วันพฤหัสบดีที่ 15 พฤศจิกายน พ.ศ. 2561
บริการข่าวไทยรัฐLogin
คาดเสียงท่วมท้น เกิน190 เชือด ‘บุญทรง-ภูมิ’

คาดเสียงท่วมท้น เกิน190 เชือด ‘บุญทรง-ภูมิ’

  • Share:

‘บิ๊กตู่’เตือนทําประชามติสูญ3พันล้าน สมบัติปัดแย่งซีน-โอ่รับฟังทุกพรรค

สนช.ปิดสำนวนคดีจีทูจีข้าวเก๊ “วิชา” ถล่มขบวนการอุปโลกน์ ใช้คนบริษัท ขายเครื่องเขียน-คนขับรถสยามอินดิก้าทำสัญญาลวงโลก “ภูมิ” แจงคุมอนุ กก.ระบายข้าวแค่ 5 เดือน ล้างข้าวค้างสต๊อก “บุญทรง” โต้เดือด ป.ป.ช.อคติ อ้างวาทกรรมก่อยุติธรรมอำพราง เผยเสียงท่วมท้น 190 เสียง เทถอดถอนตามรอย “ยิ่งลักษณ์” ขณะที่ “มนัส” ไม่รอดติดร่างแห “บิ๊กตู่” บ่นร่างแรก รธน.ละเอียดเกิน รอหลัง สปช.โหวตรับร่างแรก เรียกแม่น้ำ 5 สายคุยเรื่องประชามติ หวั่นสูญฟรี 3 พันล้าน เสียงเข้มห้ามนักการเมืองลงพื้นที่เลียนแบบ “บิ๊กจิ๋ว” เหน็บนายเก่าอายุเยอะ แต่เคยเสนอตัวเป็นนายกฯ “สมบัติ” ปัดแย่งซีน กมธ.ยกร่างฯ เกทับไม่เลือกปฏิบัติรับฟังทุกพรรคการเมือง

สภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ประชุมแถลงปิดคดีถอดถอนนายบุญทรง เตริยาภิรมย์ อดีต รมว.พาณิชย์ นายภูมิ สาระผล อดีต รมช.พาณิชย์ และนายมนัส สร้อยพลอย อดีตอธิบดีกรมการค้าต่างประเทศ กรณีการทุจริตการซื้อขายข้าวแบบจีทูจี โดยฝ่าย ป.ป.ช.แถลงปิดสำนวนยืนยันว่ามีขบวนการอุปโลกน์สัญญาการระบายข้าวไม่มีอยู่จริง ขณะที่ผู้ถูกร้องระบุ ป.ป.ช.พิจารณาคดีแบบสองมาตรฐานและมีอคติ

สนช.แถลงปิดสำนวนจีทูจีเก๊

เมื่อเวลา 10.30 น. ที่รัฐสภา มีการประชุมสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) มีนายพรเพชร วิชิตชลชัย ประธาน สนช.เป็นประธานการประชุม เพื่อพิจารณาแถลงปิดคดีถอดถอนนายบุญทรง เตริยาภิรมย์ อดีต รมว.พาณิชย์ นายภูมิ สาระผล อดีต รมช.พาณิชย์ และนายมนัส สร้อยพลอย อดีตอธิบดีกรมการค้าต่างประเทศ ออกจากตำแหน่ง กรณีการทุจริตการซื้อขายข้าวแบบจีทูจี ก่อนเข้าสู่วาระการประชุม นายพรเพชรแจ้งให้ที่ประชุมทราบถึงผลการไต่สวนของคณะกรรมการ ป.ป.ช. กรณีคุณหญิงจารุวรรณ เมณฑกา อดีตผู้ว่าการตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) ทุจริตต่อหน้าที่ อนุมัติการไปดูงานสำนักงานผู้ตรวจเงินแผ่นดินที่ประเทศฝรั่งเศส สวิตเซอร์แลนด์ อิตาลี ระหว่างวันที่ 5-14 พ.ค.46 ว่าไม่สามารถเอาผิดทางวินัย และไม่สามารถถอดถอนได้ เนื่องจากคุณหญิงจารุวรรณพ้นตำแหน่งไปแล้ว

ป.ป.ช.แฉยิบพิรุธซื้อขายข้าว

จากนั้นจึงเริ่มการแถลงปิดสำนวน เริ่มจากนายวิชา มหาคุณ กรรมการ ป.ป.ช. แถลงปิดสำนวนว่า การระบายข้าวจีทูจีไม่มีจริง แต่เป็นการทำตามกลอุบายอย่างซับซ้อน อาศัยความร่วมมือจากข้าราชการประจำ เอกชน ทำงานเป็นขบวนการสร้างความเสียหายให้ประเทศอย่างร้ายแรง โดยทั้ง 3 คนละเว้นไม่ตรวจสอบว่า บริษัทกวางตุ้ง และบริษัทไห่หนาน เป็นตัวแทนที่ได้รับมอบอำนาจจากรัฐบาลจีนมาทำสัญญาซื้อขายข้าวจีทูจีจริงหรือไม่ จากการตรวจสอบไม่พบว่าทั้ง 2 บริษัทเป็นตัวแทนที่ได้รับมอบอำนาจจากรัฐบาลจีน ชื่อของบริษัทบ่งบอกว่า เป็นบริษัทค้าขายเครื่องเขียนและกีฬา ไม่ใช่บริษัทค้าข้าว รวมทั้งตัวแทนทั้ง 2 บริษัทเดินทางมายังประเทศไทย โดยใช้วีซ่านักท่องเที่ยว ถือว่าผิดวิสัย ไม่สมฐานะผู้แทนการค้าระหว่างประเทศ ขณะเดียวกัน คนไทยที่เป็นตัวแทนของบริษัททั้งสองแห่งในการลงนามสัญญา มีสถานะการเงินไม่น่าเชื่อถือ เป็นแค่พนักงานส่งเอกสาร และคนขับรถของบริษัทสยามอินดิก้าเท่านั้น แต่มาทำสัญญาเป็นหมื่นล้านบาท นอกจากนี้ เงินที่นำมาชำระค่าข้าว ไม่ได้มาจากบริษัททั้งสองแห่ง แต่เป็นเงินจากผู้ค้าข้าวในประเทศไทย ตลอดจนยังเปลี่ยน แปลงรูปแบบการชำระเงินจากระบบแอลซี เป็นการขายหน้าคลังสินค้า เพื่อสร้างความยุ่งยากต่อการตรวจสอบแหล่งที่มาของเงินและข้าว

