วันจันทร์ที่ 25 มีนาคม พ.ศ. 2562
บริการข่าวไทยรัฐLogin
สนช.เปิดแถลงปิดคดีข้าวจีทูจี 'บุญทรง' สวน ป.ป.ช. 2 มาตรฐาน

สนช.เปิดแถลงปิดคดีข้าวจีทูจี 'บุญทรง' สวน ป.ป.ช. 2 มาตรฐาน

  • Share:

คณะกรรมการ ป.ป.ช. แถลงปิดคดีถอดถอน 'บุญทรง-มนัส-ภูมิ' ออกจากตำแหน่ง กรณีคดีทุจริตขายข้าวจีทูจียืนยันผู้ถูกกล่าวหาร่วมมือบริษัทจากจีนสร้างความเสียหายให้กับประเทศ ขณะที่ 'บุญทรง' โต้ ป.ป.ช.ดำเนินคดีสองมาตรฐาน...

เมื่อวันที่ 7 พ.ค. 58 ที่ประชุมสภานิติบัญญัติแห่งชาติ หรือ สนช.เปิดให้คู่กรณีแถลงการณ์ปิดสำนวนด้วยวาจา ในคดีถอดถอนนายบุญทรง เตริยาภิรมย์ อดีตรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์ นายภูมิ สาระผล อดีตรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์ ในฐานะผู้ถูกกล่าวหา ออกจากตำแหน่งตามข้อกล่าวหาทุจริตการขายข้าวแบบรัฐต่อรัฐ หรือ จีทูจี   

นายวิชา มหาคุณ คณะกรรมการ ป.ป.ช. ในฐานะผู้กล่าวหา แถลงการณ์ปิดสำนวนด้วยวาจา ยืนยันการระบายข้าวแบบรัฐต่อรัฐ มีการวางแผนอาศัยความร่วมมือข้าราชการประจำ เพื่อกระทำการทุจริตหรือประพฤติมิชอบ โดยอาศัยความร่วมมือกับเอกชนที่เป็นบริษัทนิติบุคคล ที่สามารถทำให้ทุกอย่างเกิดความผิดตามข้อกล่าวหา จนสร้างความเสียหายให้ประเทศชาติอย่างร้ายแรง โดยข้อเท็จจริงนายมนัส สร้อยพลอย ทำหน้าที่เจรจาร่วมกับนายภูมิ และนายบุญทรง ขณะเป็นรัฐมนตรีได้ละเว้นไม่ดำเนินการตรวจสอบบริษัทกวางตุ้ง หรือ จีเอสเอสจี และบริษัทไห่หนาน เป็นผู้ถูกกล่าวหาด้วย โดยผู้ถูกกล่าวหาได้ทำสัญญาซื้อขายข้าวแบบรัฐต่อรัฐ

กรรมการ ป.ป.ช. กล่าวว่า นายมนัส ยังแก้ไขสัญญาซื้อขายข้าวกับบริษัทจีเอสเอสจี โดยนายภูมิ เห็นชอบเมื่อปี 2554 อีกทั้งยังแก้ไขซื้อขายข้าวอีกครั้งต่อนายภูมิจนเห็นชอบเมื่อวันที่ 3 พฤศจิกายน 2554 นอกจากนี้เงินที่นำมาชำระค่าข้าว เป็นเงินที่มาจากผู้ค้าข้าวภายในประเทศ ไม่ใช่จากต่างประเทศ การอ้างว่าค้าข้าวแบบรัฐต่อรัฐจึงเป็นกลอุบายของผู้ถูกกล่าวหาที่สร้างขึ้นมา เพื่อสมคบคิดและอุปโลก โดยให้บริษัทเข้ามาซื้อขายแบบรัฐต่อรัฐ เพื่อจะหลีกเลี่ยงการตรวจสอบ และยังพบการแบ่งหน้าที่กันทำโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย เร่งรีบทำสัญญาซื้อขาย และเร่งรีบให้มีการประชุมคณะกรรมการนโยบายข้าวแห่งชาติ หรือ กขช. ภายหลังจากที่มีการแต่งตั้งคณะกรรมการชุดดังกล่าวได้เพียง 2 วัน  

ดังนั้น จึงถือเป็นการทำสัญญาจีทูจีแบบลวงโลก ลวงรัฐ และหลอกลวงประชาชนทั้งประเทศ ตอกย้ำซ้ำเติมความเสียหายต่องบประมาณแผ่นดิน และยืนยันว่า คณะกรรมการ ป.ป.ช. ไม่ได้อาฆาตมาดร้ายผู้ถูกกล่าวหา แต่ได้ดำเนินตามระบบกฎหมายจาก สนช. ที่สืบทอดอำนาจมาจากวุฒิสภา เป็นกระบวนการต่อเนื่องเชื่อมโยงกับข้อเท็จจริง ไม่มีหลักฐานใดยืนยันชัดเจนได้

ด้าน นายภูมิ สาระผล รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์ ในฐานะผู้ถูกกล่าวหา แถลงปิดคดียืนยัน ว่า การไม่มาตอบข้อซักถามในที่ประชุม สนช. เนื่องจากศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองรับคำฟ้องไว้ พิจารณาแล้ว และมีโทษสูงถึงจำคุกตลอดยืนยันการแถลงคดีในศาลย่อมส่งผลกระทบต่อการต่อสู้ คดีในศาลฎีกา โดยหวังว่า สมาชิก สนช.จะเข้าใจตนเอง พร้อมยืนยันการทำหน้าที่รัฐมนตรีได้รับมอบหมายรับผิดชอบโครงการรับจำนำข้าว ในรัฐบาลนางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร โดยให้ปฏิบัติหน้าที่โปร่งใส ไม่ให้ทุจริตในการระบายข้าวตามมติคณะกรรมการนโยบายข้าวแห่งชาติ เมื่อปี 2554 เพื่อให้นำเงินระบายข้าวเป็นทุนหมุนเวียนสำหรับการดำเนินการในรอบปีการผลิตต่อไป จึงเป็นไปไม่ได้ที่จะไปสมคบแบ่งแยกหน้าที่กับใครตามที่ถูกกล่าวหา 

