ข่าว
  • Thairath Talk
  • 100 year

    นิทานบนก้อนเมฆ : เล่านิทานที่วัดไทยในอเมริกา

    น้าเมฆ8 พ.ค. 2558 13:37 น.
    SHARE

    วัดไทยในสมัยที่ผมมาเรียนหนังสือเมื่อ 15 ปีที่แล้ว คือสถานที่ที่จะพบปะคนไทยได้มากที่สุด โดยเฉพาะวัดไทยในวันสงกรานต์และลอยกระทงนี่ห้ามพลาดเลย ทำงานเลิกแล้วต้องรีบมา เรียนอยู่ต่างเมืองแม้จะไกลก็ต้องมา เพราะจะได้เจอเพื่อนคนไทย พูดภาษาไทย กินอาหารไทย พร้อมๆ กับได้ดูสาวสวยๆ ประกวดนางนพมาศไปด้วย เพลินตาเพลินใจดีครับ

    น้องสาวที่อยู่อเมริกา บอกผมว่าตอนนี้เธอเป็นครูอาสาสอนภาษาไทยที่โรงเรียนพุทธศาสนาวันอาทิตย์ที่วัดธัมมาราม นครชิคาโก เธอชักชวนผมตั้งแต่ผมอยู่เมืองไทยแล้วว่า ไหนๆ จะมาอเมริกาทั้งที ผมน่าจะไปเล่านิทานให้เด็กไทยที่เกิดและโตที่นี่ได้ฟังบ้าง ผมยินดีอยู่แล้ว ไม่มีปัญหาเลย เพราะหลังจากลงเครื่องบินมาก็เก็บกระเป๋าที่บ้าน แล้วตามน้องสาวไปวัดไทยทันที

    ผมได้ติดต่อประสานงานกับครูพลอย ครูอาสาที่เป็นแกนหลักในการเตรียมการสอนภาษาไทย พอจะทราบข้อมูลเบื้องต้นระดับหนึ่ง เมื่อไปถึงในสัปดาห์แรก ผมแนะนำตัวและเล่านิทานไป 1 เรื่องพอเรียกน้ำย่อย หลังจากนั้นก็ตามน้องสาวไปสอนภาษาไทยให้กับเด็กเกรด 1 ซึ่งเป็นเด็กอายุประมาณ 5-6 ขวบ โดยสอนพยัญชนะไทยทั้ง 44 ตัว และเพิ่มการสอนสระเอกับสระแอด้วยอีกนิดหน่อย สำหรับเด็กเล็กระดับนี้ ต้องเน้นให้สนุกกับภาษาไทยไว้ก่อน แล้วก็ตบท้ายด้วยหนังสือภาพสำหรับเด็กเรื่อง “กุ๊กกะฮูก” ที่ชวนเด็กๆ ดูรูป ก.ไก่ ถึง ฮ.นกฮูก แล้วเล่าเป็นเรื่องได้

    การเรียนการสอนของเด็กไทยมีทั้งหมด 9 ระดับ ชั้นเล็กที่สุดคือ Pre-School แล้วก็ไล่ขึ้นมาจากเกรด 1 ถึงเกรด 7 นอกจากนี้ก็มีคลาสพิเศษสำหรับผู้ใหญ่ด้วย

    ในสัปดาห์ที่สอง ผมเดินทางไปเล่านิทานที่วัดธัมมารามอีกครั้ง คราวนี้จัดเต็มเพราะได้เกริ่นไว้ล่วงหน้าแล้วว่า วันอาทิตย์นี้จะเล่านิทานประมาณ 40 นาที ก่อนเริ่มกิจกรรม ครูพลอยให้เด็กๆ เข้าแถวตามเกรดที่เรียน แล้วยืนเคารพธงชาติ มีอาสาสมัครเป็นตัวแทนเชิญธงขึ้นสู่ยอดเสาและเด็กทุกคนร้องเพลงชาติพร้อมกัน หลังจากนั้นจะสวดมนต์ไหว้พระ นั่งสมาธิและแผ่เมตตา