ถล่มสัญญาลวงโลก–ตุ๋นรัฐ

นายวิชากล่าวว่า การทำสัญญาครั้งนี้จึงไม่ใช่จีทูจี แต่เป็นการสมคบคิดอุปโลกน์ ร่วมมือกันทำจีทูจี มีการเร่งรีบทำสัญญาซื้อขาย เป็นสัญญาลวงโลก ลวงรัฐ และหลอกลวงประชาชนทั้งประเทศ ยืนยันว่า ป.ป.ช.ไต่สวนจากข้อเท็จจริง ไม่ใช้ความรู้สึกส่วนตัวไม่ใช้ข้อมูลตกแต่ง การกล่าวหาว่า ป.ป.ช.มีอคติ ไม่เป็นความจริง เพราะมีการสอบพยานหลักฐานทุกฝ่ายบนหลักความเป็นธรรมทุกขั้นตอน ส่วนที่มีการเปรียบการถอดถอนนายมนัสกับคุณหญิงจารุวรรณ เมณฑกา อดีตผู้ว่า สตง.ว่าเหตุใด ป.ป.ช.ไม่ถอดถอนคุณหญิงจารุวรรณ นั้น เนื่องจากกรณีนายมนัสเป็นการร้องเรียนว่าเป็นตัวการกระทำความผิดทางอาญาร่วมกับผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง เข้าข่ายมาตรา 66 พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ.2542 เมื่อมีมติชี้มูลความผิด จึงต้องส่งให้ สนช.ถอดถอน ส่วนกรณีคุณหญิงจารุวรรณ ไม่ได้ร้องเรียนว่ากระทำผิดร่วมกับผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง เป็นการร้องตามมาตรา 84 เรื่องความผิดอาญาและวินัย จากการไต่สวนไม่พบว่า มีความผิดทางอาญา แต่เป็นพฤติกรรมไม่เหมาะสม ซึ่งตำแหน่งผู้ว่า สตง.ไม่มีกฎหมายให้เอาผิดทางวินัย ที่สำคัญผู้ร้องไม่ได้ยื่นถอดถอนคุณหญิงจารุวรรณ ป.ป.ช.จึงไม่มีอำนาจถอดถอนได้ จึงเพียงแจ้งให้ สนช.รับทราบเท่านั้น ยืนยันว่า ป.ป.ช.ทำหน้าที่สุจริตไม่อคติ ไม่อาฆาตมาดร้าย หรือสองมาตรฐาน มีมาตรฐานเดียวคือ ทำงานเพื่อแผ่นดิน

“ภูมิ” แจงใช้จีทูจีล้างข้าวค้างสต๊อก

จากนั้นนายภูมิ สาระผล อดีต รมช.พาณิชย์ ชี้แจงว่าสาเหตุที่ไม่มาตอบข้อซักถามต่อ กมธ.ซักถาม เพราะศาลฎีกาฯ มีคำสั่งรับคดีทุจริตจีทูจีไว้แล้ว ศาลจะพิจารณาคดีนัดแรกวันที่ 29 มิ.ย. ดังนั้นการแถลงใดๆต่อสภาฯ ย่อมส่งผลกระทบต่อแนวทางการต่อสู้คดีในศาลฎีกาฯ ยืนยันว่าทำหน้าที่ในฐานะ รมช.พาณิชย์ และประธานคณะอนุกรรมการระบายข้าวถูกต้อง ไม่สมคบกับใครตามที่ถูกกล่าวหา แต่ปัญหาสต๊อกข้าวที่ตกค้างจากรัฐบาลเก่าตั้งแต่ปี 48-52 จำนวน 2.1 แสนตัน กระทั่งมาถึงรัฐบาล น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ทำให้ข้าวค้างสต๊อกเริ่มเสื่อมคุณภาพ จำเป็นต้องเร่งระบายเก่า โดยไม่ชักช้าจึงตั้งคณะอนุกรรมการระบายข้าวมา เพื่อพิจารณาระบายข้าว คณะอนุกรรมการฯ นอกจากข้าราชการการเมืองแล้ว ยังมีข้าราชการประจำที่มีประสบการณ์ ความรู้ ความสามารถ ผ่านการระบายข้าวมาหลายรัฐบาล จึงไม่มีเหตุผลที่ตนจะไม่ให้ความเชื่อถือ ทั้งนี้การระบายข้าวจีทูจีช่วยระบายข้าวในสต๊อกได้จำนวนมาก เมื่อกรมการค้าต่างประเทศเสนอเรื่องการซื้อขายข้าวจีทูจีมา จึงเห็นชอบตามกรอบ ไม่ได้ทำนอกเหนือจากที่ราชการเสนอมา ข้าวที่ขายออกไปจากสต๊อกมีราคาเหมาะสม ได้เงินคืนทุกบาททุกสตางค์

โบ้ยพัลวันคุมระบายข้าวแค่ 5 เดือน

นายภูมิกล่าวว่า ได้ทำหน้าที่เป็นประธานอนุกรรมการระบายข้าว 5 เดือน ตั้งแต่เดือน ก.ย.54 ถึงเดือน ก.พ.55 แต่หลังจากเดือน ก.พ.55 เป็นต้นไป ตนได้รับมอบหมายให้ดูแลเฉพาะกรมทรัพย์สินทางปัญญา และกรมส่งเสริมการส่งออก จึงไม่ทราบว่าหลังจากช่วงนั้นมีอะไรเกิดขึ้นกับเรื่องข้าวบ้าง โครงการจำนำข้าวมีผู้เกี่ยวข้องจำนวนมาก มีทั้งผู้ได้และเสียประโยชน์ แม้จะมีการทุจริตก็ควรดำเนินการกับผู้ทุจริต ไม่ใช่เหมารวมว่าผู้ปฏิบัติผิดร่วมกันทั้งหมด ควรแยกแยะหากใช้วิธีเหมารวมความผิด ต่อไปจะหาผู้มาทำงานอย่างทุ่มเทได้ยาก ยืนยันว่าได้ระบายข้าวด้วยความบริสุทธิ์ใจ แต่มีข้อสังเกตและข้อสงสัยว่า เข้ามาทำหน้าที่ 5 เดือน มีรัฐวิสาหกิจจีนที่เกี่ยวกับตนในการระบายข้าวมีแค่บริษัท กวางตุ้งเท่านั้น แต่ ป.ป.ช.ลากตนไปเชื่อมโยงกับบริษัทไห่หนาน ทั้งที่ไม่มีหลักฐาน แสดงว่ามีเจตนายัดเยียดข้อกล่าวหาให้ตน หาก สนช.ลงมติถอดถอน แต่ศาลฎีกาฯ ยกฟ้อง สนช.จะมีมาตรการใดมาเยียวยา จึงสมควรให้ศาลฎีกาฯพิพากษาคดีให้เสร็จก่อน