นายภูมิ ระบุว่า การขายข้าวจีทูจี เมื่อกรมการค้าต่างประเทศนำเสนอเรื่อง ในขณะนั้นได้พิจารณาเห็นว่ากรอบยุทธศาสตร์การระบายข้าวในสต๊อกรัฐบาลให้ระบายข้าว การที่หน่วยงานรัฐวิสาหกิจซื้อข้าวกับรัฐบาลปริมาณมาก ย่อมทำให้รัฐบาลนำข้าวเก่าออกจากสต๊อกได้ เพื่อลดภาระเก็บข้าวเก่า ทำให้ได้ประโยชน์ที่รัฐจะได้รับ และยังรักษาส่วนแบ่งตลาดข้าวไทยในตลาดโลก โดยยืนยันดำเนินเจตนาสุจริตไม่ได้ทำเพื่อผลประโยชน์ผู้ใด ตลอดที่ทำหน้าที่รัฐมนตรี ดำเนินระบายข้าวโดยความบริสุทธิ์ใจหรือหาผลประโยชน์ให้แก่ตัวเอง โดยตลอดเวลาที่ตนเองเป็นรัฐมนตรีได้เกี่ยวข้องเพียงรัฐวิสาหากิจ บริษัทจีเอสเอสจี แต่ทำไม ป.ป.ช.ถึงกล่าวหาว่าตนเกี่ยวข้องกับบริษัทไห่หนาน ดังนั้น ป.ป.ช.เจตนายัดเยียดข้อกล่าวหาให้กับตน ถ้า สนช.ลงมติถอดถอนตนเองต่อไป แล้วศาลฎีกาได้มีคำพิพากษายกฟ้อง สนช.จะมีมาตรการใดมาเยียวยาตนเองถ้าได้ถอดถอนตน ดังนั้น ควรให้ศาลฎีกามีคำพิพากษาก่อน 
 
ขณะที่ นายบุญทรง เตริยาภิรมย์ ยืนยันว่า การระบายข้าวแบบจีทูจี ไม่ได้เก๊หรือลวงโลก แต่เป็นจีทูจีจริง โดยผู้ซื้อข้าวเป็นรัฐวิสาหกิจจาก จีน 100% พร้อมกล่าวหา คณะกรรมการ ป.ป.ช. ดำเนินการสองมาตรฐานเพราะ ป.ป.ช. ไม่ดำเนินการถอดถอนคุณหญิงจารุวรรณ เมณฑกา อดีตผู้ว่าการตรวจเงินแผ่นดิน แต่กลับดำเนินการถอดถอนตนเอง ส่วนข้อกล่าวหาเรื่อง พ.ร.บ.ฮั้ว สวมรอยบริษัทที่ไม่ได้เป็นรัฐวิสาหกิจนั้น เป็นข้อกล่าวหาที่ พร้อมขอความเป็นธรรม สนช.ที่จะลงมติถอดถอนหรือไม่ โดยยืนยันการพิจารณาคดีถอดถอนในขณะที่พิจารณาคดีเรื่องเดียวกันในศาลฎีกา บทบัญญัติรัฐธรรมนูญคุ้มครองสิทธิผู้ถูกกล่าวหา และต้องการให้ สนช. พิจารณาสมควรหรือไม่ที่จะไม่ก้าวล่วงก่อนศาลจะมีคำพิพากษา โดยระบุการดำเนินการของ ป.ป.ช.นั้นเป็นไปอย่างเคียดแค้น ส่วนการใช้ดุลพินิจลงมติถอดถอนเชื่อว่า สนช.จะยึดความยุติธรรม โดยต้องรอให้ศาลมีคำพิพากษาก่อน และยืนยันว่าพวกตนไม่เคยลวงโลก และขอปฏิเสธทุกข้อกล่าวหาของ ป.ป.ช.
 
จากนั้น นายพรเพชร วิชิตชลชัย ประธาน สนช. แจ้งต่อที่ประชุมให้นัดลงมติถอดถอนหรือไม่ถอดถอน ผู้ถูกกล่าวหาทั้ง 3 คน ในวันพรุ่งนี้ (8 พ.ค.) จึงขอให้สมาชิกมาพิจารณา ขณะเดียวกัน ได้แจ้งให้ที่ประชุมทราบ ถึงมติของคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ หรือ ป.ป.ช. ต่อกรณีคุณหญิงจารุวรรณ เมณฑกา อดีตผู้ว่าการตรวจเงินแผ่นดิน ทำความผิดฐานทุจริตต่อหน้าที่ อนุมัติให้ไปดูงานสำนักงานผู้ตรวจเงินแผ่นดิน ประเทศฝรั่งเศส สวิตเซอร์แลนด์ อิตาลี ระหว่างวันที่ 5-14 พ.ค. 2546 ว่า ไม่สามารถเอาผิดทางวินัยและไม่ต้องดำเนินการถอดถอนเนื่องจากคุณหญิงจารุวรรณพ้นตำแหน่งไปแล้ว.

อ่านเพิ่มเติม...

คุณอาจสนใจข่าวนี้

คุณอาจสนใจข่าวนี้