    ผมพบว่าเด็กไทยที่โตในอเมริกา แม้จะพูดภาษาอังกฤษตลอดเวลาคล้ายๆ กับเด็กที่โรงเรียนนานาชาติ แต่คลังคำศัพท์และความเข้าใจภาษามีน้อยกว่ามาก เนื่องจากสิ่งแวดล้อมต่างๆ ที่ได้เรียนรู้ภาษาไทยค่อนข้างจำกัด เพราะฉะนั้นผมต้องเล่านิทานเป็นภาษาไทยสอดแทรกภาษาอังกฤษไปด้วย และเช็กความเข้าใจเป็นระยะ เพื่อความต่อเนื่องและความเข้าใจจนจบเรื่อง

    ผมเริ่มเล่าจากเรื่องที่ง่ายๆ เพื่อให้เด็กๆ มีส่วนร่วมในการตอบคำถามเป็นภาษาไทย ในส่วนของความกล้าแสดงออกสำหรับเด็กๆ ที่โตเมืองนอกนี่หายห่วงเลยครับ ยกมือตอบกันเต็มที่ ไม่ว่าจะตอบถูกบ้างผิดบ้าง พูดเสียงเพี้ยนไปบ้างก็จะแย่งกันตอบ นี่ถือเป็นจุดเริ่มต้นของการเชื่อมต่อกันได้ดี

    พอเรื่องหลังๆ นี่สบายมาก ให้ออกมาตอบคำถาม ร่วมแสดงอะไรก็ทำได้หมด พอเล่าไปสักพัก ผู้ปกครองที่อยู่ด้านนอกอุโบสถ ได้ยินเสียงกิจกรรมสนุกสนานก็ขอเข้ามานั่งฟังด้วย ผมเลยแนะนำว่า สอนภาษาไทยด้วยนิทานไทยนี่ได้ผลที่สุดแล้วครับ เพราะเด็กๆ จะให้ความสนใจและเรียนรู้ไปได้อย่างเพลิดเพลิน

    เมื่อเล่าจบ มีพระอาจารย์มากล่าวสรุปให้อีกครั้ง ผมได้มอบชุดหนังสือนิทานไว้ให้กับวัด เพื่อเด็กๆ จะได้มีนิทานไทยไว้แบ่งปันกันอ่าน

    หลังจากจบกิจกรรมนิทานก็กลับเข้าสู่ตารางเรียนตามปกติ สัปดาห์นี้ผมตามน้องสาวขึ้นไปสอนพี่ๆ เกรด 6 เป็นเด็กโตอายุประมาณ 9-10 ขวบ สอนเด็กโตก็สนุกไปอีกแบบครับ เพราะเราคุยภาษาไทยกับเขาได้มากขึ้น มีการแลกเปลี่ยนความคิดเห็น เพราะรุ่นนี้เริ่มสอนการผสมคำแล้ว สอนเรื่องการลดรูปสระ การผันวรรณยุกต์ สอนอักษรนำ คำควบกล้ำ พอเห็นคำไทยหลายๆ คำ เด็กๆ ก็อยากจะรู้ว่าความหมายคืออะไร เลยคุยกันสนุกยิ่งขึ้น

    พอถึงท้ายชั่วโมง น้องสาวผมเตรียมหนังสือภาษาอังกฤษเล่มหนึ่งที่เขียนถึงประเทศไทยมาเล่าให้เด็กๆ ฟัง ชื่อ “Living on a Dollar a Day” พูดถึงความยากจนในประเทศต่างๆ (รวมถึงประเทศไทยในถิ่นทุรกันดาร) เมื่อฟังจบแล้ว ลองถามเด็กๆ ว่าคิดอย่างไรกันบ้าง เด็กบางคนบอกอยากส่งเงินไปบริจาค บางคนอยากส่งอาหารไป บางคนบอกว่าอยากกลับเมืองไทยเพื่อไปช่วยคนเหล่านั้น