เพื่อให้ความเป็นธรรม

“บุญทรง” เดือดซัด ป.ป.ช. 2 มาตรฐานนายบุญทรง เตริยาภิรมย์ อดีต รมว.พาณิชย์ กล่าวว่า ยืนยันว่าปฏิบัติหน้าที่ตรงไปตรงมาในช่วงเป็น รมว.พาณิชย์ ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้นก็จะยืนยันเช่นนี้ตลอดชีวิต เป็น ส.ส.มา 14 ปี ไม่ได้ทุจริต ทรยศประชาชน นายวิชาถนัดใช้วาทกรรมยิ่งกว่าผู้แทนฯ ในสภามากล่าวหาตน ยืนยันว่าการระบายข้าวไม่สามารถใช่เล่ห์กระเท่ห์หรือสวมรอยใดๆได้ ทุกอย่างมีขั้นตอนการปฏิบัติ และคณะอนุกรรมการระบายข้าวใช้องค์ประกอบชุดเดิมของรัฐบาลอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ไม่ได้เปลี่ยนแปลงอะไร แต่ ป.ป.ช.กลับ 2 มาตรฐาน กรณีเดียวกันรัฐบาลชุดก่อนทำถูก แต่ตนกลับทำผิด การกล่าวหาว่าเป็นจีทูจีเก๊นั้น ยืนยันว่าเป็นจีทูจีจริง บริษัทไห่หนาน และบริษัท กวางตุ้ง เป็นรัฐวิสาหกิจจีนจริง ไม่ได้อุปโลกน์หรือสวมรอย แต่ ป.ป.ช.ไม่ยอมตรวจสอบพยานฝ่ายผู้ซื้อ ทั้งที่มีหนังสือยืนยันจากบริษัท กวางตุ้ง ว่าเป็นรัฐวิสาหกิจของจีน แต่ ป.ป.ช.กลับตัดทิ้ง เหมือนตั้งธงล่วงหน้า อยากถามว่าความเป็นธรรมที่จะสอบพยานให้ตนไม่มีพื้นที่เหลืออยู่หรือ เหตุใดผู้ถูกกล่าวหาจึงไม่ได้รับโอกาส ส่วนการใช้วิธีขายข้าวหน้าโกดังสินค้า แทนการเปิดแอลซี เพราะรัฐบาลไม่ต้องรับภาระการปรับปรุงคุณภาพข้าว การขนส่ง ค่าธรรมเนียมต่างๆ ผลักภาระไปให้ผู้ซื้อ ไม่ได้เปิดช่องให้ทุจริต และยังปิดช่องทางการทุจริตด้วย

สวนกลับยุติธรรมอำพราง

นายบุญทรงกล่าวว่า ป.ป.ช.พูดถึงคุณธรรม จริยธรรมตลอด แต่เป็นการอ้างวาทกรรมที่ประดิษฐ์ถ้อยคำสวยหรู ยกภาพตัวเองเป็นวีรบุรุษปราบทุจริต ซึ่งขัดแย้งจากความเป็นจริง เลือกถอดถอนนายมนัส แต่ไม่ถอดถอนคุณหญิงจารุวรรณ เป็นการทำสองมาตรฐาน ตอกย้ำว่ารัฐบาลยิ่งลักษณ์ชั่วร้าย ทำลายผลประโยชน์ประเทศ ขอเรียกสิ่งที่ ป.ป.ช.ทำว่า “ยุติธรรมอำพราง” ไม่ไต่สวนพยานที่ตนร้องขอ แต่เลือกไต่สวนพยานที่ไม่เป็นธรรม เบี่ยงเบนชักจูงพยานเพื่อซัดทอดทางการเมือง อยากให้ สนช.รอศาลฎีกาฯ พิจารณาคดีให้เสร็จก่อนเพื่อความเป็นธรรม อยากบอกว่าชีวิตทุกคนต้องการความเป็นธรรม แต่ ป.ป.ช.ประสงค์ประจานตน ให้ประชาชนตราหน้าพวกตนว่าทุจริต ให้อับอาย อัปยศต่อวงศ์ตระกูล การกล่าวหาเช่นนี้คงไม่ได้อยู่ที่การเพิกถอนสิทธิการเมือง แต่แสดงออกถึงความมีอคติ เกลียดชังอย่างออกนอกหน้า เคียดแค้นตนมาก่อน ขอให้ สนช.ใช้ดุลพินิจว่าจะอยู่บนฝ่ายที่ยึดหลักความยุติธรรมคือ ต้องมีคำพิพากษาถึงที่สุด หรือเลือกอยู่บนฝ่ายยุติธรรมอำพราง ตนไม่เคยลวงโลก ลวงรัฐ หลอกลวงประชาชน ขอปฏิเสธทุกข้อกล่าวหา

หลังจากทั้งสองฝ่ายแถลงปิดสำนวนเรียบร้อยแล้ว นายพรเพชรได้แจ้งให้ที่ประชุม สนช.ทราบว่า จะมีการลงมติถอดถอนคดีดังกล่าวในวันที่ 8 พ.ค.

สนช.ไม่กดดันโหวตมติเชือด

ที่รัฐสภา นายพรเพชร วิชิตชลชัย ประธานสนช. กล่าวว่า อยากให้สมาชิก สนช.ตั้งใจรับคำแถลงปิดคดีของผู้ถูกกล่าวหาทั้ง 3 คน เพื่อนำไปวินิจฉัยว่าจะลงมติถอดถอนทั้ง 3 คนหรือไม่ ส่วนที่ผู้ถูกกล่าวหาทั้ง 3 คนไม่มาตอบข้อซักถามต่อคณะกรรมาธิการซักถามของ สนช.ไม่ใช่เรื่องผิดปกติ และไม่มีผลต่อการตัดสินใจลงมติถอดถอนของ สนช.ที่ทั้ง 3 คนใช้วิธีมาแถลงปิดสำนวนแทนอาจกลัวถูกซักถาม หรืออาจจะรู้อยู่แล้วว่าจะซักถามอย่างไรบ้าง ทั้งนี้แม้คดีดังกล่าวจะอยู่ในชั้นศาลฎีกาแผนคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองแล้ว แต่ถือเป็นคดีคนละส่วนกัน สนช.จึงไม่มีความกดดันในการโหวตลงมติ

เทเสียงท่วมท้นสอย “บุญทรง­–ภูมิ”

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สำหรับการลงมติถอดถอนนายบุญทรง นายภูมิ และนายมนัส กรณีการทุจริตการระบายข้าวจีทูจีในวันที่ 8 พ.ค. สนช.ส่วนใหญ่เห็นตรงกันว่านายบุญทรงและนายภูมิมีความผิดจริง เพราะสมาชิก สนช.ส่วนใหญ่มองว่า ป.ป.ช.ชี้แจงโดยอ้างพยานหลักฐานได้ชัดเจนว่าไม่ใช่การทำสัญญาแบบจีทูจี ขณะที่นายบุญทรงและนายภูมิไม่สามารถชี้แจงได้ว่าบริษัททั้งสองแห่งที่เป็นคู่สัญญา เป็นตัวแทนที่ได้รับมอบอำนาจจากรัฐบาลจีนจริงหรือไม่ ไม่สามารถระบุได้ว่าข้าวที่ทำสัญญามีการส่งออกนอกประเทศจริงหรือไม่ ทำให้เสียง สนช.ทุกสายเทไปทิศทางเดียวกันว่าจะลงมติถอดถอนนายบุญทรงและนายภูมิออกจากตำแหน่ง คาดว่าผลคะแนนจะใกล้เคียงกับคะแนนถอดถอน น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ที่ผ่านมาคือ 190 เสียง เพราะสนช.เข้าใจโครงการจำนำข้าวมากขึ้น

