อง ลืมนึกไปว่าจริงๆ นี่กำลังเปิดช่องให้งูเข้าบ้านอยู่ 

สอง ไม่ควรพาตัวเองเข้าไปอยู่ในสถานที่ หรือเวลาซึ่งรู้อยู่แล้วว่าเสี่ยง ยังไงดี … อย่าสัปดนไปนั่งซึ้งรักกันในหลืบเปลี่ยวลับตาคน เดินคนเดียวก็อย่าก้มหน้าก้มตามองโทรศัพท์ รู้แล้วยังทำ โบราณว่าไม่เอาไหน


มันไม่ใช่คำแนะนำครอบจักรวาลหรอกครับ เป็นแค่ตัวอย่างเพื่อพยายามบอกว่า ก่อนฝากความหวังไว้กับคนอื่น ให้ช่วยเป็นที่พึ่งยามคับขัน เราก็ต้องป้องกันในส่วนตัวเองด้วย อะไรหลีกได้ก็หลีก ถึงมันจะยากก็ตาม ความปลอดภัยจะได้ไม่เป็นแค่ยูโทเปียอีก

น้าเน็ก

26 พ.ค. 2558 10:57 ไทยรัฐ