    
หลังจากการเรียนการสอนจบ เด็กๆ ทุกชั้นจะลงมารวมตัวกันที่ห้องอาหาร เพื่อมากินของว่างร่วมกันก่อนกลับบ้าน แต่ต้องขอบอกว่าเป็นของว่างที่จริงจังมากครับ มีทั้งอาหารไทยและอาหารฝรั่ง กวยจั๊บบ้าง สปาเก็ตตี้บ้าง และเกือบทุกอาทิตย์จะมีเค้กวันเกิดของเด็กๆ ให้ได้ฉลอง หรืออย่างครั้งนี้ คุณครูและผู้ปกครองก็นำเค้กมาฉลองที่น้องสาวผมเรียนจบปริญญาเอก ถือว่าเป็นการรวมตัวของคนไทยที่อบอุ่นมากครับ

    ระหว่างกินข้าว ผมได้มีโอกาสคุยกับครูแมว ครูอาสารุ่นแรกๆ ของที่นี่ ครูแมวเล่าว่า การสอนภาษาไทยในวันอาทิตย์ที่วัดธัมมาราม เริ่มมาตั้งแต่ประมาณปี พ.ศ. 2539 เริ่มต้นก็เป็นพ่อแม่รวมกลุ่มสอนภาษาไทยให้กับเพื่อนๆ ลูกกันเอง หลังจากนั้นเริ่มจัดการสอนที่มีแบบแผนมากขึ้น โดยนำหนังสือการเรียนการสอนภาษาไทยจากจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยมาใช้ ต่อมาได้ติดต่อกับคณะครุศาสตร์ จุฬาฯ เพื่อติดต่อขอบุคลากรให้มาสอนภาษาไทยในช่วงฤดูร้อน และในปัจจุบันมีครูอาสาจากเมืองไทยมาสอนให้แบบทั้งปี มีการจัดการเรียนการสอนอยู่ 9 ระดับ ที่ชิคาโกถือว่ามีเด็กมาลงทะเบียนเรียนภาษาไทยเป็นอันดับ 2 ของอเมริกา (ราวๆ ร้อยคน) รองจากแอลเอ

    ผมได้คุยกับครูพลอยและครูกิ๊ฟ ทั้งคู่จบจากคณะครุศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เป็นรุ่นพี่รุ่นน้องตามกันมา โดยครูกิ๊ฟเคยเป็นครูอาสาเมื่อ 2 ปีที่แล้ว (ปัจจุบันเรียนต่อปริญญาโท แต่ก็ยังมาช่วยสอน) ส่วนครูพลอยเป็นครูประจำของปีนี้ เมื่อเรียนจบปี 5 ก็สมัครสอบเข้าโครงการขอเป็นครูอาสาที่สหรัฐอเมริกา

    ผมได้สอบถามครูพลอยว่าทำไมถึงเลือกมาเป็นครูอาสาที่นี่ ครูพลอยบอกว่าอยากได้ประสบการณ์ใหม่ๆ ในต่างประเทศ เพราะเคยฝึกสอนกับเด็กไทยที่เมืองไทยมาแล้ว จะได้ลองปรับรูปแบบการสอนกับเด็กที่โตเมืองนอกบ้าง คนที่สอบเข้าโครงการได้แล้ว จะยังไม่ทราบว่าตนเองจะได้มาสอนที่วัดไหน (มีวัดไทยในอเมริกาที่เข้าร่วมโครงการเป็นสิบวัด) พอทราบว่าโครงการให้มาสอนที่วัดธัมมาราม ชิคาโก ก็ดีใจมากเพราะเคยมีรุ่นพี่เคยมาสอน ทางวัดและผู้ปกครองดูแลดีมาก แถมมีคุณแม่ที่อาสาเข้ามาช่วยสอนจนเต็มทุกคลาส ในทุกๆ ครั้ง ครูพลอยจะเตรียมหลักสูตรและตัวอย่างการสอนไว้ให้ล่วงหน้า คุณแม่ที่มาเป็นครูอาสาจะทำความเข้าใจเนื้อหา (ช่วง 40 นาทีแรกก่อนที่เด็กๆ จะเข้าเรียน) การเรียนมี 2 เทอม จะมีการสอบปลายภาคเพื่อเลื่อนชั้น เกณฑ์การสอบได้ ต้องเข้าเรียนและทำข้อสอบได้เกิน 70% ถึงจะผ่าน ถ้าไม่ผ่านก็ต้องเรียนซ้ำชั้นในปีหน้า แต่ถ้าผ่านจะมีการรับสัมฤทธิบัตรในวันที่ 5 ธันวาคม หน้าที่ของครูพลอยมีระยะเวลา 1 ปี แล้วต้องกลับไปเมืองไทย เพื่อให้ครูอาสาคนใหม่มาทำหน้าที่แทนในปีถัดไป