“มนัส” ก็ไม่รอดส่อติดร่างแห

ส่วนกรณีนายมนัส สร้อยพลอย อดีตอธิบดีกรมการค้าต่างประเทศนั้น เสียง สนช.ก้ำกึ่งสูสีกันมากว่าจะลงมติถอดถอนหรือไม่ โดยแตกเป็น 2 ฝ่ายคือ ฝ่ายแรก สนช.สายข้าราชการประจำเห็นว่าไม่สามารถถอดถอนได้ เนื่องจากนายมนัสไม่ใช่นักการเมือง เป็นเพียงข้าราชการระดับสูงที่ต้องปฏิบัติตามนโยบายรัฐบาล อีกทั้งนายมนัสพ้นจากตำแหน่งอธิบดีกรมการค้าต่างประเทศไปแล้ว โดยยกกรณีที่ ป.ป.ช.ไม่ดำเนินการถอดถอนคุณหญิงจารุวรรณ เมณฑกา อดีตผู้ว่าการ สตง. ออกจากตำแหน่ง ทั้งที่คุณหญิงจารุวรรณพ้นจากตำแหน่งไปแล้วเช่นกันมาเทียบเคียง ขณะที่ สนช.ฝ่ายที่เห็นว่าถอดถอนได้เพราะเป็นหนึ่งในตัวละครที่ช่วยให้ขั้นตอนการทำจีทูจีปลอมสำเร็จเสร็จสิ้น แม้จะเห็นใจนายมนัสแต่จำเป็นต้องถอดถอน แต่เสียงให้ถอดถอนยังมีมากกว่า อาจจะมีเสียงสนับสนุนให้ถอดถอนเกิน 132 เสียงไปเล็กน้อย ซึ่งเพียงพอจะถอดถอนนายมนัสได้ เพราะเสียงยังเกิน 3 ใน 5 ของจำนวนสมาชิกทั้งหมด

ประชามติ “บิ๊กตู่” รอถกแม่น้ำ 5 สาย

เมื่อเวลา 14.15 น. ที่ทำเนียบรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯและหัวหน้า คสช.กล่าวภายหลังการประชุม ครม. ว่าเรื่องรัฐธรรมนูญได้ให้แนวทางไปหมดแล้ว ในส่วนของ ครม.และ คสช.จะคุยกันในวันที่ 19 พ.ค.ว่าจะแก้ตรงไหน ถ้าสปช.ลงมติผ่านต้องไปถามแม่น้ำ 5 สาย ต้องการทำประชามติหรือไม่ ถ้าเห็นชอบร่วมกันว่าต้องทำก็ต้องใช้เวลาในการแก้ไขรัฐธรรมนูญชั่วคราวก่อนถึงจะทำประชามติได้ ต้องใช้เงิน 3,000 ล้านบาท และต้องใช้เวลาอีก 1-3 เดือน ทำประชามติ มีสูตรของมันอยู่แล้ว ไม่เกี่ยวกับตนเลย แต่เกี่ยวกับแม่น้ำ 5 สายและประชาชนทั้งประเทศ ยืนยันและใช้คำว่าเป็นไปตามโรดแม็ป ถ้าอยากให้ทำประชามติก็ต้องยอมรับสภาพและใช้เงินที่มีอยู่ แทนที่จะนำเงินไปสร้างความเข้มแข็งแต่ต้องมาหายไป 3,000 ล้านบาท จะได้อะไรขึ้นมากับตรงนี้หรือไม่ยังไม่รู้ แต่อาจจะได้ก็ได้ ถามว่าคนจะยอมรับ ทั้งหมดหรือไม่ก็ไม่หมดหรอก ผ่านไม่ผ่านจะยอมรับไปก่อนหรือไม่ นั่นแหละอันตราย ถ้าผ่านก็ต้องผ่านทั้งหมด ไม่ผ่านก็ไม่ผ่านทั้งหมดถึงจะเลิกทะเลาะกันเสียที แต่อย่าให้ใครมาชี้นำ

ติง รธน.ลงรายละเอียดมากเกิน

พล.อ.ประยุทธ์กล่าวอีกว่า ตนเห็นว่ารัฐธรรมนูญของเราเปลี่ยนมาหลายรอบแล้วเป็นเพราะเราลงรายละเอียดมากเกินไป เอารัฐธรรมนูญมาตีกัน ควรจะเขียนประเด็นหลักๆไหม สิ่งไหนควรอยู่ในรัฐธรรมนูญหรืออยู่ในกฎหมายลูก อะไรควรจะอยู่ในบทเฉพาะกาล ถ้าจะทะเลาะกันก็ทะเลาะกันตรงส่วนร่างรัฐธรรมนูญจะได้ไม่ต้องเปลี่ยนบ่อย ขณะนี้บ้านเมืองอยู่ในสถานการณ์คับขันถูกจับตามองดูอยู่ โดยเฉพาะตนมีคำถามว่าถ้าตนไม่อยู่แล้วจะเป็นไปตามที่วางไว้หรือไม่ซึ่งก็ตอบยาก แต่ยืนยันว่าจะพยายามทำให้มากที่สุดทุกเรื่องที่ทำได้ในสิ่งที่ไม่ผิดกฎหมายหรือมีผลประโยชน์ วันนี้หาคนจะเข้ามาเป็นนายกฯยังไม่ค่อยอยากจะมี จะมีก็แค่คนเก่าๆไม่รู้ว่าจะได้คนเก่าๆหรือเปล่ายังไม่รู้ ส่วนการปฏิรูปต้องทำเป็นขั้นตอน โดยไม่ต้องใช้อำนาจพิเศษ อย่างการปฏิรูปเรื่องโครงสร้างตำรวจเป็นเรื่องของรัฐบาลใหม่ ถ้าทำตอนนี้ก็ตีกันตาย ทำตามใจกันมันไม่ได้

ห้ามนักการเมืองลงพื้นที่แบบ “บิ๊กจิ๋ว”

เมื่อถามว่า ถ้านักการเมืองต้องการจะลงพื้นที่พบประชาชน อย่างที่ พล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ อดีต นายกฯ ลงพื้นที่พบชาวนาที่ จ.พระนครศรีอยุธยาจะทำได้หรือไม่ พล.อ.ประยุทธ์ตอบว่า ไม่ได้ เพราะไม่มีหน้าที่ตรงนั้น อะไรที่เป็นหน้าที่ของการเมืองหรือเกี่ยวข้องกับการเมืองทำไม่ได้หมด ทำได้เพียงการร่วมประชุมกับศูนย์ปรองดองสมานฉันท์เพื่อการปฏิรูป (ศปป.) ถ้าอยากจะพบปะกัน กำลังให้ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกฯและ รมว.กลาโหม ดูรายละเอียดว่าจะประชุมพรรคกันที่ไหนอย่างไร แต่ต้องไม่ใช่การประชุมอิสระ เพราะประชุมกันอยู่แล้ว ทางโทรศัพท์ก็คุยกันได้ แต่ถ้าอยากประชุมพรรคให้ไปที่ ศปป.จะจัดห้องไว้ให้ แล้วจะให้คนไปนั่งฟังด้วย ท่านควรจะรู้หรือไม่ว่าควรต้องทำอะไรอย่างไรไปถามท่านเอง เดี๋ยวจะหาว่าตนไม่เคารพท่านอีก แต่นี่เคารพอยู่ เพราะเป็นอดีตผู้บังคับบัญชา ตนเคารพท่านเป็นการส่วนตัวอยู่แล้วในฐานะทหารเก่า ไม่เคยดูถูกท่านในความเป็นคนเก่งของท่าน แต่วันนี้ท่านอายุเยอะแล้ว เมื่อถามว่า การที่ระบุว่า พล.อ.ชวลิตอายุเยอะ ควรพักผ่อนแล้วใช่หรือไม่ พล.อ.ประยุทธ์ ตอบว่า “ไม่รู้ แล้วแต่จะคิด แต่ท่านก็เคยเสนอว่าพร้อมที่จะเป็นนายกฯไม่ใช่เหรอ”