    ก่อนกลับผมได้คุยกับคุณก้อย ผู้ปกครองของน้องนาโนกับน้องนีน่าและเป็นหนึ่งในคณะกรรมการผู้ปกครอง คุณก้อยเล่าว่าอยากให้ลูกได้เรียนภาษาไทย แต่สิ่งที่ได้นอกจากภาษาไทย ลูกยังได้เรื่องของวัฒนธรรมและมารยาทอีกด้วย เพราะคุณครูจะสอนการไหว้พระ การเดินผ่านผู้ใหญ่แล้วต้องก้มหัว ผมสอบถามเรื่องค่าเล่าเรียน คุณก้อยบอกว่าเสียค่าเล่าเรียนเทอมละ 40 เหรียญ เรียนประมาณ 3-4 เดือน (ผมว่าถูกมากๆ กินข้าวนอกบ้านทั้งครอบครัวมื้อนึงก็เกินแล้วครับ) เงินที่ได้จะรวบรวมกันมาเป็นค่าใช้จ่ายในการซื้ออุปกรณ์การสอน ของว่าง และช่วยแบ่งเบาภาระของวัด ส่วนอาหารก็จะมีตารางให้แต่ละคนลงชื่อว่าแต่ละอาทิตย์ใครอยากจะนำอาหารอะไรมาบ้าง เพราะบางคนเป็นเจ้าของร้านอาหารไทย บางคนทำขนมเค้กอร่อย ก็นำมาแบ่งปันกัน เป็นการแบ่งหน้าที่กันแบบคร่าวๆ เพราะสุดท้ายทุกคนก็มาช่วยเหลือกันตลอด ลูกได้เรียนภาษาไทย พ่อแม่ก็ได้สังคมไทยเล็กๆ ที่น่ารัก

    ผมกลับมาที่วัดธัมมารามครั้งนี้ในฐานะคนเล่านิทานและพ่อที่มีลูกแล้ว ผมมองว่าวัดไทยในตอนนี้นอกจากจะเป็นสถานที่ยึดเหนี่ยวจิตใจ เป็นสถานที่ประกอบศาสนพิธีแล้ว วัดไทยยังเป็นโรงเรียนสำหรับเด็กๆ และเป็นศูนย์รวมคุณพ่อคุณแม่คนไทยให้ได้มาทำอะไรดีๆ ร่วมกันในทุกวันอาทิตย์ด้วยครับ

    
น้าเมฆ
 http://www.facebook.com/cloudbookfanpage

    อ่านเพิ่มเติม...

    แท็กที่เกี่ยวข้อง

    นิทานบนก้อนเมฆเรื่องเล่าจากก้อนเมฆน้าเมฆนิทานเล่านิทานวัดไทยในอเมริกาวัดไทยข่าวข่าวไลฟ์สไตล์ไทยรัฐออนไลน์

    ข่าวแนะนำ

    Most Viewed

    คุณอาจสนใจข่าวนี้

    thairath-logo

    ApplicationMy Thairath

    ios-app-logoandroid-app-logohuawei-app-logo
    Trendvg3 logo
    วันศุกร์ที่ 18 กันยายน 2563 เวลา 13:50 น.