งัดอัยการศึก-ม.44 ปรามม็อบครู

พล.อ.ประยุทธ์กล่าวถึงกรณีที่มีข้อเสนอปฏิรูปการศึกษาถ่ายโอนโรงเรียนและสถานศึกษาสังกัดกระทรวงศึกษาธิการไปอยู่ในกำกับดูแลขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) ว่า รู้สึกกังวลเรื่องนี้ อยากบอกกับบรรดาครูที่ออกมาแต่งชุดดำคัดค้าน และผู้เกี่ยวข้องว่าอย่าไปตกใจ ยังไม่ถึงเวลา ยังไม่รู้เลยว่าการปฏิรูปจะระบุไว้ในส่วนใดของรัฐธรรมนูญ การปฏิรูปนั้นต้องอยู่ภายใต้การควบคุมของรัฐบาลชุดใหม่ ใน สปช.เสนอให้ครูในพื้นที่ไปขึ้นกับท้องถิ่น แต่ก็เอาแล้วไม่ยอมเดินขบวน รัฐธรรมนูญยังไม่เสร็จจะประท้วงอะไรกันตั้งแต่วันนี้ วันนี้มีกฎหมายแรงที่สุดแล้วคือกฎอัยการศึกและรัฐธรรมนูญ มาตรา 44 ถามว่าถ้าปลุกระดมกันขึ้นมามากๆก็มีโอกาสเกิดขึ้น

“บิ๊กป้อม” ท่องคาถายึดตามโรดแม็ป

ที่โรงพยาบาลทหารผ่านศึก พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกฯ ฝ่ายความมั่นคงและ รมว.กลาโหม กล่าวถึงกรณีที่พระสุเทพ ปภากโร ระบุให้ คสช.อยู่บริหารประเทศ 5 ปี ยืนยันว่ารัฐบาลและ คสช.เดินตามโรดแม็ป ท่านจะสนับสนุนก็เป็นเรื่องของท่าน ส่วนกรณีที่ กมธ.ยกร่างฯ เห็นควรให้ทำประชามติร่างรัฐธรรมนูญเสนอมาได้วันที่ 19 พ.ค.ทาง คสช.และคณะรัฐมนตรีจะประชุมร่วมกันอีกครั้ง ทุกอย่างต้องทำตามรัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราว พ.ศ.2557 ส่วนปัญหาสภาวะเศรษฐกิจที่ยังไม่ดีขึ้นนั้น เหมือนกันหมดทุกประเทศในกลุ่มอาเซียน จะต้องปรับคณะรัฐมนตรีหรือทีมเศรษฐกิจใหม่หรือไม่นั้น ต้องไปถามนายกฯแต่ดูท่าทางนายกฯยังไม่มีแนวความคิดที่จะปรับ ครม. เพราะ ครม.ทุกคนตั้งใจทำงานทั้งหมด ขอให้มั่นใจรัฐบาลและนายกฯที่พยายามทำทุกอย่างเพื่อคนไทยและประเทศ การปรับ ครม.ตอนนี้ยังไม่พูด แต่จะพูดกันวันข้างหน้าหรือไม่ตนไม่รู้ แต่วันนี้ยังไม่คิด

ชี้ยืด 3 เดือนเท 3 พัน ล. ถือว่าคุ้ม

นายประสาร มฤคพิทักษ์ สมาชิก สปช.กล่าวถึงการทำประชามติร่างรัฐธรรมนูญว่า เป็นการออกกฎหมายโดยประชาชนทั้งประเทศ เป็นโอกาสดีที่เกิดการตื่นรู้ทางการเมืองร่วมกัน หากร่างรัฐธรรมนูญผ่านประชามติของประชาชน จะทำให้รัฐธรรมนูญมีความชอบธรรมมากกว่าวิธีใดๆ ยากที่ใครจะมาฉีกทิ้งได้โดยง่าย เห็นด้วยเต็มที่ให้มีการลงประชามติ แต่ไม่ควรจะมีคำถามหลายข้อที่จะเกิดความยุ่งยากตามมา เช่น รับบางมาตรา แต่บางมาตราไม่รับ จะทำให้ต้องเลื่อนเวลาออกไป และต้องใช้เวลาเพิ่มขึ้นราว 3 เดือน มีค่าใช้จ่ายเพิ่มขึ้นราว 3,000 ล้านบาทอีก แต่ก็คุ้มค่ามากเมื่อคำนึงถึงความชอบธรรม

กมธ.ยกร่างฯ ต้องใจกว้างฟังคนอื่น

นายนิรันดร์ พันทรกิจ คณะกมธ.ปฏิรูปการเมืองของ สปช.ให้สัมภาษณ์ว่า คณะ กมธ.ปฏิรูปการเมืองยืนยันจะเชิญ 74 พรรคการเมืองเข้าให้ความคิดเห็น เพราะร่างรัฐธรรมนูญจะต่างคนต่างทำไม่ได้ เราก็มีสิทธิหาข้อมูลเพื่อสรุปผล ก่อนให้ข้อมูล กมธ.ยกร่างฯ การที่ พล.อ.เลิศรัตน์ รัตนวานิช โฆษก กมธ.ยกร่างฯพูดว่า กมธ.การเมืองน่าจะคิดเองได้ โดยที่ไม่ต้องมีคนอื่นมาช่วยคิด คงเป็นเพียงความคิดส่วนตัวของท่านหรือไม่ เพราะในชุดของ กมธ.ปฏิรูปการเมืองก็มีผู้เป็นคณะ กมธ.ยกร่างฯ ถึง 4 คน ไม่ได้มีใครมีความเห็นแย้งเรื่องที่ กมธ.ปฏิรูปการเมืองจะเชิญพรรคการเมืองเข้ามาให้ความคิดเห็น สาระสำคัญของร่างรัฐธรรมนูญ ต้องทำเรื่องที่เป็นไปได้ ไม่ใช่จะมาทำเรื่องที่เป็นไปไม่ได้ มิเช่นนั้นจะแก้ปัญหาที่ผ่านมาไม่ได้เลย กมธ.ยกร่างฯ จึงต้องเปิดใจกว้างฟังความเห็นฝ่ายอื่นบ้าง

“สมบัติ” ปัดแย่งซีน กมธ.ยกร่างฯ

นายสมบัติ ธำรงธัญวงศ์ ประธาน กมธ.ปฏิรูปการเมือง สปช.กล่าวถึงกรณี พล.อ.เลิศรัตน์ รัตนวานิช โฆษก กมธ.ยกร่างฯไม่เห็นด้วยที่ กมธ.ปฏิรูปการเมืองจะเชิญตัวแทนพรรคการเมืองมาให้ความเห็นต่อร่างรัฐธรรมนูญว่า กมธ.ปฏิรูปการเมืองเชิญพรรคการเมืองมาให้ความเห็นอย่างตรงไปตรงมา ไม่มีอะไรซ่อนเร้น และไม่ได้ทำงานทับซ้อนกับ กมธ.ยกร่างฯ เพราะทราบว่า กมธ.ยกร่างฯจะเชิญเฉพาะพรรคการเมืองขนาดใหญ่มาให้ความเห็น แต่ กมธ.ปฏิรูปการเมืองจะเชิญทุกพรรคไม่ได้เลือกปฏิบัติ แค่อยากรับฟังความเห็นของพรรคการเมือง เพื่อมาช่วยยืนยันข้อมูลของ กมธ.ปฏิรูปการเมือง หาก กมธ.ยกร่างฯบอกว่าพร้อมรับฟังความเห็นก็ต้องรับฟัง ไม่ใช่พูดอย่างทำอย่าง ที่ผ่านมาเคยจัดระดมความเห็นของพรรคการเมืองมาก่อนหน้านี้แล้ว และไม่ได้ต้องการนำความเห็นของพรรคการเมืองมาหนุนเหตุผลของ กมธ.ปฏิรูปการเมือง เพราะเรามีความเห็นเรื่องร่างรัฐธรรมนูญมานานแล้ว แต่บางเรื่องความเห็นของ กมธ.ปฏิรูปการเมืองอาจไปสอดคล้องกับพรรคการเมือง

“บวรศักดิ์” กวักมือทุกฝ่ายส่งความเห็น

เมื่อเวลา 09.40 น. ที่มหาวิทยาลัยรังสิต มีการประชุมวิชาการระดับชาติครั้งที่ 3 เรื่องนวัตกรรมสังคมกับการปฏิรูปประเทศไทย 360 องศา โดยนายบวรศักดิ์ อุวรรณโณ ประธานคณะกรรมาธิการ (กมธ.) ยกร่างรัฐธรรมนูญ ปาฐกถาในหัวข้อ “การปฏิรูปการเมือง ประเทศไทยหลังรัฐธรรมนูญ พ.ศ.2558” ตอนหนึ่งว่า เราออกแบบรัฐธรรมนูญเพื่อแก้ไขปัญหาบ้านเมือง การปฏิรูปประเทศไทย คือการมองในอนาคตของการปฏิรูป แต่การมองอนาคตต้องพิจารณาถึงสภาพความเป็นอยู่เดิมด้วย หากทุกภาคส่วนมีส่วนร่วมพิจารณาเนื้อหาเกี่ยวกับการสร้างพลเมืองเป็นใหญ่ หนุนสังคมที่เป็นธรรม และนำชาติสู่สันติสุขให้มากกว่าการเมืองที่มีผู้ดูแลผลประโยชน์ของฝ่ายการเมืองอยู่แล้ว เชื่อว่าจะเห็นความหวัง และนวัตกรรมใหม่ของสังคมที่เขียนไว้ในร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ อย่างไรก็ตาม ร่างรัฐธรรมนูญนั้นขั้นตอนปัจจุบันสามารถแก้ไขได้ ตนพร้อมรับฟังความคิดเห็นทั้งหมด รวมถึงพรรคการเมือง องค์กรอิสระ และภาคส่วนต่างๆ ขอให้ยื่นมายัง กมธ.ยกร่างฯภายในวันที่ 10 มิ.ย.

ประชามติกินเวลามากกว่า 1 เดือน

นายบวรศักดิ์กล่าวต่อว่า การพิจารณาแก้ไขร่างรัฐธรรมนูญตามความเห็นของ สปช.และภาคส่วนต่างๆ กมธ.ยกร่างฯจะมีเวลาทำงานเพียง 40 วันเท่านั้น ส่วนเวลาที่เหลือจะเป็นช่วงทบทวนถ้อยคำและเรียงเลขมาตราให้ถูกต้อง ส่วนการทำประชามติยืนยันตั้งแต่เข้ารับตำแหน่งประธาน กมธ.ยกร่างฯว่าต้องทำ เหตุผลคือ รัฐธรรมนูญ พ.ศ.2540 เป็นฉบับประชาชน รัฐธรรมนูญ พ.ศ.2550 เป็นฉบับที่ผ่านประชามติ เมื่อยกเลิกรัฐธรรมนูญ พ.ศ.2550 จะมีเหตุผลใดที่จะไม่นำรัฐธรรมนูญกลับไปหาประชาชนอีก แต่ต้องแก้รัฐธรรมนูญ (ฉบับชั่วคราว) พ.ศ.2557 โดยความเห็นชอบร่วมกันของ คสช. ครม. และสนช. หากทำประชามติคงไม่ใช่ใช้เวลาเพียง 1 เดือน ต้องมีกระบวนการ เช่น พิมพ์ร่างรัฐธรรมนูญ 42 ล้านฉบับแจกให้ผู้มีสิทธิเลือกตั้งพิจารณาและเปิดเวทีผ่านสถานีโทรทัศน์ วิทยุ ให้ทุกภาคส่วนทั้งที่เห็นด้วยกับไม่เห็นด้วยแสดงความเห็นอย่างเต็มที่ ก่อนจะให้ประชาชนไปหย่อนบัตรออกเสียงประชามติ ดังนั้นต้องใช้เวลามากกว่า 1 เดือน หากจะใช้เวลาเพียง 1 เดือน อาจเป็นวิธีที่ไม่เป็นไปตามหลักสากล

“กษิต” ซัด รธน.ใหม่เผด็จการ

ด้านนายกษิต ภิรมย์ อดีต รมว.ต่างประเทศกล่าวว่า ร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ ถือเป็นร่างเผด็จการ ไม่เห็นด้วยกับนายบวรศักดิ์ใดๆทั้งสิ้น เป็นร่างที่สั่งการและควบคุมประชาชน 11 องค์กรที่ถูกตั้งขึ้นมาใหม่ เหมือนบงการบริหารจัดการบ้านเมืองจากข้าราชการ ตราบใดที่เราต้องการจำกัดบทบาทนัก การเมือง ก็เหมือนจำกัดบทบาทของประชาชน หัวใจของการปฏิรูปคือการกระจายอำนาจ โอนการทำงานจากส่วนกลางไปสู่จังหวัด รวมทั้งต้องปฏิรูปการจัดซื้อจัดจ้าง ไม่มีรัฐมนตรีในยุโรปสักคนเดียวที่มีอำนาจลงนามจัดซื้อจัดจ้างเหมือนของไทย

พท.พร้อมชงความเห็นทุกวง

นายภูมิธรรม เวชยชัย รักษาการเลขาธิการพรรคเพื่อไทย กล่าวถึงกรณีคณะ กมธ.ยกร่างรัฐธรรมนูญ และ กมธ.ปฏิรูปการเมือง สภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) จะเชิญตัวแทนพรรคการเมืองไปให้ความเห็นต่อการแก้ไขร่างรัฐธรรมนูญว่า เบื้องต้นพรรคได้รับจดหมายของ กมธ.ยกร่างฯถามความเห็นมาเป็นข้อๆ และกำลังรวบรวมความเห็นจากทั้งสมาชิกพรรคและประชาชนทั่วไป “หาก คสช.ไม่อนุญาตให้พรรคการเมืองประชุม เราคงทำได้อย่างที่เคยทำคือ ส่งตัวแทนไป แต่เวลาแสดงความเห็นก็อ้างได้เพียงความเห็นส่วนตัว สำหรับกรณีที่ กมธ.ปฏิรูปการเมือง สปช.จะขอความเห็นจากพรรค การเมืองด้วยนั้น ผมยังไม่เห็นจดหมาย ขอไปดูก่อน แต่สิ่งใดที่คิดว่าทำแล้วเป็นประโยชน์ต่อประเทศเรายินดี วันนี้ใครจะเสนอให้มีการระดมความเห็นนับเป็นเรื่องดีทั้งนั้น กมธ.ยกร่างฯและ สปช.อย่าไปทะเลาะกันเลย บ้านเมืองบอบช้ำมามากแล้ว” นายภูมิธรรมกล่าว

ติงก๊วนการเมืองลง ส.ส.เละเทะแน่

ที่วัดธารน้ำไหล (สวนโมกขพลาราม) จ.สุราษฎร์ธานี พระสุเทพ ปภากโร (นายสุเทพ เทือกสุบรรณ) อดีตแกนนำ กปปส.ให้สัมภาษณ์ถึงความเห็นต่างเรื่องการทำประชามติร่างรัฐธรรมนูญว่า พรรคการเมืองและนักการเมืองคิดเรื่องตัวเองมากเกินไป ควรคิดเรื่องประเทศชาติเป็นหลัก เคยพูดกันใน กปปส.ว่ากติกาบ้านเมือง ถ้าจะแก้ก็ต้องแก้ว่าต่อไปนี้พรรคการเมือง จะมีได้เฉพาะพรรคการเมืองที่มีประชาชนเป็นเจ้าของพรรคเท่านั้น คนอื่นแม้บริจาคเงินให้พรรคได้ แต่ไม่มีสิทธิบริหารพรรคใครให้เงินใต้โต๊ะ พรรคนั้นต้องถูกยุบพรรคทันที เมื่อถามว่าร่างรัฐธรรมนูญกำหนดให้ทั้งพรรคการเมือง และกลุ่มการเมืองลงสมัคร ส.ส.ได้ พระสุเทพ กล่าวว่าไม่แน่ใจว่าเขาต้องการอะไร ถ้าปล่อยให้คน 5 คน 8 คน รวมตัวกันเป็นกลุ่มการเมืองได้ จะทำให้การเมืองไม่แข็งแรง จะเละเทะเป็นผลร้ายทางการเมืองต่อสังคมไทย และต้องแก้เรื่องการเลือกตั้ง ให้สิทธิเลือกตั้งเป็นสิทธิพลเมือง การซื้อสิทธิขายเสียง โกงเลือกตั้ง ต้องบัญญัติในกฎหมายเลือกตั้งใหม่ว่าการเลือกตั้งต้องบริสุทธิ์ การซื้อสิทธิขายเสียงทำลายหลักการประชาธิปไตยมีความผิดทั้งคนซื้อและคนขาย การปฏิรูปการเมืองเรื่องหลักควรเริ่มจากพรรคการเมืองและการเลือกตั้ง

นายกฯ สั่งดูแลผู้มีรายได้น้อย

ที่ทำเนียบรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯ และหัวหน้า คสช.ให้สัมภาษณ์ภายหลังการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ว่า ตนเป็นห่วงเรื่องเศรษฐกิจระดับล่าง โดยให้ความสำคัญทุกกลุ่มอาชีพ และสั่งทุกกระทรวงให้ดูแลผู้มีรายได้น้อยเป็นหลัก ขณะเดียวกันจะส่งเสริมผู้มีรายได้ปานกลางและเศรษฐกิจขนาดใหญ่ด้วย ยอมรับว่าจะทำให้ทั้ง 3 ส่วนพึงพอใจทั้งหมดเป็นเรื่องยาก แต่ในระดับล่างจะดูแลเข้มแข็งในทุกมิติ ให้ชาวไร่ชาวนาและผู้มีรายได้น้อยรับรู้ข่าวสารจากรัฐบาล ได้ย้ำกับทุกกระทรวงให้พูดถึงคนละดับล่างก่อน ตนจะลงไปตรวจดูด้วยว่าคนในระดับล่าง เข้าใจถึงนโยบายของรัฐบาลหรือไม่ เพื่อเป็นมาตรการดูแลผู้ใต้บังคับบัญชาไปด้วย ไปดูว่าเจ้าหน้าที่ทุกส่วน พัฒนาตัวเองหรือไม่ วันนี้ไม่สามารถทำแบบเดิมๆ ได้ ต้องทำให้เป็นเชิงรุก

รวมรวบตีปี๊บผลงาน คสช.

พล.ต.สรรเสริญ แก้วกำเนิด รองโฆษกประจำสำนักนายกฯ แถลงภายหลังการประชุม ครม.ว่า พล.อ.ประยุทธ์ ได้พูดถึงโรดแม็ปในเดือน ก.ย.ที่จะมีการลงมติของ สปช.เกี่ยวกับร่างรัฐธรรมนูญ จึงสั่งการให้ทุกกระทรวง ทบวง กรม และฝ่ายกฎหมายต่างๆ รวบรวมผลงานว่าได้ทำอะไรไปแล้วบ้าง อย่างไร ใช้งบประมาณเท่าไร รวมทั้งได้วางรากฐานให้กับรัฐบาลชุดต่อไปอย่างไร ก่อนรายงานให้นายกฯรับทราบ พร้อมชี้แจงประชาชนด้วยว่าตั้งแต่คสช.เข้ามาบริหารประเทศได้ทำอะไรไปบ้าง กำลังทำอะไรอยู่และจะทำอะไรต่อไป นอกจากนี้นายกฯ ต้องการให้ประชาชนเข้าใจเรื่องกฎหมายพื้นฐานที่ประชาชนต้องรับทราบ จึงมอบหมายนายวิษณุ เครืองาม รองนายกฯ รับผิดชอบภาพรวม ให้กระทรวงยุติธรรมทำคู่มือฉบับเล็กๆ เพื่อแจกจ่ายประชาชน

ตีกรอบคุม ขรก.ใช้ดุลพินิจ

พล.ต.สรรเสริญกล่าวต่อว่า ครม.มีมติเห็นชอบตามที่คณะกรรมการกฤษฎีกาเสนอเรื่องการใช้ดุลพินิจของเจ้าหน้าที่ ที่ต้องใช้ดุลพินิจดำเนินการแต่ละเรื่อง โดย ครม.เห็นชอบให้ทุกหน่วยราชการกำหนดแนวทางชี้แจงรายละเอียดให้ประชาชนทราบแนวทางเบื้องต้นต่อการใช้อำนาจและดุลพินิจเรื่องต่างๆ ทำให้เป็นมาตรฐานขั้นต้น หากใช้ดุลพินิจไปแล้วและตรวจสอบพบว่าไม่ถูกต้องตามหลักเกณฑ์ จะมีวิธีแก้ไข 2 กรณีคือ 1.นายกฯ สามารถใช้อำนาจตามมาตรา 11 แห่ง พ.ร.บ.ระเบียบการบริหารราชการแผ่นดินปี 2534 มายกเลิกการใช้ดุลพินิจที่ไม่ถูกต้องของเจ้าหน้าที่ได้ 2.ใช้อำนาจหัวหน้า คสช.ตามมาตรา 44 ของรัฐธรรมนูญชั่วคราวยกเลิกดุลพินิจที่ไม่ถูกต้องได้เช่นกัน

“เหวง” ร้อง กสม.พีซทีวีถูกปิด

อีกเรื่อง เมื่อเวลา 10.00 น. ที่สำนักงานคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กสม.) นพ.เหวง โตจิราการ แกนนำ นปช.และหนึ่งในผู้ดำเนินรายการสถานีโทรทัศน์ดาวเทียมช่องพีซทีวี พร้อมทีมผู้ประกาศเดินทางมายื่นหนังสือต่อประธาน กสม.กรณีสำนักงานคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) มีมติเพิกถอนใบอนุญาตการออกอากาศช่องพีซทีวี โดยมี นพ.นิรันดร์ พิทักษ์วัชระ กสม.รับเรื่อง นพ.เหวง กล่าวว่า เราได้รับความอยุติธรรมจากภาครัฐคือการดำเนินการของคณะกรรมการกระจายเสียงและกิจการโทรทัศน์ (กสท.) ที่กล่าวหาว่าเราปลุกปั่น สร้างความรุนแรง แต่กลับไม่เปิดโอกาสให้ชี้แจง อยู่ๆก็ถูกสั่งปิดด้วยมติ4 ต่อ 1 ไม่มีการแจ้งไว้ก่อนเลย การดำเนินการของ กสท. และ กสทช.ไม่เป็นไปตามหลักนิติรัฐนิติธรรม ขนาดนักโทษประหารยังต้องรับรู้โทษของเขาก่อนเลย

“หมอนิรันดร์” นัดคู่กรณีแจง 20 พ.ค.

ด้าน นพ.นิรันดร์กล่าวว่า วันที่ 20 พ.ค. เวลา 10.00 น. กสม.จะต้องเชิญตัวแทน กสท.มาให้ข้อเท็จจริง รวมทั้งเชิญ น.ส.สุภิญญา กลางณรงค์ ในฐานะ กสทช.เสียงข้างน้อยมาให้ข้อเท็จจริงด้วย และเชิญตัวแทนพีซทีวี หรือผู้จัดรายการที่มีปัญหามาชี้แจงอีกครั้งหนึ่ง และอาจขอดูคลิปรายการที่เป็นสาเหตุสั่งปิด หากเราตรวจสอบเสร็จแล้วต้องทำความเห็นเสนอแนะไปยังหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง แต่กสม.ไม่มีอำนาจทางกฎหมาย ถ้าเราเสนอความคิดเห็นไปแล้วเขาไม่ทำตามก็ไม่สามารถเอาผิดได้ แต่ผู้เสียหายนำรายงานของ กสม.ไปเป็นพยานร้องต่อศาลปกครองได้

ออกหมายจับ “เทพไท เสนพงศ์”

เมื่อเวลา 11.30 น. ที่ศาลอาญา ศาลนัดอ่านคำพิพากษาศาลฎีกาคดีที่นายปลอดประสพ สุรัสวดี อดีต รมว.วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี เป็นโจทก์ฟ้องนายเทพไท เสนพงศ์ อดีต ส.ส.นครศรีธรรมราช พรรคประชาธิปัตย์ และอดีตโฆษกประจำตัวนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ขณะดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี เป็นจำเลยความผิดฐานหมิ่นประมาทโดยการโฆษณา กรณีนายเทพไทให้สัมภาษณ์ทำนองว่านายปลอดประสพเป็นคนในระบอบทักษิณ เป็นพวกล้มเจ้า เหตุเกิดเมื่อวันที่ 18 ก.พ.53 คดีนี้ศาลชั้นต้น และศาลอุทธรณ์ พิพากษายกฟ้อง เนื่องจากเห็นว่าโจทก์เป็นนักการเมืองย่อมอยู่ในฐานะถูกวิพากษ์วิจารณ์ได้ อีกทั้งจำเลยให้สัมภาษณ์โดยแสดงความคิดเห็นเชิงตั้งคำถามต่อโจทก์ว่ากระบวนการล้มเจ้ามีจริงหรือไม่ ไม่ใช่การใส่ร้าย แต่เป็นการติชมด้วยความเป็นธรรม ต่อมาโจทก์ฎีกา เมื่อถึงเวลานัดปรากฏว่าฝ่ายโจทก์มีผู้แทนเดินทางมาศาล ขณะที่ฝ่ายจำเลยไม่มีใครมาศาล ศาลพิเคราะห์แล้วเห็นว่า จำเลยได้รับหมายโดยชอบแล้ว แต่ไม่มาศาลโดยไม่แจ้งเหตุขัดข้อง แสดงให้เห็นว่ามีพฤติการณ์หลบหนี จึงให้ออกหมายจับจำเลยให้มาฟังคำพิพากษา และให้เลื่อนอ่านคำพิพากษาออกไปเป็นวันที่ 10 มิ.ย.

โร่แจงไม่เจตนาหนี–ศาลเพิกถอน

ต่อมาเวลา 14.00 น. นายเทพไทเดินทางมาศาลพร้อมกับทนายความ เพื่อแถลงขอให้ศาลเพิกถอนหมายจับ โดยนายเทพไทแถลงต่อศาลว่าไม่มีเจตนาหลบหนี ศาลพิเคราะห์แล้วเห็นว่าศาลได้ออกหมายจับจำเลยไว้ เนื่องจากไม่มาศาลตามเวลานัด แต่จำเลยมาศาลช่วงบ่ายแจ้งว่า หมายนัดที่แจ้งวันฟังคำพิพากษาส่งไปนั้นเป็นที่อยู่ที่จำเลยไม่ได้พักอาศัยแล้ว เพียงแต่มีชื่อในทะเบียนบ้าน ปัจจุบันจำเลยมาพักอาศัยบ้านพักใน กทม. ไม่มีเจตนาจะหลบหนี ศาลจึงอนุญาตให้เพิกถอนหมายจับ และให้จำเลยมาฟังคำพิพากษาศาลฎีกาในวันนัดที่ 10 มิ.ย.

จากนั้นนายเทพไทให้สัมภาษณ์ว่า วันที่10 มิ.ย. เวลา 09.00 น. ยืนยันจะไปฟังคำพิพากษาศาลฎีกาด้วยตัวเองพร้อมทนายฯตามนัด กรณีนี้ตนและทนายความไม่เคยได้รับสำเนาคำฟ้องฎีกาเพราะคิดว่าคดีถึงที่สุดแล้ว ตามปกติการจะส่งฟ้องต่อในชั้นฎีกาต้องมีผู้พิพากษาองค์คณะที่พิจารณาคดีนี้ในศาลชั้นต้นหรือศาลอุทธรณ์เซ็นรับรองว่ามีเหตุควรฎีกาได้ แต่คดีนี้ไม่มีผู้พิพากษาท่านใดเซ็นรับรองฎีกาของโจทก์ แต่กลับให้นายอรรถพล ใหญ่สว่างอัยการสูงสุดขณะนั้นเป็นผู้รับรอง ทั้งๆที่คดีนี้อัยการไม่ใช่คู่ความ เพราะนายปลอดประสพ สุรัสวดี เป็นโจทก์ผู้ยื่นฟ้องต่อศาลเอง ถือเป็นการผิดมารยาทของอัยการสูงสุด

คุณอาจสนใจข่าวนี้

คุณอาจสนใจข่าวนี้